โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลท. กางแผน “ปฏิรูปกฎเกณฑ์” สู้ศึกสิงคโปร์-ฮ่องกง ดันกองทุน TISA เสริมแกร่งตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 08.23 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 01.23 น.

ตลท. ยกเครื่องเกณฑ์รับหลักทรัพย์ ลดขั้นตอนซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใส ทวงคืนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ดัน "TISA" บัญชีออมหุ้นระยะยาวแบบถาวร สร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งรับมือการเมืองหลังเลือกตั้งได้ไร้กังวล

9 กุมภาพันธ์ 2569ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับเวลาเปิดทำการซื้อขายหุ้น โดยเฉพาะช่วงภาคบ่าย จากเดิมที่เคยเปิดเวลา 14.30 น. เป็น 14.00 น. ซึ่งเริ่มใช้มานานเกือบ 2 ปี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะปรับกลับไปใช้เวลาเดิม หลังได้รับข้อร้องเรียนจากบริษัทหลักทรัพย์ว่าการขยายเวลาซื้อขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านปฏิบัติการ (operation cost) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี แม้วอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 30,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ราว 47,000 ล้านบาทในปัจจุบัน แต่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งชั่วโมงดังกล่าว ยังอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากการรับฟังความเห็นเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังมองว่าไม่คุ้มค่าและอาจต้องรอให้สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนในอดีตก่อน การขยายเวลาซื้อขายจึงจะมีความน่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับเวลาเทรดจะไม่ดูเพียงปัจจัยเดียว แต่จะประเมินภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วนที่ต้องการขยายเวลาซื้อขาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้รูปแบบเวลาเดิมกับรูปแบบใหม่อย่างรอบคอบ โดยความเห็นส่วนตัว หากอิงจากคอมเมนต์ของโบรกเกอร์จำนวนมาก การกลับไปใช้เวลาเดิมอาจเหมาะสมกว่า

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวบริษัทเทคโนโลยีระดับ Unicorn ของไทยอย่าง LINE MAN Wongnai อาจพิจารณานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (ไอพีโอ) เช่น ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ โดยยอมรับว่าปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงมากในการดึงดูดบริษัทสัญชาติไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศ

โดยยอมรับว่าปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงมากในการดึงดูดบริษัทสัญชาติไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันความพร้อมที่จะปรับปรุงระบบนิเวศของตลาดทุนไทยเพื่อดึงดูดให้บริษัทเหล่านี้กลับมาจดทะเบียนในประเทศ เร่งปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดบริษัทเหล่านี้ให้กลับมาจดทะเบียนในไทย

ปัจจุบัน Valuation ของตลาดไทยปรับตัวลง จากช่วงที่ดัชนีเคยอยู่แถว 1,500-1,600 จุด และมูลค่าการซื้อขายแตะ 50,000-60,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะเดียวกันยังมีข้อสังเกตว่าเกณฑ์รับหลักทรัพย์ของไทยอาจเข้มงวดเกินไป เมื่อเทียบกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดทุนภูมิภาค

สำหรับแนวทางหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในเวลานี้คือการปฏิรูปกฎเกณฑ์ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดขั้นตอนให้กระชับขึ้น ช่วยให้บริษัทเข้าตลาดได้เร็ว ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และหันไปเน้นการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลมากขึ้น พร้อมทั้งนำเกณฑ์ของไทยไปเทียบกับตลาดคู่แข่งอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่ออุดช่องโหว่และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านมาตรการทางกฎหมายเพื่อรองรับโครงสร้างบริษัทรูปแบบใหม่ อาทิ การสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ และมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นกระแสเงินทุนไหลเข้า โดยผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาความล่าช้าและฟื้นฟูสภาพคล่องได้ ข้อได้เปรียบของตลาดต่างประเทศจะลดลง

นายอัสสเดช กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเตรียมนำเสนอข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นคือโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร เป้าหมายคือหลีกเลี่ยงปัญหาแรงขายที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF เมื่อครบกำหนด พร้อมช่วยให้ประชาชนวางแผนการออมได้อย่างต่อเนื่อง และเสริมเสถียรภาพให้ตลาดทุนในระยะยาว

ควบคู่กันนั้น ยังมีแนวคิดผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถบังคับใช้กฎหมายและดำเนินการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

สำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา มุมมองจากนักลงทุนต่างชาติประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจุดแข็งของไทยคือการมีรัฐบาลผสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่ว่ารูปแบบพรรคร่วมจะออกมาอย่างไร ภาคธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อได้ และที่ผ่านมาแทบไม่มีนโยบายที่สร้างแรงกระแทกรุนแรงต่อเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือการมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและความร่วมมือทางการเมืองที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงหลายปี ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ายังใช้ศักยภาพทางเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่

ขณะที่ในช่วงปีที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาครุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความแข็งแกร่งตลาดทุน อีกทั้งบางประเทศยังเดินหน้าดึงดูดบริษัทไทยให้ไปจดทะเบียนมากขึ้น

ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเร่งทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อทบทวนขั้นตอนการเข้าจดทะเบียน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “คุณภาพ” และ “จำนวน” ของบริษัท เพื่อเพิ่มความน่าสนใจด้านเงินทุน ค่า P/E และมูลค่าหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการออกกฎเกณฑ์ใหม่จำนวนมาก และนักลงทุนต่างชาติสะท้อนว่ากติกาบางส่วนอาจเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับปรุงกฎแบบยกชุด ลดการแก้ไขซ้ำ และสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยรวม

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลจากโบรกเกอร์ที่ดูแลลูกค้าต่างประเทศระบุว่า เม็ดเงินที่ไหลกลับเข้ามาในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพดึงดูดนักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของฟันด์โฟลว์ยังขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในประเทศ

ทั้งนี้ หากพิจารณาระยะสั้น เม็ดเงินที่ไหลเข้าประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มชะลอลง และในช่วงไม่กี่วันทำการล่าสุดมีทั้งเงินเข้าและออกมากขึ้น ลักษณะคล้ายการซื้อขายเชิงเก็งกำไร มากกว่าการถือครองระยะยาว

หากภาพการเมืองหลังเลือกตั้งมีความชัดเจน และไม่มีแรงกระเพื่อมจากต่างประเทศ ฟันด์โฟลว์อาจกลับมาได้ต่อเนื่อง แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทอาจแข็งค่าเกินพื้นฐานเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ BOI to IPO ที่ตั้งเป้าหมายดึงดูดธุรกิจใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มความหลากหลายและสภาพคล่อง หากย้อนดูโครงสร้างดัชนี SET50 ในช่วงกว่า 30 ปี จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ต่างจากตลาดสหรัฐที่มีบริษัทใหม่หมุนเวียนเข้ามาเกือบ 90% โครงการนี้จึงหวังดึงบริษัทศักยภาพสูงจากต่างประเทศให้ใช้ตลาดไทยเป็นแหล่งระดมทุน พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจรูปแบบใหม่

ในส่วนของประเด็นดัชนี MSCI น้ำหนักหุ้นไทย โดยเฉพาะใน MSCI Emerging Markets ปรับลดลงต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าหนึ่งในปัจจัยหลักคือข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ซึ่งได้รับความสนใจสูง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องการถือหุ้นโดยมีสิทธิออกเสียง มากกว่าการลงทุนผ่าน NVDR ทำให้จำเป็นต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถปรับเกณฑ์หรือสร้างทางเลือกใหม่ได้หรือไม่

ทั้งนี้ เกณฑ์ของ MSCI ยังพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ตลท. จึงเดินหน้าโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทกลับมาลงทุนและต่อยอดธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนมักให้น้ำหนักกับองค์กรที่มีเส้นทางการเติบโตชัดเจนในอนาคต

การเปิดทางให้ต่างชาติลงทุนมากขึ้นอาจต้องพิจารณาปลดล็อกเครื่องมืออย่างหุ้นบุริมสิทธิและโครงสร้าง Dual Class Shares ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติถือหุ้นได้โดยไม่จำกัดสัดส่วน ขณะที่ผู้ถือหุ้นไทยยังคงมีอำนาจควบคุม ลดความเสี่ยงเรื่องนอมินีและปัญหาทุนสีเทา

สำหรับความกังวลที่ไทยอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่สู่ตลาดชายขอบ คล้ายกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับอินโดนีเซีย ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แสดงความเชื่อมั่นว่าเกณฑ์ของไทยยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยตัวแปรสำคัญที่ใช้พิจารณายังคงเป็นมูลค่าตลาดรวมและสภาพคล่องของหุ้นรายตัว

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปัจจุบันจาก Sentiment ทั้งโลก สิ่งที่คนกลัวที่สุด คือ ราคาสินทรัพย์ที่พุ่งไปสูงแล้ว เช่น หุ้นเทคฯ, ฟองสบู่ AI, ทองคำ, Bitcoin ฯลฯ

แต่ของไทยด้วยพื้นฐานที่ค่อยๆ พัฒนา ทำให้ราคาหุ้นไทยที่ไม่สูงมากและยังน่าสนใจ เช่น ปัจจุบันอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) อยู่ที่ 14 เท่า จากที่เคยพุ่งไปสูง 15-16 เท่า นอกจากนี้หุ้นไทยยังมีจุดขายคือเป็นที่พักพิงปลอดภัย ยิ่งมี Story ของภาครัฐ (รัฐบาลใหม่) ที่เพิ่มเข้ามา นักลงทุนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องฟองสบู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...