โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Red Things Hong Kong สำรวจฮ่องกงเมืองอิสระ ผ่านสัญญะของเฉดสีแดง

a day magazine

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 16.52 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 11.00 น. • a day magazine

ขณะที่ผมรู้ตัวว่าจะต้องเดินทางมาที่ฮ่องกง เขตปกครองที่ตั้งตนแยกออกมาจากทางตอนใต้ของจีน เมืองธงแดงแผ่นดินใหญ่ ผมก็รู้ทันทีว่าผมจะเขียนเรื่องอะไรส่งบก. เพราะทุกบทความของผมเริ่มต้นมาจากความสงสัย และเฉดสีแดงในเมืองใหญ่ก็ทำเอาผมสงสัยไม่น้อยเลย
a day series นี้มีชื่อว่า In the Mood for Hong Kong ผมที่เป็นนักเขียนแบกเป้ข้ามทะเลมาจากไทยมาพร้อมกับบรรณาธิการนิตยสาร a day ด้วยความที่ผมมาฮ่องกงเป็นครั้งแรก จึงพยายามเดินสำรวจทั่วทั้งเกาะเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ก็ได้ค้นพบว่าฮ่องกงไม่ได้เล็กขนาดนั้น ยังมีอีกหลายมู้ดรอให้เราไปค้นพบ แถมสถานที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยสิ่งของสีแดง ทำให้ผมยิ่งสงสัยในความหมายของมันรอบเกาะ ทั้งสถานที่ ตึกระฟ้า รถรา เงินตรา และร้านรวงพาผมออกเดินทางด้วยความตื่นตาตื่นใจไปค้นพบประวัติศาสตร์ของเมือง ไปเจอศิลปะของแต่ละเฉดสีแดง ผมขอพาชาว a day ไปสำรวจอะไรแดงๆ รอบเกาะนี้ผ่านบทความแรกของซีรีส์นี้สักหน่อย

เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง นาฬิกาโลกปรับเวลาให้ฮ่องกงเดินหน้าเร็วกว่าไทย 1 หนึ่งชั่วโมง บนเกาะลันเตาห่างจากที่พักของผม 34 กิโลเมตร จากการค้นหาข้อมูลคร่าวๆ ผมค้นพบว่า ฮ่องกงเป็นเมืองที่ตั้งตนเป็นอิสระและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง แม้จะมีพื้นที่แค่เพียง 1,100 - 1,115 ตารางกิโลเมตร น้อยกว่ากรุงเทพมหานครเมืองที่ไม่ได้นอนนิดหน่อย แต่เมืองนี้คงนอนน้อยเช่นกัน เพราะเต็มไปด้วยย่านต่างๆ ที่ครึกครื้น และน่าพิสมัยให้ผมสำรวจรอบเกาะ โดยมีเพื่อนสองคนนั่นก็คือคาบสมุทรเกาลูน และนิวเทร์ริทอรีส์ มีพี่ใหญ่คือทะเลจีนใต้ล้อมรอบ เลยสามารถพูดได้เต็มปากว่าที่นี่โคตรเจริญ

ภาพจำฮ่องกงของผมนอกจากตึกระฟ้าและการมูแล้วนั้น ฮ่องกงคือเมืองใหญ่ที่คลาสสิกเสมอมา ลองคิดภาพว่าหนุ่มติสท์ รักการถ่ายภาพ อินเรื่องความเหงา และความยุ่งเหยิงของความสัมพันธ์ในเมืองใหญ่มาฮ่องกงแค่คิดก็น่าสนุกแล้วว่ามันจะพาผมไปเจออะไรบ้างแล้ว บทความนี้จึงเป็นเหมือนบันทึกการเดินทางของผมในเมืองที่มีแต่สีแดงแบบงงๆ

ผมเลือกเฉดสีแดง สีที่อยู่กับเมืองนี้ในทุกมุมมาเป็นตัวเล่าเรื่องราวทั้งหมดขณะที่ผมอยู่ฮ่องกง ประจวบเหมาะกับช่วงเทศกาลตรุษจีนพอดี สีแดงจึงโดดเด่นเป็นพิเศษ

สีนี้มีมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ในจีน มันเป็นสีของโชคลาภ ความสุข และความเจริญรุ่งเรือง เรามักจะพบเห็นสีแดงแต่งแต้มไปทั่วเมือง ทั้งในชีวิตประจำวันและช่วงเทศกาล เหตุผลที่ว่านั้นจึงทำให้ผมอยากออกสำรวจ

ก่อนจะก้าวเข้าไปในเมือง ผมขอชวนมองเรื่องธงประจำชาติเป็นอย่างแรก ธงแดงของฮ่องกงเป็นสีแดงสดเหมือนธงชาติจีน จากการหาข้อมูลพบว่าธงนี้มีความเชื่อมโยงกับบ้านเกิดเมืองนอนของจีนแผ่นดินใหญ่

ดอกชงโคสีขาว 5 กลีบ สื่อถึงความรักของชาวฮ่องกงกับความสัมพันธ์ของดวงดาว 5 ดวงบนธงชาติจีน

แต่ความหมายหลักๆ คือการอยู่ร่วมกันในหนึ่งประเทศ สองระบบ จีนมีจีนเดียว แต่ยอมให้ฮ่องกงคงระบบเศรษฐกิจ การปกครอง แบบทุนนิยมและเสรีนิยมไว้ได้ ขณะที่จีนใช้ระบบสังคมนิยม ฮ่องกงจึงมีสิทธิปกครองและความเป็นตัวเองสูง

คนฮ่องกงจำนวนมากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาเป็น Hongkonger ก่อนจะเป็นคนจีน
เขาภูมิใจในวิถีชีวิตที่เป็นอิสระและเปิดกว้าง คนฮ่องกงจึงเป็นตัวของตัวเองในทุกวันนี้

สีแดงเฉดต่อมาที่เข้ามาทักทายผมคือสิ่งก่อสร้างสีแดงเลือดหมู พื้นที่รอบสนามบินบนเกาะลันเตาได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อของภูมิภาคไปแล้ว มีการถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ๆ การที่ผมเดินทางมาฮ่องกงเป็นครั้งแรก ยิ่งตอกย้ำให้ผมสัมผัสว่าเมืองนี้ไม่เคยหยุดพัฒนาเสียจริงๆ

หลังจากวางกระเป๋าลงที่พักในโรงแรมย่าน Tsim Sha Tsui ผมก็ไม่หยุดที่จะสำรวจต่อ ในสภาวะอากาศ 15 - 18 องศา ทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปหมด ผมแบกกล้องคล้องคอไม่ลืมที่จะใส่เสื้อกันหนาวสองชั้น และขอไปเดินในเมืองที่ไม่เคยหลับนี้ต่อละกัน!

Tsim Sha Tsui เป็นย่านกลางเมืองที่คึกคักแห่งหนึ่งในฮ่องกง มีชื่อเสียงในด้านการช็อปปิง บรรดาร้านรวงและระบบเศรษฐกิจของเมืองจึงเข้ามาทักทายผมอย่างต่อเนื่องในเวลาถัดมา ผมเจอป้ายร้านค้าสีแดงเปล่งแสงแข่งกัน อยู่ตลอดๆมองอีกแง่หนึ่ง ฮ่องกงคือหนึ่งในเมืองที่ค่าเช่าที่แพงที่สุดในโลก ขนาดของร้านค้าจึงไม่สำคัญ แต่การแข่งขันอยู่ที่การมองเห็น ป้ายจึงต้องตะโกนบอกให้คนแวะเข้ามา

สีแดงคือสีแห่งความมงคล สื่อถึงพลังงานการหมุนเวียน ความคึกคักของตลาด ผมจึงขอเปรียบเปรยป้ายเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนภาษาแห่งการค้า

ซึ่งร้านที่ผมถ่ายมาไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ แต่เป็นร้านรายย่อยที่พยายามอยู่ในเมือง ที่ทุนนิยมบีบอัดในทุกตารางเมตร ผมรู้สึกได้ถึงเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ไม่เคยหยุดพัก และไม่เคยปล่อยให้ความเงียบได้ทำงานมากนักไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจ ก่อนมาผมได้ศึกษาว่าเราต้องแลกเงินพอติดตัวมาบ้างเพื่อใช้

ง่ายจ่ายคล่อง ผมพบว่าธนบัตรที่นี่มีหลายสีแต่ผมเลือกหยิบธนบัตรสีแดงของ ดอลลาร์ฮ่องกงมาด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้เป็นรูปกษัตย์ หรือวีรบุรุษอย่างในหลายๆ ประเทศ แต่สื่อถึงสัญลักษณ์ของการเติบโตเสียมากกว่า อย่างเช่น ดอกไม้ อาคาร เส้นโค้ง หรือรูปทรงแปลกตา เป็นลวดลายที่ไม่เฉพาะเจาะจง เพราะฮ่องกงไม่เคยเป็นรัฐชาติเต็มตัว เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมเน้นเรื่องเศรษฐกิจ

ดอลลาร์ฮ่องกงเป็นสกุลเงินหลักของเขตบริหารพิเศษ มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับเงินบาทไทยในระยะนี้ มี 3 ธนาคารเป็นผู้ออกธนบัตร HSBC, Standard Chartered และ Bank of China โดยธนบัตรที่ออกจะแตกต่างกันที่ด้านหน้า แต่ละธนาคารก็จะใช้สัญลักษณ์ของตนเอง

ผมมองว่าด้วยความที่ฮ่องกงเป็นเมืองการเงิน ธนบัตรจึงออกแบบมาเพื่อความเชื่อที่สื่อถึงความมั่นคงของชาติ ไม่มีทางที่ระบบจะล่ม เงินยังคงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และเชื่อว่าระบบการแลกเปลี่ยนจะยังคงดำเนินต่อไป

ฮ่องกงจึงไม่ได้ปลูกฝังให้รักชาติแต่ปลูกฝังให้เชื่อมั่นในความเป็นตัวเอง

และเมื่อเงินมีค่ามากๆ นั้นจึงกลายเป็นวัฒนธรรม เป็นภาษากลางที่คนใช้วัดคุณค่า ความสำเร็จ และตัวตนของกันและกัน

ถ้าป้ายร้านสีแดงและเงินคือการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สีแดงในตรุษจีนคือการหยุดพักจากสนาม

ในประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก เมืองนี้จึงไม่เคยตัดเงินออกจากวัฒนธรรม การให้อั่งเปาจึงเป็นเหมือนการส่งต่อความโชคดี เชื่อมสัมพันธไมตรีกันในครอบครัว ช่วยเหลือเจือจุนในสายญาติ ในหลายประเทศ ตรุษจีนคือการเฉลิมฉลองแบบครอบครัวและคนในชุมชน แต่สำหรับฮ่องกงเป็นเทศกาลของความเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า

ร้อยวันพันปีไม่เคยจะให้พรใดใด

รักเธอเกินใครก็เลยให้ เฮง เฮง เฮง

คนที่นี่จึงอยู่กับเมืองที่เป็นเมืองจริงๆ เมืองที่มีตึกสูงระฟ้า เมืองที่ไม่ได้หวือหวาเหมือนชาตินิยม มีเพียงการแลกอั่งเปาในลิฟต์ ส่งต่อคำอวยพรระหว่างสัญจรไปมา หรือกินอาหารมงคลในร้านใต้ตึกสูงเท่านั้น

ทำให้ผมรู้ว่าต่อให้บ้านเมืองจะดีแค่ไหน

มนุษย์ก็หนีทุนนิยมไม่พ้น

สีแดงอีกหนึ่งเฉดที่พาผมเดินทางมาถึงฮ่องกงคือ สีแดง ‘In the Mood for Love’ สีแดงเข้มที่ดูอบอุ่นแต่ปนความเศร้าอยู่มาก ภาพยนตร์เรื่องนี้มีผลต่อภาพจำฮ่องกงสำหรับผม

In the Mood for Love คือภาพยนตร์ปี 2000 จากผู้กำกับที่ผมชอบมากที่สุดนั่นคือ หว่องกาไว เรื่องราวชีวิตชายหญิงที่อาศัยอยู่ในตึกเดียวกัน แต่ภายหลังได้พบว่าคนรักของตนมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกันอยู่ ทั่งคู่จึงเริ่มสนิทกันอย่างช้าๆ เปิดเผยความเจ็บปวดในใจที่ยังมีความหวัง ถ่ายทอดออกมาด้วยมู้ดเหงาๆ ภาพสวยๆ ตามตรอกซอกซอยของถนน ตึกสูง ห้องเช่า หรือแม้กระทั่งควันบุหรี่ที่ลอยในห้องแคบของฮ่องกง

แม้ก่อนมาผมจะไม่ได้ดูภาพยนตร์ซ้ำอีกรอบ แต่มันทำให้ผมถึงกับชะงัก เพราะเดจาวูเล่นงาน ภาพจำเรื่องความสัมพันธ์เล็กๆ ที่ผิดที่ผิดเวลาใต้เมืองใหญ่ บนเมืองที่ชีวิตต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เล่นงานผมแล้ว เล่นงานทางความรู้สึก เล่นงานด้วยความอึกทึกของเมือง

สีแดงในย่าน Tsim Sha Tsui เป็นสีที่น่าสนใจสำหรับผมเหลือเกิน เพราะมันยังเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Chungking Express (1994) กำกับโดยหว่องกาไวเช่นกัน ผมเลยไม่พลาดที่จะไปเดิน Chungking Mansion และผมก็ได้สัมผัสถึงความอึดอัดคับแคบแบบที่หนังบอกจริงๆ ตึกเช่าราคาถูก ที่มีชื่อเสียงพร้อมกับความอันตราย ผมเดินเข้าด้วยความตุ๊มๆ ต่อมๆ อย่างรวดเร็ว ก็ได้ค้นพบว่ามันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น คนผิวดำที่ขายของพร้อมทักทายเราด้วยคำว่า หนีห่าว ดูต้อนรับนักท่องเที่ยวซะมากกว่า ขอระวังตัวและคิดบวกไว้ดีกว่า

เราสามารถมองฮ่องกงเป็นเมืองที่สวยงามเหมือนในป้ายโฆษณาก็ได้ แต่อีกมุมก็สามารถมองว่ามันอึดอัด คับแคบ และไม่เคยหยุดได้เหมือนกัน

In the Mood for Hong Kong ซีรีส์ของ a day จึงล้อมากับชื่อนี้

ถือกำเนิดมาเพื่อพูดในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูด

สีแดงอย่างต่อมาผมขอพูดถึง สีแดงของการคมนาคม MTR รถไฟฟ้าใต้ดินทำเอาผมว้าวมาก ที่นี่ผู้คนใช้รถไฟฟ้าใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ เพราะมันครอบคลุมทั่วทั้งฮ่องกง เกาลูน นิวเทร์ริทอรีส์ สามารถเชื่อมไปสนามบิน และนั่งต่อไปจีนแผ่นดินใหญ่ได้

ถ้าเป็นที่ไทยเผลอนั่งเลยป้ายหน่อย ก็ต้องเสียเวลาไปเปลี่ยนขบวน แต่ที่นี่เราสามารถเปลี่ยนสายได้ในชานชาลาเดียวกัน หรือเดินไม่กี่สิบเมตร ไม่จำเป็นต้องออกแล้วเข้าใหม่ ก็สามารถเปลี่ยนขวนได้แล้ว แถมยังสามารถคำนวณเวลาได้แบบไม่ต้องใช้ดวง เชื่อมกับรถเมล์ รถแทรมและเฟอร์รีได้ ทุกระบบเขาต่อกันได้สนิทจริงๆ

การที่ผมจะนั่งเลยป้ายในวันนี้ เลยทำให้ผมทำความเข้าใจการเดินทางในเมืองใหญ่ผ่าน MTR ได้เก่งขึ้น หลังจากนั้นผมก็เดินทางโดยไม่หลงอีกแล้ว

ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด เสียงสัญญานไฟแดงเป็นอีกหนึ่งสัญญานเด่นของฮ่องกง เสียงมันกระตุ้นให้เราต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอด พอมาที่นี่แล้วทำให้ผมรู้สึกว่าสีแดงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุด มันเป็นสีที่แสดงออกถึงความรวดเร็วด้วยซ้ำ นอกจากนี้ผมยังเห็นสีแดงวิ่งอยู่รอบเมือง

เริ่มจากแท็กซี่สีแดงที่ผมเห็นบ่อยที่สุด เจ้าตัวนี้คอยให้บริการทั่วฮ่องกงและเกาลูน เรียกง่าย ไปไหนก็สะดวก

แดงต่อมาคือMTR สายสีแดง หรือ Tsuen Wan LineMTR เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินสายหลักที่คอยพาผู้คนจากเขตที่พักสู่ใจกลางเมืองได้ง่ายๆ

และอย่างสุดท้ายสีแดงที่คลาสสิกที่สุด รถแทรมสีแดง รถรางสองชั้นที่วิ่งผ่านย่านการค้าและย่านเมืองเก่า เป็นเฉดสีแดงที่ราคาเพียง 3 HKD ก็สามารถพาคุณไปได้ทุกป้าย เหมือนช่วยย้ำเตือนว่าเมืองนี้ไม่ได้เร็วจนเกินไป มันช้าได้ถ้าคุณเลือก

รถแทรม หรือรถรางสองชั้นแบบเดียวกับอังกฤษ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งบอกว่าที่นี่นั้นโคตรเก่าแต่เก๋า อีกหนึ่งสิ่งที่สื่อถึงพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างจีนและอังกฤษ ด้วยโครงสร้างอาณานิคมแบบตะวันตกที่ก่อตั้งในช่วงที่ฮ่องกงยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เลยมีการเกิดขึ้นของรางถาวร มีระบบไฟฟ้า และมีรถแทรมที่ค่าโดยสารเข้าถึงได้

หลังการคืนฮ่องกงให้จีน ในปี 1997 ระบบรถแทรม ยังคงถูกใช้งานต่อโดยไม่มีการรื้อถอนหรือเปลี่ยนบทบาท รถแทรมเลยเป็นสิ่งที่คนฮ่องกงคุ้นเคยและรองรับประชากรที่หนาแน่นได้

ใกล้วันสุดท้ายผมเดินไปในย่านเมืองเก่ามากขึ้น โดยเฉพาะย่าน Kennedy Town ไปจนถึง Sheung Wan ย่านเก่าเหล่านี้ทำเอาผมถ่ายรูปเพลินเลย

สีแดงเมืองเก่าฮ่องกง คงเป็นเฉดสีแดงที่ผมชอบที่สุด เฉดแดงที่ไม่ตะวันตก ไม่ตะวันออก เป็นสีแดงเข้มที่คอนทราสต์ เรียบง่าย คลาสสิกและผ่านมาเวลามาพอสมควร

ย่านเก่าของฮ่องกงฝั่งตะวันตกเป็นย่านของวิถีชีวิตล้วนๆ นอกจากเสียงติ๊ง ติ๊ง ของรถแทรมแล้วยังมีเสียงของความสงบหายใจอยู่

วัยชรายังออกมาเดินเล่นริมอ่าว ดูเมือง ออกกำลังกาย และปิกนิกในสวนสาธารณะ วัยรุ่นยังมาเดินเล่นตามตรอกซอกซอย ถ่ายรูปเล่นในคาเฟย่านเมืองเก่า ร้านขายของมือสองยังคงซ่อนความแอนะล็อกไว้ คนยังแจกหนังสือพิมพ์ ตู้โทรศัพท์ก็ยังใช้ได้ ร้านขายของชำที่ขายมาตั้งแต่รุ่นพ่อยังคงดำเนินกิจการไปอย่างเงียบๆ รวมถึงต้นไทรที่ผมเดินผ่านก่อนจะมาถ่ายโฟโต้สปอตของฮ่องกงนี้ด้วย

