ตลท. กางแผน “ปฏิรูปกฎเกณฑ์” สู้ศึกสิงคโปร์-ฮ่องกง ดันกองทุน TISA เสริมแกร่งตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง
ตลท. ยกเครื่องเกณฑ์รับหลักทรัพย์ ลดขั้นตอนซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใส ทวงคืนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ดัน "TISA" บัญชีออมหุ้นระยะยาวแบบถาวร สร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งรับมือการเมืองหลังเลือกตั้งได้ไร้กังวล
9 กุมภาพันธ์ 2569ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับเวลาเปิดทำการซื้อขายหุ้น โดยเฉพาะช่วงภาคบ่าย จากเดิมที่เคยเปิดเวลา 14.30 น. เป็น 14.00 น. ซึ่งเริ่มใช้มานานเกือบ 2 ปี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะปรับกลับไปใช้เวลาเดิม หลังได้รับข้อร้องเรียนจากบริษัทหลักทรัพย์ว่าการขยายเวลาซื้อขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านปฏิบัติการ (operation cost) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี แม้วอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 30,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ราว 47,000 ล้านบาทในปัจจุบัน แต่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งชั่วโมงดังกล่าว ยังอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ จากการรับฟังความเห็นเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังมองว่าไม่คุ้มค่าและอาจต้องรอให้สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนในอดีตก่อน การขยายเวลาซื้อขายจึงจะมีความน่าสนใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับเวลาเทรดจะไม่ดูเพียงปัจจัยเดียว แต่จะประเมินภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วนที่ต้องการขยายเวลาซื้อขาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้รูปแบบเวลาเดิมกับรูปแบบใหม่อย่างรอบคอบ โดยความเห็นส่วนตัว หากอิงจากคอมเมนต์ของโบรกเกอร์จำนวนมาก การกลับไปใช้เวลาเดิมอาจเหมาะสมกว่า
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวบริษัทเทคโนโลยีระดับ Unicorn ของไทยอย่าง LINE MAN Wongnai อาจพิจารณานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (ไอพีโอ) เช่น ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ โดยยอมรับว่าปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงมากในการดึงดูดบริษัทสัญชาติไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศ
โดยยอมรับว่าปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงมากในการดึงดูดบริษัทสัญชาติไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันความพร้อมที่จะปรับปรุงระบบนิเวศของตลาดทุนไทยเพื่อดึงดูดให้บริษัทเหล่านี้กลับมาจดทะเบียนในประเทศ เร่งปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดบริษัทเหล่านี้ให้กลับมาจดทะเบียนในไทย
ปัจจุบัน Valuation ของตลาดไทยปรับตัวลง จากช่วงที่ดัชนีเคยอยู่แถว 1,500-1,600 จุด และมูลค่าการซื้อขายแตะ 50,000-60,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะเดียวกันยังมีข้อสังเกตว่าเกณฑ์รับหลักทรัพย์ของไทยอาจเข้มงวดเกินไป เมื่อเทียบกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดทุนภูมิภาค
สำหรับแนวทางหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเวลานี้คือการปฏิรูปกฎเกณฑ์ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดขั้นตอนให้กระชับขึ้น ช่วยให้บริษัทเข้าตลาดได้เร็ว ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และหันไปเน้นการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลมากขึ้น พร้อมทั้งนำเกณฑ์ของไทยไปเทียบกับตลาดคู่แข่งอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่ออุดช่องโหว่และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านมาตรการทางกฎหมายเพื่อรองรับโครงสร้างบริษัทรูปแบบใหม่ อาทิ การสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ และมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นกระแสเงินทุนไหลเข้า โดยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าและฟื้นฟูสภาพคล่องได้ ข้อได้เปรียบของตลาดต่างประเทศจะลดลง
นายอัสสเดช กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเตรียมนำเสนอข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นคือโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร เป้าหมายคือหลีกเลี่ยงปัญหาแรงขายที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF เมื่อครบกำหนด พร้อมช่วยให้ประชาชนวางแผนการออมได้อย่างต่อเนื่อง และเสริมเสถียรภาพให้ตลาดทุนในระยะยาว
ควบคู่กันนั้น ยังมีแนวคิดผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถบังคับใช้กฎหมายและดำเนินการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
สำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา มุมมองจากนักลงทุนต่างชาติประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจุดแข็งของไทยคือการมีรัฐบาลผสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่ว่ารูปแบบพรรคร่วมจะออกมาอย่างไร ภาคธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อได้ และที่ผ่านมาแทบไม่มีนโยบายที่สร้างแรงกระแทกรุนแรงต่อเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือการมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและความร่วมมือทางการเมืองที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงหลายปี ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ายังใช้ศักยภาพทางเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่
ขณะที่ในช่วงปีที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาครุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความแข็งแกร่งตลาดทุน อีกทั้งบางประเทศยังเดินหน้าดึงดูดบริษัทไทยให้ไปจดทะเบียนมากขึ้น
ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเร่งทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อทบทวนขั้นตอนการเข้าจดทะเบียน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “คุณภาพ” และ “จำนวน” ของบริษัท เพื่อเพิ่มความน่าสนใจด้านเงินทุน ค่า P/E และมูลค่าหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการออกกฎเกณฑ์ใหม่จำนวนมาก และนักลงทุนต่างชาติสะท้อนว่ากติกาบางส่วนอาจเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับปรุงกฎแบบยกชุด ลดการแก้ไขซ้ำ และสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยรวม
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลจากโบรกเกอร์ที่ดูแลลูกค้าต่างประเทศระบุว่า เม็ดเงินที่ไหลกลับเข้ามาในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพดึงดูดนักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของฟันด์โฟลว์ยังขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในประเทศ
ทั้งนี้ หากพิจารณาระยะสั้น เม็ดเงินที่ไหลเข้าประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มชะลอลง และในช่วงไม่กี่วันทำการล่าสุดมีทั้งเงินเข้าและออกมากขึ้น ลักษณะคล้ายการซื้อขายเชิงเก็งกำไร มากกว่าการถือครองระยะยาว
หากภาพการเมืองหลังเลือกตั้งมีความชัดเจน และไม่มีแรงกระเพื่อมจากต่างประเทศ ฟันด์โฟลว์อาจกลับมาได้ต่อเนื่อง แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทอาจแข็งค่าเกินพื้นฐานเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจ
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ BOI to IPO ที่ตั้งเป้าหมายดึงดูดธุรกิจใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มความหลากหลายและสภาพคล่อง หากย้อนดูโครงสร้างดัชนี SET50 ในช่วงกว่า 30 ปี จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ต่างจากตลาดสหรัฐที่มีบริษัทใหม่หมุนเวียนเข้ามาเกือบ 90% โครงการนี้จึงหวังดึงบริษัทศักยภาพสูงจากต่างประเทศให้ใช้ตลาดไทยเป็นแหล่งระดมทุน พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจรูปแบบใหม่
ในส่วนของประเด็นดัชนี MSCI น้ำหนักหุ้นไทย โดยเฉพาะใน MSCI Emerging Markets ปรับลดลงต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าหนึ่งในปัจจัยหลักคือข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ซึ่งได้รับความสนใจสูง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องการถือหุ้นโดยมีสิทธิออกเสียง มากกว่าการลงทุนผ่าน NVDR ทำให้จำเป็นต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถปรับเกณฑ์หรือสร้างทางเลือกใหม่ได้หรือไม่
ทั้งนี้ เกณฑ์ของ MSCI ยังพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ตลท. จึงเดินหน้าโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทกลับมาลงทุนและต่อยอดธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนมักให้น้ำหนักกับองค์กรที่มีเส้นทางการเติบโตชัดเจนในอนาคต
การเปิดทางให้ต่างชาติลงทุนมากขึ้นอาจต้องพิจารณาปลดล็อกเครื่องมืออย่างหุ้นบุริมสิทธิและโครงสร้าง Dual Class Shares ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติถือหุ้นได้โดยไม่จำกัดสัดส่วน ขณะที่ผู้ถือหุ้นไทยยังคงมีอำนาจควบคุม ลดความเสี่ยงเรื่องนอมินีและปัญหาทุนสีเทา
สำหรับความกังวลที่ไทยอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่สู่ตลาดชายขอบ คล้ายกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับอินโดนีเซีย ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แสดงความเชื่อมั่นว่าเกณฑ์ของไทยยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยตัวแปรสำคัญที่ใช้พิจารณายังคงเป็นมูลค่าตลาดรวมและสภาพคล่องของหุ้นรายตัว
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปัจจุบันจาก Sentiment ทั้งโลก สิ่งที่คนกลัวที่สุด คือ ราคาสินทรัพย์ที่พุ่งไปสูงแล้ว เช่น หุ้นเทคฯ, ฟองสบู่ AI, ทองคำ, Bitcoin ฯลฯ
แต่ของไทยด้วยพื้นฐานที่ค่อยๆ พัฒนา ทำให้ราคาหุ้นไทยที่ไม่สูงมากและยังน่าสนใจ เช่น ปัจจุบันอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) อยู่ที่ 14 เท่า จากที่เคยพุ่งไปสูง 15-16 เท่า นอกจากนี้หุ้นไทยยังมีจุดขายคือเป็นที่พักพิงปลอดภัย ยิ่งมี Story ของภาครัฐ (รัฐบาลใหม่) ที่เพิ่มเข้ามา นักลงทุนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฟองสบู่