รายได้ไม่มั่นคงก็มีบ้านหลังแรกได้ เปิดแนวคิด ‘โครงการฯ BAM’ สานฝันอาชีพอิสระ 1,000 คนให้มีบ้าน
จากแนวคิด Opportunities for All ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ส่วนหนึ่งทำให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์บ้าน/ที่อยู่อาศัย ทั้งที่รายได้อาจจะไม่มั่นคง หรือมีอาชีพอิสระ ซึ่งอาจจะเข้าถึงเงินทุนที่ยากกว่าคนทำงานประจำ เพราะมีความเสี่ยงที่สูงกว่า
อย่างไรก็ตาม ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทรประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กลับมองว่า โครงการ ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต ของ BAM คือการสร้างโมเดลใหม่ของการทำธุรกิจที่ผสมผสานระหว่างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ ทั้งจะนำไปสู่การปฎิรูประบบการเงินในประเทศด้วย
คอนเซ็ปต์ของ BAM ที่ผ่านๆ มาจะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีคิด เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด เช่น
- การต่อยอดอายุ
- การจัดโปรโมชั่น
- วางเงื่อนไขที่ค่อนข้างยืดหยุ่น
สิ่งที่ BAM เรียนรู้จากกลุ่มลูกค้าที่สนใจโครงการฯ และนำมาสู่การปรับเปลี่ยนแนวทางเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านั้น ภายใต้ความตั้งใจเดียวกันนั่นก็คือ “ลูกค้าอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ติดเรื่องเงินทุน”
ดังนั้น BAM ต้องปรับเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น มีความเข้าใจชีวิตจริงของกลุ่มคนเหล่านี้ โดยวิธีการบริหารที่ถูกต้องและเหมาะสมกับพวกเขา ทำให้ลูกค้ามีความพร้อมในการผ่อนชำระแบบ ‘ระยะยาว’
การผ่อนชำระตรงกับ BAM ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “เครดิตโปรไฟล์” ที่สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการทั้งรายได้และรายจ่ายของลูกค้าได้ โครงการนี้เป็นการตอบโจทย์ pain point จากตัวเลขของผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ประมาณ 18.5 ล้านคน เฉลี่ยถึง 45% ที่ถูกปฎิเสธการเข้าทุนเงินทุนในการซื้อบ้าน จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
[ ผลตอบรับดี มูลค่าทรัพย์สินที่ขายออกกว่า 800 ล้านบาท ]
กระแสตอบรับเกี่ยวกับโครงการฯ ภายในระยะเวลา 4 เดือน (ก.ย.-ธ.ค. 2568) BAM สามารถขายทรัพย์ไปกว่า 800 ล้านบาท จากราว 1,000 ครัวเรือน โดยคอนโดมิเนียมครองอันดับหนึ่ง 477 รายการ มูลค่า 186 ล้านบาท ตามมาด้วยทาวน์เฮ้าส์ 236 รายการ มูลค่า 260 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 231 รายการ มูลค่า 318 ล้านบาท
โดยในจำนวนนี้ขายเป็นเงินสด 805 ราย และขายผ่อน 433 ราย ส่วนใหญ่กว่า 50% เป็นการซื้อเพื่อลงทุน สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าของ BAM ไม่ใช่แค่คนตัวเล็กที่ขาดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักลงทุนด้วย
ขณะที่ข้อมูลอัปเดต (วันที่ 20 มกราคม 2569) ยอดขายรวมเพิ่มขึ้นแตะ 972 ล้านบาท จากผู้สนใจจำนวน 6,722 ราย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ดำเนินโครงการฯ มี pain point หลายด้านที่ BAM พบจากกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะด้านศักยภาพการผ่อนของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องของความหลากหลายของบริบทลูกค้าในแต่ละพื้นที่ และการรักษาสมดุลระหว่างการสร้างโอกาสและความยั่งยืนทางธุรกิจ
ดร.รักษ์ ได้พูดถึงความผันผวนของเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนสุง เกิดภาวะเหวี่ยงแรงกว่าปีที่ก่อน และอาจจะทำให้เกิดปรากฎการณ์ปิดกิจการของธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้ลูกค้าในกลุ่มนี้หายไป ดังนั้น ในปี 2569 มีการตั้งเป้ายอดขายไม่สูงมากนัก อยู่ที่ประมาณ 3,000-3,500 ยูนิต คิดเป็นเม็ดเงินรวม 2,500-2,800 ล้านบาท