เมืองนี้แอนะล็อกกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก

ระหว่างเดินผ่านย่านเก่า มีบทสนทนาของผมกับบก. ในเรื่องความเหงาเกิดขึ้น ในฮ่องกงบางย่านคึกคักต่างกันไป ย่านเก่านี้ถึงจะพลุกพล่านบ้างเป็นปกติ แต่ผมกลับรู้สึกเหงาขึ้นมาทันใด อาการชนิดนี้คงเป็นเพื่อนสนิทของผมไปแล้วจริงๆ มาคิดดูอาการเหงา ไม่ได้เกิดจากการคิดถึงหรืออยากมีความรักเชิงลึกขนาดนั้น แต่มนุษย์มันต้องการสิ่งที่ไม่อาจคว้ามาได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ

คุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหม

ความรู้สึกที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครเข้าใจเราเลยสักคน

อยู่คนเดียวอาจไม่เหงา แต่อยู่ท่ามกลางผู้คนกลับเหงาขึ้นมาได้

ฮ่องกงเป็นแบบนั้น

สีแดงในวันนี้จึงเป็นสีที่ดึงผมออกมาจากภวังค์เหงาหลังจากสติหลุดและปล่อยให้มันครอบงำไปชั่วขณะ เป็นสีที่ทำให้เมืองมีชีวิตมากขึ้น กระตุ้นให้ทำอะไรสักอย่าง คอยกำหนดจุดโฟกัสให้คนออกไปใช้ชีวิต และทำให้เมืองดู Emotional มากขึ้นแม้ชีวิตจริงจะไม่

แต่เมืองก็คือเมือง ทุกเมืองจะเชื่อมความเป็นมนุษย์ ความรัก ความอยาก ความทรงจำเสมอไว้ด้วยกันเสมอ ย่านเมืองเก่าฮ่องกงยังพาผมไปผมกับ สีแดงของตลาดสดชุมชน สีแดงของแหล่งอาหารท้องถิ่น ราคาย่อมเยา เป็นเหมือนตลาดที่พวกเขาพบปะกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น เป็นพื้นที่ให้คนมาเลือกวัตถุดิบที่สดใหม่ ทั้งตลาดแห้ง ตลาดเปียก ไม่ต่างจากไทยเลย

ผมไม่ได้ปรับตัวในการมาเมืองนี้สักเท่าไหร่ เพราะลำพังแค่ภาษาอังกฤษที่ผิดแกรมม่าของผม ก็ทำให้คนฮ่องกงเข้าใจแล้ว ผมพึ่งเข้าใจว่าภาษาเป็นแค่ตัวกลางในการสื่อสารก็วันนี้

ด้วยความที่ค่านิยมตะวันออกและตะวันตกถูกผสมกันในสีแดงนี้มาตั้งแต่สมัยอาณานิคม วิธีคิด ชีวิต และวัฒนธรรมของฮ่องกงจึงมีความผสมผสานและเข้าถึงได้ง่าย

ผมอ่านจีนไม่ออกเลยสักคำ ถ้าให้พูดก็พูดได้แค่ต้าชั่ว ต้าชั่ว ปู่เหย้าหลาย ตอนแรกคิดว่าคงไม่มีใครเข้าใจผมขนาดนั้นหรอก แต่กลับกันคนที่นี่พูดคุยกับผมด้วยความใจเย็นซะเหลือเกิน

เดินทั่วเมืองจนเหนื่อยขอมาแวะกินร้านบะหมี่ที่มีป้ายสีแดง ย่าน Sheung Wan ซึ่งแน่นอนว่าผมอ่านไม่ออก รู้แค่ว่าเป็นร้านบะหมี่ที่ได้ได้มิชลิน ไม่มีในโลเคชัน เป็นเหมือนร้านท้องถิ่นในย่านเก่าที่ผมชอบแวะกับคนในออฟฟิศ a day ย่านตลอดน้อยเป๊ะ

ความจริงร้านนี้เป็นร้านบะหมี่ดั้งเดิมที่ส่งต่อสูตรจากรุ่นสู่รุ่น เป็นร้านเส้นตระกูลหมี่กี่ ร้านหมี่กระจกใส มีครัวด้านใน มองไปเห็นเส้น ใช้ชามตราไก่และที่สำคัญต้องใช้ Cash Only เป็นสัญญานบอกผมว่านี่แหละร้านโลคัลที่ผมตามหา

