โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2025 ปีเดียว ไทยดึงลงทุน Data Centerกว่า 7.2 แสนล้าน เปิดทางแผนชิปเมดอินไทยแลนด์พลิกบทบาทไทย

Thairath Money

อัพเดต 20 ม.ค. เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. เวลา 06.38 น.
ภาพไฮไลต์

เรียกได้ว่าปี 2025 กลายเป็นปีหมุดหมายสำคัญของ Digital Economy ไทย เมื่อประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้มูลค่ารวมแล้วเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าภายในหนึ่งปี

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าในปี 2025 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท จากปีก่อนโครงการที่มูลค่าเงินลงทุนรวมอยู่ที่ 98,539 ล้านบาท กระจายตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ เช่น ระยอง ชลบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยมีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ รวมถึงโครงการระดับ Hyperscale จากยุโรป สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ

สำหรับนัดแรกของปี 2026 BOI ได้อนุมัติการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ 3 โครงการ มูลค่า 45,304 ล้านบาท ที่ชลบุรีและสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 223 เมกะวัตต์
  • GSA Data Center 05 (ร่วมทุน Gulf–Singtel–AIS) 2 โครงการ มูลค่า 37,202 ล้านบาท ที่ระยองและสมุทรปราการ รองรับ IT Load 120 เมกะวัตต์
  • Stellar DC กลุ่ม STECON ร่วมกับ SC Zeus สิงคโปร์ มูลค่า 8,050 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์
  • Ferreor Technology (Thailand) จากสิงคโปร์ มูลค่า 6,321 ล้านบาท ที่ระยองและสมุทรปราการ

BOI ชี้ว่า การเติบโตของ Cloud Computing, AI, IoT และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากถนน ท่าเรือ หรือสนามบินในอดีต และเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงอื่นๆ ตั้งแต่ฟินเทค อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

ขณะเดียวกันภาครัฐได้ปรับเพิ่มเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนให้เข้มข้นขึ้น ทั้งด้านการจ้างงานบุคลากรไทยและเพิ่มทักษะผู้ประกอบการ SMEs การยกระดับมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาระบบนิเวศในประเทศเพื่อให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการตั้งศูนย์ประมวลผลข้อมูล

เปิดโรดแมปใหม่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050”

การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนระดับดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทย ที่ทำให้รัฐบาลไทยปูทางสู่ยุทธศาสตร์ใหญ่ของแผนใหม่ล่าสุดอย่าง“ชิปเมดอินไทยแลนด์” ที่มุ่งยกระดับไทยจากฐานการผลิตไปสู่ผู้เล่นในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก

โดยล่าสุดบอร์ดนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้พิจารณา “ร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” เป็นครั้งแรก ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานออกแบบและผลิตชิปของภูมิภาค ภายใต้วิสัยทัศน์ “Made-in-Thailand Chips” ภายในปี 2050 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Roland Berger ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

แผนดังกล่าวตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาทใน 25 ปี (2026 - 2050) และสร้างบุคลากรทักษะสูงมากกว่า 230,000 คน โดยเน้นการต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบอัตโนมัติ

จากการประเมินศักยภาพเปรียบเทียบกับประเทศผู้นำและคู่แข่งในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่า แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีโอกาสต่อยอดจากจุดแข็งเดิม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และอุตสาหกรรมปลายน้ำ

โดยเฉพาะ 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยอย่างภาคยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์ แทนที่จะลงแข่งขันในสนามเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC หรือ Samsung

ร่างยุทธศาสตร์ฯ ฉบับนี้วางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในช่วง 5 ปีแรก จะเน้นการต่อยอดกิจการที่ไทยมีความพร้อม เช่น การประกอบและทดสอบชิป (OSAT) การออกแบบวงจรรวม (IC Design) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมทั้งเริ่มผลักดันการลงทุน Wafer Fabrication และสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion เพื่อขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ

ทั้งนี้ร่างยุทธศาสตร์ฯ เสนอ 5 กลไกหลัก ได้แก่

  • สิทธิประโยชน์การลงทุน เงินสนับสนุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
  • บุคลากรทักษะสูง พัฒนาหลักสูตรและความร่วมมืออุตสาหกรรม–สถาบันการศึกษา
  • เทคโนโลยีและ R&D ยกระดับ TMEC และศูนย์วิจัยเซมิคอนดักเตอร์
  • โครงสร้างพื้นฐาน คลัสเตอร์อุตสาหกรรม พลังงานสะอาด น้ำ และระบบรับมือภัยพิบัติ
  • สภาพแวดล้อมธุรกิจ อำนวยความสะดวกการลงทุน เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ–ยุโรป และจัดซื้อภาครัฐหนุนผู้ประกอบการไทย

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

โดยรายงานจาก BOI ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก การผสานระหว่างการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับแสนล้านบาทและโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์ระยะยาว จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่เพียงเปลี่ยนภาพไทยจากผู้รับการผลิต แต่กำลังขยับสู่บทบาทผู้สร้างเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่หลังจากนี้

อ่านเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล BOI [1] , [2]

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2025 ปีเดียว ไทยดึงลงทุน Data Centerกว่า 7.2 แสนล้าน เปิดทางแผนชิปเมดอินไทยแลนด์พลิกบทบาทไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...