เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา จำคุก ‘ผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’ ปมล่วงละเมิดทางเพศ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
The Bangkok Insight
อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 07.42 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 07.37 น. • The Bangkok Insightเปิดคำพิพากษาศาลฎีกา ตัดสินจำคุก "ผู้สมัคร สส.พรรคส้ม" ปมล่วงละเมิดทางเพศ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และสั่งชดใช้ค่าสินไหม 2 แสนบาท
วันนี้ (19 ก.พ.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีความผิดทางเพศ ที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม เป็นโจทก์ ฟ้อง นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 จ.มหาสารคาม เป็นจำเลย ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาตน
โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค.63 จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา หญิงสาวผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาการสะลืมสะลือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากฤทธิ์ยา alprazolam หรือยาเสียตัว ซึ่งจำเลยให้ผู้เสียหายรับประทานแล้ว แล้วข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้
เหตุเกิดที่ ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 63 ผู้เสียหายนำยาจำนวน 8 เม็ด และยาไม่ทราบชนิดจำนวน 2 แคปซูล ซึ่งเป็นยาที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด มามอบให้เจ้าพนักงานยืดไว้เป็นของกลาง
คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนสวน สภ.เขวาใหญ่ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบขอให้ลงโทษกฎหมาย
ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา 2,000 บาท ค่าสูญเสียพรหมจารี 300,000 บาท ค่าขาดรายได้ 27,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 63 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนยกฟ้อง โจทก์ร่วมยื่นฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือ มีข้อวินิจฉัยว่า แม้การตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมที่ รพ.มหาสารคาม ไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และโจทก์ร่วมไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เนื่องจากอาการสะลืมสะลืออ่อนเพลีย ไม่มีแรงไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ โจทก์ร่วมก็ยืนยันว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหมดแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้อง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหม่ทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล และเดินทางกลับภูมิลำเนา ขาดรายได้ตามปกติ และมีความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ต้องมีมลทินมัวหมองเป็นตราบาปติดตัวไปตลอด เป็นการทำร้ายจิตใจ ทำลายการเรียน ความหวัง และความฝันของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วม บิดา มารดาของโจทก์ร่วม ได้รับความอับอาย ต้องใช้เวลาในการบำบัดรักษาร่างกายและฟื้นฟูจิตใจให้เป็นปกติ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความร้ายแรงแห่งการทำละเมิด โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมรวมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันละเมิด
ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา บ้างลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ริบยาของกลางทั้งหมด และให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 63 แก่โจทก์ร่วมจนกว่าจะชำระเสร็จ
อ่านเพิ่มเพิ่มเติม
- สัญญาณอันตราย! 'วิษณุ'แย้มทางออก กกต. หากศาลสั่งโมฆะ
- ศาลปกครอง รับคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 'ทนายธนู' ยื่น 4 ข้อเสนอ
- ศาลอาญาให้ประกัน 'พายัพ-เพชรวรรต' คดีก่อการร้าย 3 แสนบาท
ติดตามเราได้ที่