กสิกรไทย กำหนดให้ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่
เปิดยุทธศาสตร์ 5 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ปี 2569 มุ่งพลิกโฉมธุรกิจด้วย AI ท้าชน Virtual Bank ในสมรภูมิการเงินยุคใหม่ พร้อมรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอ
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.6% ต่ำกว่าปี 2568 ที่ 2.0% จากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกชะลอและปัจจัยการเมือง ส่งออกหดตัวเพราะการค้าโลกและมาตรการของสหรัฐฯ ขณะที่การท่องเที่ยวและการบริโภคยังไม่ฟื้นเต็มที่ และภาคการคลังมีข้อจำกัด ส่งผลให้ธุรกิจธนาคารเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ รายได้จากเงินให้สินเชื่อที่อาจหดตัวต่อเนื่องจากอำนาจซื้อและภาระหนี้ครัวเรือนสูง คุณภาพสินเชื่อ (NPL) ยังต้องจับตาใกล้ชิด รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจาก Virtual Banking
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาส เช่น รายได้ค่าธรรมเนียมจากความผันผวนของตลาดการเงิน การให้บริการ FX, Wealth Management, ที่ปรึกษา และสนับสนุนลูกค้าธุรกิจที่ต้องปรับตัวตาม Global Supply Chain รวมถึงการส่งเสริม Green Finance เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เช่น Green Loans สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน
[inline_posts type="IDs" box_title="5 แบงก์ใหญ่กางโรดแมปปี 2569 ชู AI พลิกโฉมธุรกิจธนาคาร" align="alignleft" textcolor="#FFF001" background=" #162CCD"]220003,220070,220120,220122[/inline_posts]
ในปี 2569 ธนาคารยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนการเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการให้บริการลูกค้า โดยยุทธศาสตร์หลักของธนาคารประกอบด้วยกลยุทธ์ ดังนี้
- ยกระดับประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ (Reinvigorate Credit Performance) เน้นการเติบโตของสินเชื่ออย่างรอบคอบ โดยการให้สินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งรายย่อยและธุรกิจ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และและปรับปรุงกระบวนการแบบ E2E นำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้การปล่อยสินเชื่อมีประสิทธิภาพ สร้างความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งการให้วงเงินสินเชื่อธุรกิจที่สนับสนุนด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Green Economy
- ขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม (Scale Capital-lite Fee Income Businesses) พัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนและประกันที่ตรงความต้องการของลูกค้า พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมุ่งสู่การเป็นผู้นำบริการชำระเงินดิจิทัลทั้งในประเทศและภูมิภาค พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึก สร้างความแข็งแกร่งผ่าน KBank Wealth Brand เพิ่มสิทธิพิเศษใหม่สำหรับลูกค้า
- เสริมความแข็งแกร่งช่องทางบริการ (Strengthen and Pioneer Sales and Service Model) เดินหน้าสู่ Digital First ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับประสบการณ์ใช้งานในช่องทางดิจิทัล เช่น K PLUS และ K BIZ พร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก เพื่อออกแบบบริการที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล (Personalized Experience) ให้ลูกค้าได้รับบริการที่ตรงใจ สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการในทุกมิติ
+1. สร้างรายได้ใหม่ (New Revenue Creation) ขยายความแข็งแกร่งผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า ผ่าน KASIKORN INVESTURE (KIV) และยกระดับบริการทางการเงินสู่ระดับภูมิภาค AEC+3 เน้นการขยายธุรกิจในประเทศจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม รวมถึง การพัฒนาแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ (Orbix) พร้อมลงทุนในเทคโนโลยี คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินรองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต
และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยีและบุคลากร นำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ผสานกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมตั้งเป้าการยกระดับการบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ ธนาคารยังผสานความยั่งยืนไปในทุกมิติการทำงาน ส่งมอบทั้งการเงินและองค์ความรู้ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น KCLIMATE 1.5 และ Creative Climate Research Center (CCRC) ให้บริการโซลูชั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมที่สุด และยกระดับโซลูชั่นเพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในสังคม เป็นธนาคารที่ให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ พร้อมเคียงข้างเพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน ตลอดจนสร้างการเติบโตอย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโลกการเงินไทยและภูมิภาค
ปัจจุบัน การแข่งขันของธุรกิจธนาคารไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขาหรือขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ได้ขยายไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และ AI เพื่อยกระดับคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตในระดับต่ำ และยังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้างหลากหลายด้าน ธนาคารจึงต้องแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมั่นคง
“ความได้เปรียบในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีเทคโนโลยีล้ำกว่า” แต่คือ “ใครใช้ AI อย่างรับผิดชอบ โปร่งใส ควบคู่กับการใช้ศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของบุคลากรเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการทำงาน และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้ลูกค้าและระบบการเงิน” เพื่อเสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจการเงินยุคใหม่”
ใช้ AI คุมต้นทุน
ลดความเสี่ยงหนี้
นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า ธนาคารกสิกรไทยกำหนดให้ AI เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของทั้งองค์กร โดยมีหลักธรรมาภิบาลและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและประยุกต์ใช้ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การเพิ่มความแม่นยำในการบริหารความเสี่ยง และการเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน
1.การใช้ AI เพื่อยกระดับสู่ Intelligent Banking และบริการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง ด้วยฐานผู้ใช้ K PLUS มากกว่า 23 ล้านราย และส่วนแบ่งตลาดการชำระเงินดิจิทัลราว 30% ทำให้ธนาคารมี “ข้อมูลจากการใช้งานจริง” ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนา AI ที่เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง บริการต่างๆ จึงกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบที่เฉพาะบุคคลมากขึ้น ทั้งการแนะนำการออม การลงทุน การจัดการสภาพคล่อง ทำให้ K PLUS เป็น “ผู้ช่วยทางการเงินที่เชื่อถือได้” มากกว่าเป็นเพียงแอปทำธุรกรรม
2.การใช้ AI เพื่อการปล่อยสินเชื่อที่รอบคอบและแม่นยำยิ่งขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ธนาคารใช้ AI เพื่อให้การตัดสินใจปล่อยกู้ “แม่นยำขึ้นและรอบคอบขึ้น” ในกลุ่ม SME และลูกค้ารายย่อย ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ธนาคารเห็น “ลูกค้าที่มีศักยภาพแต่ไม่เคยเข้าเกณฑ์ระบบเดิม” ได้ชัดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่นำ AI มาใช้ควบคู่กับแนวทางปล่อยกู้แบบรอบคอบ เพื่อรักษาคุณภาพสินเชื่อควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ
3.การใช้ AI เพื่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน และโครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ในระยะยาว AI ช่วยปรับโครงสร้างต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของทั้งองค์กร ตั้งแต่งานหลังบ้าน การตรวจเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการดูแลลูกค้าผ่านทุกช่องทาง ซึ่งจะสะท้อนออกมาในอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ธนาคารสามารถรักษาให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความเข้าใจลูกค้า การวิเคราะห์ และการตัดสินใจ ที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้
นอกจากนี้ ธนาคารยังมี KBTG ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของธนาคาร ที่เป็นกำลังหลักในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ภายใต้กลยุทธ์ Human-First x AI-First ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ AI ที่ไม่ใช่การมาแทนที่คน แต่ใช้เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้พนักงานผลิตผลงานได้มากขึ้น ลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน และทุ่มเทเวลากับงานที่มีคุณค่า
ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำบทบาทของธนาคารกสิกรไทยในยุค AI ที่มิใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ก่อนใคร หากแต่คือการยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางการเงินของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ธนาคารมุ่งมั่นใช้ข้อมูลและ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับวินัยทางความเสี่ยง และการนำความเชี่ยวชาญของบุคลากร มาผสานการทำงานร่วมกัน
“นำไปสู่การส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธนาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและสังคม และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นรากฐานของการเป็น “ธนาคารแห่งความยั่งยืน” ที่เรายึดถือเสมอมา”
ช่วยลูกค้าแก้หนี้
มุ่งสู่ Net Zero
นางสาวขัตติยากล่าวอีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคาร มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ขยายเวลาผ่อนชำระ ลดภาระดอกเบี้ย เพื่อลูกหนี้มีศักยภาพดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ โดย ธปท. มีมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” สำหรับรายย่อยและ SMEs ที่เปราะบาง เน้นปรับลดค่างวดให้เหมาะสมรายได้จริง และปี 2569 จะมีมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ช่วยลูกหนี้ NPL ปิดบัญชีเร็วขึ้น มีประวัติชำระหนี้ที่ดี กลับเข้าสู่ระบบการเงินเพื่อเสริมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทยตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมสู่คาร์บอนต่ำ ผ่านการสนับสนุนด้านการเงิน ความรู้ และเทคโนโลยี ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อและลงทุนด้านความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero จากการดำเนินงานของธนาคารในปีเดียวกัน โดยในปี 2567 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 17.02% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ผ่านโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เปลี่ยนรถยนต์ของธนาคารเป็นรถไฟฟ้า และอื่นๆ
ธนาคารยังตั้งเป้าหมายให้พอร์ตโฟลิโอบรรลุ Net Zero ตาม NDC 3.0 ของประเทศไทย ที่กำหนดเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 (ค.ศ.2050) โดยวางกลยุทธ์ดูแลและสนับสนุนอุตสาหกรรมหลัก 6 กลุ่ม เช่น โรงไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ เหมืองถ่านหิน ซีเมนต์ อะลูมิเนียม และยานยนต์ พร้อมมุ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศที่ครบวงจรที่สุด
นอกจากการเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ธนาคารยังปรับยุทธศาสตร์ความยั่งยืนแบบองค์รวม ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาความพร้อมรับมืออนาคต และส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ธนาคารยังเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายและโครงการต่างๆ อาทิ ThaiCBN เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งองค์กรและประเทศ
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2569 ฉบับที่ 525 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/