SMO ปักธงรายได้หมื่นล. อัพกำลังผลิต-บุกตลาดจีน
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 04.11 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - SMO ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 10% ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท รับดีมานด์น้ำมันปาล์มโลกขยายตัว เดินหน้าขยายกำลังผลิตโรงงานพนม ดันยอดขาย CPO แตะ 270,000 ตัน พร้อมเร่งสัดส่วนส่งออกเกิน 70% เผยอยู่ระหว่างศึกษาต่อยอดธุรกิจพลังงาน–บุกตลาดจีน
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10% จากปี 2568 ที่ทำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท เติบโตถึง 53% และกำไรสุทธิที่ 678.89 ล้านบาท เติบโตถึง 161% สูงสุดใหม่ (All time High) ของทั้งรายได้และกำไรของบริษัท
ขณะที่เป้าปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ที่ระดับ 270,000 ตัน จากการขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนม จ.สุราษฎร์ธานี ที่จะแล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.69 ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 31.25% สอดรับกับช่วงฤดูปาล์มที่จะมีผลผลิตออกมากที่สุดของปี ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
*ดีมานด์น้ำมันปาล์มพุ่ง
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตลาดโลกปีนี้คาดว่าเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว จากความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร โอลีโอเคมิคอล และอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นพืชน้ำมันที่มีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนและราคาที่ถูกกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการสินค้าราคาคุ้มค่า ในขณะที่มีมาตรฐานสูง ควบคู่ไปด้วย ซึ่งน้ำมันปาล์มตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้เป็นอย่างดี
ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5 % จากปี 68 หรือประมาณ 21-22 ล้านตัน โดยคาดว่าฝั่งความต้องการทางพลังงานอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายไบโอดีเซลของรัฐบาล น่าจะอยู่ที่ระดับ B3-B5 ไม่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ ส่วนฝั่งบริโภคคาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหาร และการท่องเที่ยว
ด้านภาพรวมผลผลิตน้ำมันปาล์ดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2% เมื่อเทียบกับปี 68 ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังอินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยภาพรวมด้านการส่งออก คาดว่าจะทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย โดยมีอินเดียเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 98% ของการส่งออกไทย โดยปัจจัยด้านต่างประเทศที่ต้องจับตามองคือนโยบายภาษีนำเข้าของอินเดียที่อาจมีการปรับเปลี่ยน และนโยบายด้านพลังงานซึ่งอินโดนีเซียมีการประกาศชะลอการใช้น้ำมัน B50 ตามแผนเดิมที่จะใช้ในปี 69 ออกไปก่อน และภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียที่ทำให้ราคาในตลาดผันผวนมากขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
*ศึกษาตลาดใหม่ๆ
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าทิศทางของราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4,100-4,500 ริงกิตต่อตัน หรือคิดเป็นประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาผลปาล์มสด หรือ FFB ภายในประเทศจะเคลื่อนที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามราคาผลปาล์มสดอาจจะเกิดการผันผวนได้ในบางช่วง ซึ่งอาจเกิดจากการแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบ หรือการผันผวนของมันปาล์มดิบในตลาดโลก เนื่องจากเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกันโดยตรงในห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ดี บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการต่อยอดธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ในด้านการผลิตและการสร้างตลาดใหม่ เช่น การผลิตก๊าซมีเทนจากของเสียในกระบวนการผลิตเพื่อส่งขายให้กับกลุ่มที่ใช้พลังงานทดแทน รวมทั้งการเปิดตลาดจีน ที่มีกำลังซื้อสูง อาจจะต้องขยายไลน์ผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มที่ตรงกับความต้องการของบริโภคของตลาดจีน