โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เช้านี้บาทแข็งค่าขึ้นมาก เปิด 31.42 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 08.46 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 01.46 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 31.42 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นมาก จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 31.67 บาท/ดอลลาร์ รับผลเลือกตั้งไทย-ญี่ปุ่น และ ราคาทองคำพุ่งจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

9 ก.พ. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นมาก จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.67 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.67 บาทต่อดอลลาร์) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ที่ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น ตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

ส่วนเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างเช่นกัน ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลง ทะลุโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้า หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่พรรค LDP และพันธมิตร สามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาแบบ Supermajority (เกิน 2 ใน 3 ของสภา)

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ ต่อเนื่อง

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมระวังความผันผวน หลังรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นและไทย รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากความตึงเครียดสหรัฐฯ - อิหร่าน

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทย ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตร จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า

นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงในช่วงนี้ อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและเงินบาทได้ แต่เราขอเน้นย้ำว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการพักฐาน ทำให้อาจมีจังหวะย่อตัวลงต่อได้ไม่ยาก หากตลาดคลายกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น (ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด) ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงผันผวนสูงและอาจแกว่งตัวในกรอบกว้างได้

และที่สำคัญ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงิน หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงหนัก หลังรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ทำให้ทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย) แทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงวันพุธนี้ ที่เป็นวันหยุดของตลาดการเงินญี่ปุ่นและตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น

  • การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก
  • การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ
  • ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk โดยอาจได้แรงหนุนบ้าง หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง หลังรับรู้ผลเลือกตั้งญี่ปุ่น แต่หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ตามการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.60 บาท/ดอลลาร์

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ

ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนมกราคม ที่ถูกเลื่อนประกาศจากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามผลกระทบของภาวะ Government Shutdown

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนธันวาคม โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ อย่างมีนัยสำคัญ

โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 23% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

ฝั่งยุโรป

บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ของยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้น

ฝั่งเอเชีย

ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่น หลังรู้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นที่พรรค LDP และพันธมิตรอาจได้ที่นั่งในสภาถึง 328 ที่นั่ง จาก 465 ที่นั่ง (หรือได้ Supermajority เกิน 2 ใน 3 หรือ 310 ที่นั่ง เปิดทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและคัดค้านมติจากทางวุฒิสภาที่พรรค LDP ครองเสียงข้างน้อยได้)

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึงราคาบ้านมือหนึ่ง มือสอง (New/Used Home Prices) ในเดือนมกราคม ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้

ฝั่งไทย

ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมกราคม พร้อมรอติดตามทิศทางการเมืองไทย หลังเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...