‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด
ดร.เอกนิติ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา และเตรียมรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่ ทั้งเชิงรับและเชิงรุก เหตุมองคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้แรงกดดันทางการค้าลดลง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ลั่นเตรียมมองหาโอกาสในวิกฤตดังกล่าว
วันที่ 2 มีนาคม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ เพื่อติดตามสถานการณ์และวางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าว
โดย ดร.เอกนิติยังระบุว่า “แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงกรอบกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ใช้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันด้านการค้าจะลดลง รัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งในเชิงรับและเชิงรุก โดยประเด็นสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้คือการให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวเพื่อดำรงความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย”
ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า การใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดอัตราภาษี (Reciprocal Tariffs) ต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้นขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีชุดใหม่ภายใต้กฎหมายอื่นโดยทันที
โดยหลังจากผลตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศใช้มาตรา 122 ยกระดับภาษีทั่วโลกไปสู่ระดับ 10% ก่อนจะประกาศขึ้นอีกเป็น 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมายมาตรา 122 อนุญาต เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์
การประชุมครั้งนี้ยังมีรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วม ได้แก่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
คณะทำงานได้ประชุมหารือในประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย (2) การมองหาโอกาสของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว และ (3) การกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาและท่าทีของประเทศไทยที่จะดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ คณะทำงานจะรายงานผลการประชุมหารือต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในโอกาสต่อไป