โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตสวนยางมาแรง กยท.สร้างมาตรฐาน ZERO CARBON

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 พ.ค. 2565 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 06.36 น.

กยท. เร่งเครื่องมาตรการ ZERO CARBON ผนึก อ.อ.ป. ลงนาม MOU ลดก๊าซเรือนกระจก เสริมรายได้ชาวสวนยาง ดันมาตรฐานสากล FSCTM PEFCTM มุ่งสร้างโอกาสธุรกิจคาร์บอนเครดิตจากสวนยางพารา เผยราคายางปีนี้ แนวโน้มดีไม่ต่ำกว่า 60 บาท/กก.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกต่างให้ความสำคัญด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดก๊าซเรือนกระจก หรือมาตรการ ZERO CARBON กยท. เริ่มเดินหน้า มาตรการ ZERO CARBON เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเกษตรภาคยางพารา พร้อมวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรชาวสวนยาง

ซึ่ง กยท. เล็งเห็นว่าโครงการนี้เป็นโอกาสใหม่ของเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ที่ได้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ไปพร้อม ๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการทำสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล และการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพารา เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการจัดทำโครงการ การฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรมให้แก่ บุคลากรทั้ง 2 หน่วยงาน และเกษตรกรชาวสวนยาง พัฒนาความรู้ความเข้าใจ นำไปสู่การทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล บริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจากสวนยางพาราได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายสุกิจ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผอ.อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการทำสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล และการบริหารจัดการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพารา เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งเน้นดำเนินตามพันธกิจของรัฐวิสาหกิจ ของ อ.อ.ป. และ กยท.

ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เป็นการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล ให้ได้ตามมาตรฐาน FSCTM, PEFCTM ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพารา และสร้างโอกาสในธุรกิจคาร์บอนเครดิตจากสวนยางพารา

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ อ.อ.ป. และ กยท. จะให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือ ในรูปแบบการจัดทำโครงการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรม ให้แก่บุคลากร เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อพัฒนาความรู้ สร้างความเข้าใจ ในเรื่องการทำสวนยางให้เกิดความอย่างยั่งยืน และให้เป็นไปตามมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพาราที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง

นอกจากนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน จะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากร มีการศึกษาดูงาน และฝึกงาน บุคลากรของทั้ง 2 หน่วยงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเสริมสร้างและสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ นวัตกรรม ในเรื่องการจัดการสวนยางให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางอย่างสูงที่สุด

“อ.อ.ป. และ กยท. มุ่งหวังไว้ว่า การร่วมลงนามความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และจะสามารถพัฒนาศักยภาพของสวนยางให้เกิดความยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล ตลอดจนสามารถขับเคลื่อนงานของรัฐบาล เรื่อง ลดก๊าซเรือนกระจกให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่ง”

ยางพารา

สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราในปีนี้ กยท.ประเมินว่ายังปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมยางล้อจีนที่ฟื้นตัว แม้สงครามรัสเซีย-ยูเครน จะยังยืดเยื้อ แต่จีนที่เป็นตลาดหลักยังมีคำสั่งซื้อยางพาราของไทย ส่งผลให้ราคายางปีนี้ยังคงปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าจะสูงกว่า 60 บาท/กก. ซึ่งแม้ว่าปีนี้ยังไม่มีนโยบายประกันรายได้เพิ่มเข้ามาแต่เพื่อลดความเสี่ยง กยท.มีนโยบายชะลอการเก็บน้ำยาง โครงการเก็บยางแห้งของผู้ประกอบการ โครงการแปรรูปยาง ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ขณะเดียวกันปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังยังคงเป็นเรื่องต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมยางที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่พุ่งขึ้น จากภาวะสงครามรัสเซียกับยูเครน และการปรับดอกเบี้ยของเฟด สร้างความเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออก และกดดันให้บางประเทศเอเชีย ปรับนโยบายการเงินโดยที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เป็นต้น

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ อาจส่งผลให้ราคาน้ำยางสดในเดือนพฤษภาคม 2565 ใกล้เคียงกับเดือนเมษายน 2565 หรือเคลื่อนไหวอยู่ที่ 62-66 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนในเดือนมิถุนายน อาจปรับลงมาเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตออกเยอะ แต่คาดว่าราคาจะผันผวนไม่มาก และสถานการณ์ยางทั่วโลก พบว่าในปีนี้ความต้องการใช้ยางจะมากกว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาด โดยผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างอินโดนีเซียใน 3 ปี ข้างหน้าผลผลิตยางพาราจะลดลง 30% เนื่องจากขาดแรงงาน เกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันที่สร้างรายได้มากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...