ทรัมป์ สั่งตัดขาดการค้า "สเปน" ทั้งหมด เซ่นปมขวางใช้ฐานทัพถล่มอิหร่าน
(4 มี.ค. 69) รอยเตอร์ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับสเปน หลังจากประเทศในยุโรปแห่งนี้ปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน
“สเปนทำตัวแย่มาก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมร่วมกับ ฟรีดริช แมทซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี พร้อมเสริมว่าเขาได้สั่งการให้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ตัดการทำธุรกรรมทั้งหมด” กับสเปน
“เรากำลังจะตัดการค้าทั้งหมดกับสเปน เราไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสเปนอีกต่อไป” ทรัมป์กล่าวเสริม
สหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายเครื่องบินจำนวน 15 ลำ รวมถึงเครื่องบินเติมน้ำมันออกจากฐานทัพอากาศ Rota และ Moron ทางตอนใต้ของสเปน หลังจากรัฐบาลสายสังคมนิยมของสเปนประกาศชัดเจนว่าจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อโจมตีอิหร่าน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังหยิบยกประเด็นที่สเปนปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้สมาชิกนาโต (NATO) ทุกประเทศใช้งบประมาณด้านกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP โดยเขากล่าวว่า “สเปนไม่มีอะไรเลยที่เราต้องการ”
“ธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสเปน ผมมีสิทธิ์ที่จะสั่งหยุดมันได้ ทั้งการคว่ำบาตร (Embargo) หรือทำอะไรก็ตามที่ผมต้องการ และเราอาจจะทำแบบนั้นกับสเปน” ทรัมป์ระบุ
ด้านเบสเซนต์ ซึ่งยืนอยู่ข้างทรัมป์ กล่าวว่าเขาจะสั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และกระทรวงพาณิชย์ เริ่มกระบวนการตรวจสอบหาวิธีการลงโทษสเปน แม้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วศาลสูงสุดจะตัดสินระงับอำนาจของทรัมป์ในการใช้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีทั่วโลก แต่ทรัมป์ยืนยันว่าคำตัดสินนั้น “รับรองอย่างเต็มที่” ว่าเขามีอำนาจสั่งคว่ำบาตรทางการค้าได้ภายใต้กฎหมายดังกล่าว
การตอบโต้จากสเปน
รัฐบาลสเปนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ต้องคำนึงถึงอำนาจอิสระของภาคเอกชน กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงทางการค้าระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU)
รัฐบาลมาดริดระบุว่าพวกเขามีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตรและพร้อมสนับสนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ แต่ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าผลักดันการค้าเสรีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรต่อไป
ทั้งนี้ สเปนเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สเปนถือว่ามีความเปราะบางต่อการขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจของทรัมป์น้อยกว่าประเทศยุโรปอื่นๆ เนื่องจากในปี 2025 สหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับสเปนติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยมีมูลค่าส่วนต่างสูงถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์
แรงกดดันจากยุโรป
นายกรัฐมนตรีแมทซ์ของเยอรมนีระบุว่า สเปนกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภายในยุโรปเองเรื่องงบประมาณกลาโหม
“เราพยายามโน้มน้าวสเปนให้เพิ่มงบเป็น 3% หรือ 3.5% ตามที่ตกลงกันในนาโต” แมทซ์กล่าว “และสิ่งที่ท่านประธานาธิบดีพูดนั้นถูกต้อง สเปนเป็นประเทศเดียวที่ไม่เต็มใจยอมรับเรื่องนี้ เราจึงพยายามชี้ให้เห็นว่านี่คือส่วนหนึ่งของความมั่นคงร่วมกันที่เราทุกคนต้องปฏิบัติ”
นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ของสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำสายซ้ายที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนในยุโรป ได้ยอมเสี่ยงเผชิญหน้ากับทรัมป์ผ่านนโยบายหลายอย่าง รวมถึงการปฏิเสธไม่ให้เรือที่ขนส่งอาวุธไปยังอิสราเอลเข้าจอดเทียบท่าในสเปนด้วย