อิหร่านยืนหยัด ท้าทายอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานได้อย่างไร?
เหตุการณ์สะเทือนโลกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ค.ศ. 2026) ด้วยปฏิบัติการทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้เข้าถล่มใจกลางกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน และปลิดชีพผู้นำสูงสุด “อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี”
ปฏิบัติการดังกล่าว ไม่เพียงแต่ปิดฉากผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 36 ปี แต่ยังเป็นจุดพลิกผันที่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ จากการ "ควบคุม" ไปสู่ความพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ
แต่จากการตอบโต้อย่างดุเดือดและรวดเร็วของอิหร่าน ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลคาดหวัง ยังไม่สำเร็จลุล่วง รวมถึงอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงอย่างไม่คาดคิด เมื่อประเทศที่ถูกกดดันอย่างหนัก แต่สามารถยืนหยัดและท้าทายอำนาจสหรัฐฯ มาได้เกือบครึ่งศตวรรษ กำลังอยู่ในอาการ “เลือดเข้าตา”
1. จากมิตร กลายเป็นศัตรู
ย้อนกลับไปก่อนปี 2522 (ค.ศ. 1979) อิหร่านภายใต้การปกครองของ “พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” คือพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทว่าภูมิทัศน์นี้ได้พลิกคว่ำเมื่อเกิดการปฏิวัติ นำโดย “อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี” ซึ่งเปลี่ยนอิหร่านให้เป็นรัฐอิสลามที่ต่อต้านชาติตะวันตกอย่างสุดขั้ว จุดแตกหักที่ไม่อาจประสานรอยร้าวได้คือ การจับตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน นับแต่นั้นมา สหรัฐฯ ก็เริ่มใช้มาตรการกดดันขั้นเด็ดขาด หวังบีบให้ระบอบนี้ล่มสลาย
ถึงแม้อิหร่านจะถูกล้อมกรอบรอบทิศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทูต และการทหาร แต่ก็สามารถยืนหยัดและท้าทายสหรัฐฯ มาได้อย่างยาวนาน ด้วยยุทธวิธีต่างๆ ดังนี้
(1) สงครามอิหร่าน-อิรัก
ช่วงระหว่างปี 2523 – 2531 (ค.ศ. 1980-1988) อิรักได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการบุกอิหร่าน แต่อิหร่านกลับใช้ภาวะสงครามปลุกระดมความเป็นชาตินิยม สร้าง “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม” (IRGC) ขึ้นมาเป็นแกนหลัก และใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงกวาดล้างกลุ่มต่อต้านภายใน จนทำให้ผู้นำศาสนามีอำนาจที่แข็งแกร่ง
(2) การรับมือกับแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ
เมื่อถูกบีบด้วยการคว่ำบาตรขั้นสุดยอด และตัดออกจากระบบการเงินโลก อิหร่านไม่ยอมจำนน และสร้างเครือข่ายตลาดมืด ลักลอบขายน้ำมันผ่าน Ghost Armada หรือ “เครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์นอกกฎหมาย” รวมถึงหันไปจับมือกับมหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่างจีนและรัสเซีย เพื่อต่อลมหายใจทางเศรษฐกิจ
(3) สงครามตัวแทน
อิหร่านหลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ ที่ตนเองเสียเปรียบ โดยเลือกสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วตะวันออกกลาง เช่น ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน , ฮูตี ในเยเมน และกลุ่มต่างๆ ในอิรักและซีเรีย เครือข่ายเหล่านี้ได้กลายเป็น ทั้ง "โล่ป้องกัน" และอาวุธที่คุกคามผลประโยชน์ของชาติตะวันตก เป็นยุทธศาสตร์ที่สร้างความหวาดผวาให้กับสหรัฐฯ มาหลายทศวรรษ
2. การปลิดชีพของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่กลายเป็นจุดแตกหัก
สหรัฐฯ และอิสราเอลมองว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ จึงนำไปสู่ปฏิบัติการสังหาร “คาเมเนอี” ทว่าสิ่งที่พวกเขาอาจประเมินต่ำไป นั่นก็คือความยืดหยุ่นของกลไกการปกครองอิหร่าน ที่การเสียชีวิตของ “คาเมเนอี” ไม่อาจกดดันให้อิหร่านยอมจำนนได้
(1) โครงสร้างอำนาจผู้นำ แบบไฮดร้า (งูหลายหัว)
โครงสร้างของกองกำลัง IRGC ถูกออกแบบให้มีความเป็นเอกเทศและกระจายอำนาจ เมื่อสูญเสียผู้นำสูงสุด สายการบังคับบัญชาสำรองและแผนตอบโต้ฉุกเฉินจะถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที โดยไม่เกิดภาวะอัมพาต
(2) สู้เพื่อความอยู่รอดของระบอบ
การตอบโต้อย่างหนักหน่วงของอิหร่านในเวลานี้คือสภาวะ "เลือดเข้าตา" หากอิหร่านไม่แสดงความแข็งกร้าว อาจนำไปสู่การล่มสลายของรัฐอิสลาม จากแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ
(3) การกระชับอำนาจทางทหาร
ในภาวะสุญญากาศทางอำนาจ สถานการณ์สงครามกลายเป็นข้ออ้างที่ทรงพลังที่สุดให้บรรดานายพล IRGC รวบอำนาจบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จ สร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังขั้นเด็ดขาด
ซึ่งการเผชิญหน้าดำเนินมาถึงจุดที่ไม่มีใครยอมถอย สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องการชัยชนะเบ็ดเสร็จ ในขณะที่อิหร่านจำเป็นต้องสู้เพื่อไม่ให้ระบอบล่มสลาย
เมื่อเดิมพันของทั้ง 2 ฝ่ายคือ "แพ้ไม่ได้" ผลลัพธ์จากการสังหารคาเมเนอี จึงไม่ได้ทำให้อิหร่านยอมสยบ แต่กลับไปกระตุ้นให้ตอบโต้อย่างหนักหน่วงและรุนแรง ซึ่งเสี่ยงที่จะลากตะวันออกกลางเข้าสู่สงครามที่ยืดเยื้อ นองเลือด และยากจะคาดเดาจุดจบได้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#อิหร่าน #สหรัฐ #ตะวันออกกลาง #IRGC #ภูมิรัฐศาสตร์ #สงครามตัวแทน #การเมืองโลก #วิเคราะห์สถานการณ์ #siamrathonline