‘เฮลท์ลีด’ พลิกเกมร้านยาไทย สลัดภาพผู้ขายยา สู่ศูนย์กลางสุขภาพชุมชน
จากปัจจัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่ม ความรุนแรงของโรคระบาด การเข้าถึงบัตรทอง และ Medical Tourism ล้วนส่งผลให้อุตสาหกรรมยาไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ 6-7%ต่อปี แต่ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้ง เรื่องการพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม(API)และเทคโนโลยีสูง ต้นทุนเพิ่ม และการแข่งขันที่สูงขึ้น
ภาพรวมตลาดร้านยาในประเทศไทย มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง คาดการณ์ว่ามีมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านบาท ด้วยมูลค่าเฉพาะ “ยา” ที่หมุนเวียนในร้านยากว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี (คิดเป็น 20%) ซึ่งตลาดยากลับเป็นตลาดที่กระจัดกระจายอย่างยิ่ง จนถึงขั้นที่ว่าในใจของผู้บริโภคไทยยังไม่มีแบรนด์ร้านยาใดที่โดดเด่นเป็นเจ้าตลาดอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
"เฮลท์ลีด" รับเทรนด์สังคมสูงวัย ดัน "ยา-อุปกรณ์แพทย์" โต
'Longevity' สุขภาพยั่งยืนมีคุณภาพ ความมั่นคงแบบใหม่ของทุกวัย
ปี68 ยอดขาย ประมาณ 800 ล้านบาท
“ธัชพล ชลวัฒนสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัท เฮลท์ลีด มียอดขายยาปี 2568 ประมาณ 800 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 2% ซึ่งทำให้บริษัทเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน โดยบริษัทดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพอย่างครบวงจรผ่าน 2 บริษัทหลักในเครือ ได้แก่ บริษัท ไอแคร์ เฮลท์ จำกัด (ไอแคร์ เฮลท์) จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ ผ่านร้านขายยา 3 แบรนด์ ได้แก่ iCare, Pharmax และ Super Drug
ส่วนอีกบริษัทจะเป็น บริษัท เฮลทิเนส จำกัด (เฮลทิเนส) ซึ่งประกอบธุรกิจคิดค้น พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ PRIME, Besuto และ Q โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม
“ธุรกิจร้านยาของบริษัท ICARE Health มีสาขารวมประมาณ 70 สาขา ซึ่งการสร้างแบรนด์ร้านยาที่แตกต่างกันถึง 3 แบรนด์ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าและทำเลที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่มีรากฐานมาจากการทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ทางบริษัท ทำร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทำให้สามารถออกแบบประสบการณ์ของแต่ละแบรนด์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ”
กลยุทธ์การเติบโต“ธุรกิจร้านยา”
บริษัทได้เติบโตแบบเท่าตัวในรอบ 4 ปี ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรผ่านสองแกนยุทธศาสตร์หลักที่เฉียบคมและส่งเสริมซึ่งกันและกัน นั่นคือ การขยายอาณาจักรร้านยาอย่างมีแบบแผน ที่ซึ่งฐานข้อมูลลูกค้ามหาศาลได้กลายเป็น “ห้องทดลอง” ชั้นดี และ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทยจนได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ
“เฮลท์ลีด มีเป้าหมายในการขยายธุรกิจ โดยเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องปีละ 10-14 แห่ง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะยังเป็นพื้นที่ที่สามารถขยายร้านยาได้มากขึ้น ซึ่งจากการประเมินสามารถขยายได้ 150 สาขา ดังนั้น แผนในปีนี้จะขยายสู่กรุงเทพฯ และชลบุรี โดยใช้โมเดลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อเลือกแบรนด์ Pharmax, iCare ที่เหมาะสมกับแต่ละทำเล และใช้ระบบ Dropship เพื่อแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์”
นอกจากนั้น ปี 2569 จะขยายตลาดผลิตภัณฑ์สู่ต่างประเทศ ซึ่งเน้นส่งออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดยมีแบรนด์ ‘Q’ เป็นหัวหอก ในกลุ่มประเทศยุโรปและตะวันออกกลาง ที่มีความสนใจสูง รวมถึงการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจในท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือในกระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศ
แบรนด์นวัตกรรม เพิ่มมูลค่าด้วยงานวิจัย
ธัชพล กล่าวต่อว่าบริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ จากเดิมที่เริ่มต้นด้วยการผลิตสินค้าในรูปแบบ OEM (รับจ้างผลิต) ไปสู่การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากทีมเภสัชกรคุณภาพกว่า 150 คน ที่มีความรู้ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค พร้อมกับทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กับความต้องการของตลาด
“บริษัทได้ใช้ฐานข้อมูลลูกค้ากว่า 500,000 ราย มาวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภค เพื่อเป็นโจทย์ให้กับทีมนักวิจัย เพราะมุมมองของนักวิจัยกับผู้บริโภคอาจจะแตกต่างกัน อาทิ กรณีการพัฒนาเจลล้างมือ ทีมนักวิจัยมุ่งเน้นการฆ่าเชื้อให้ได้ 100% แต่ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์มีความรุนแรงจนทำให้ผิวลอก ส่วนสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ถนอมผิวและใช้ได้ทุกวัน ไม่ใช่การฆ่าเชื้อที่สมบูรณ์แบบที่สุด บริษัทจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับวิทยาศาสตร์ วิจัย และความต้องการของตลาด”
ไทยเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรรายใหญ่ แต่กลับขาดการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทจึงตั้งเป้าหมายที่จะนำสมุนไพรไทยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภายใต้แบรนด์ ‘Q’ โดย กลุ่มผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นคอและจมูก พัฒนาจากสมุนไพรไทย และพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ซึ่งเป็นการนำงานวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของ “สาหร่ายพวงองุ่น” มาต่อยอดเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์สเปรย์พ่นคอและจมูกแบรนด์ ‘Q’ ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรตัวแรกๆ ที่สามารถขึ้นทะเบียนกับ อย. ในการลดเชื้อไวรัส พร้อมทั้งได้รับรางวัลแพลตตินัม (Platinum Award) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากเวทีประกวดที่ประเทศฝรั่งเศส และได้รับเลือกไปจัดแสดงในงานระดับโลกอย่าง World Expo ที่โอซากา และ งาน Medica ที่เยอรมนี
ฮับสุขภาพชุมชน -แชมป์เปียนโปรดักต์
ทิศทางในอนาคตของ “เฮลท์ลีด” ถูกวางไว้อย่างชัดเจนบนเป้าหมายการเติบโต 2 มิติหลักที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน คือ การเติบโตในประเทศ ผ่านการยกระดับธุรกิจร้านยา และ การเติบโตในต่างประเทศ ผ่านการผลักดันนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก
ธัชพล กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายในประเทศ บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะยกระดับร้านยาทุกสาขาให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ขายยา แต่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพของชุมชน (Community Health Hub)” ที่ผู้คนจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อมีปัญหาสุขภาพ โดยจะมุ่งเน้นการมีผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจร ตั้งแต่ยาสำหรับโรคติดต่อเรื้อรัง ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่บ้าน
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เพื่อ “การป้องกัน” มากกว่า “การรักษา” เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน แผนการเติบโตในต่างประเทศจะมุ่งเน้นการผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดยมีแบรนด์ “Q” เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง (Champion Product) เพื่อเจาะตลาดโลกอย่างจริงจัง หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีและความสนใจจากตลาดยุโรป (โดยเฉพาะเยอรมนี) และตะวันออกกลาง (ดูไบ)