ผมสั่งเมนูบะหมี่ปลา ส่วนบก. สั่งบะหมี่เนื้อ เราพูดคุยสารพัดเรื่องฮ่องกง ยังดีที่บก. ผู้ร่วมทริปของผมสื่อสารภาษาจีนได้ เพราะร้านนี้เป็นภาษาจีนล้วนเลยค่อนข้างยากสำหรับผม

แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ผมตัดสินใจใช้ภาษาอังกฤษที่เรียนมา ชวนคุณป้าที่นั่งเช็ดจาน และเป็นแคชเชียร์ในคนเดียวกันตรงหน้าร้านคุยเรื่องทั่วไป ด้วยความที่โต๊ะเราอยู่ใกล้กันเราเลยมีโอกาสคุย คุณป้าเข้าใจภาษาของผมเพราะเป็นคนสิงคโปร์ แต่ย้ายมาอยู่ฮ่องกงได้หลายปี แถมยังทักผมว่าสำเนียงของผมแค่ฟังก็รู้เลยว่าเป็นคนไทย แม้หน้าตาจะดูจีนก็ตาม ทำผมยิ้มแป้นเลย

ผมเดินทั่วเมืองจนหมดเวลาของฮ่องกงแล้ว ระยะเวลาเพียง 4 วัน ทำให้ผมรู้จักเมืองนี้มากขึ้นอีกหน่อย ไม่รู้ว่าพวกคุณเป็นเหมือนกันไหม แต่ทุกครั้งที่ผมออกเดินทาง บางคำถามมันก็ตอบผมโดยไม่รู้ตัว ผมจะไม่เชื่อคำนี้เลยถ้าผมไม่ออกเดินทางด้วยตัวเอง

เมืองนี้อาจเป็นเมืองที่ดูไม่ค่อยมีอะไร แต่พอเราได้เข้าไปใกล้ๆ มองมันด้วยตา สัมผัสมันด้วยใจ ตกหลุมรักอะไรมันสักอย่าง มันก็มีเสน่ห์เหมือนกัน ฮ่องกงเป็นแบบนั้นสำหรับผมอยู่เสมอ

คลาสสิกแต่เรียบง่าย วุ่นวายแต่ไม่หวือหวา สถานที่แห่งนี้เคยเป็นภาพในฝันของผมมานานแสนนาน มันเปิดโอกาสให้ผมได้เดินทางแม้จะไม่รู้จุดหมาย ได้เขียนบันทึกเรื่องสนุกไปพร้อมกับมัน ได้มีความสุขกับสิ่งที่ได้สำรวจและเจอตรงหน้า

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้เป็นนักเดินทางที่เอาเรื่องราวของตัวเองมาเขียนหนังสือแบบที่ผมอ่านตอนเด็ก เด็กที่เล่นของเล่นแอนะล็อก เด็กที่ชอบอ่านหนังสือเดินทาง และเด็กที่กำลังเดินตามทางเพื่อค้นหาความฝันของตัวเอง

การเอาตัวเองออกมาในมุมใหม่ๆ ของโลกก็ทำให้เราได้ค้บพบอะไรสักอย่างเยอะเหมือนกัน การค้นพบ สีแดงเฉดฮ่องกงมันจึงรวมสองโลกไว้ในความเป็นตัวเองของผมเช่นกัน โลกของประวัติศาสตร์ทั้งออกตก และโลกของผมที่ตกหลุมรักความธรรมดาของเมืองนี้

เป็นอีกครั้งที่ผมได้มาในสถานที่ใหม่ๆ และตกหลุมรัก

เป็นอีกครั้งที่ผมเลือกเดินทางตามความสงสัยและปล่อยให้ตัวเองได้รู้

เป็นอีกครั้งที่ผมดูจะโตขึ้นเล็กน้อย

อ่านกันจนจบเลยสินะ อ่านมาถึงตรงนี้

คุณผู้อ่านกำลังมองเห็นสิ่งเดียวกันกับผมอยู่หรือเปล่า

สิ่งที่ทำให้เราเป็นอิสระ

และจะตกหลุมรักได้ไม่รู้กี่ครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...