เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways Down ในกรอบ 1,328-1,350 จุด โดยบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก Risk-Off ชัดเจน ถูกกดดันจากทั้งผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AMZN ที่ผิดคาด
ขณะที่ Qualcomm ที่ให้แนวโน้มคาดการณ์ที่น้อยกว่าตลาดประเมิน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจภาคแรงงานสหรัฐฯ ทั้งผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และ Job Openings ที่ออกมาแย่กว่าคาด ส่งผลให้ตลาดเริ่ม Concern ภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มผลการดำเนินงานและการทำกำไรของกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนผ่าน VIX Index ที่พุ่งแตะระดับ 22 จุด และเกิดการเทขายขึ้นและไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตร
โดย Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯปรับลงจาก 4.3% ในช่วนหน้าเหลือ 4.15% ขณะที่ความน่าจะเป็นในการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed เพิ่มขึ้น โดยการประชุมเดือน มิ.ย. ขึ้นมาอยู่ที่ 80% ด้านราคาน้ำมันดิบชะลอตัวลงโดยรอติดตามการพบกันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านวันนี้
ส่วนในประเทศโฟกัสยังอยู่ที่ผลประกอบการ 4Q25 บจ. และโดยเฉพาะผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. นี้ หากมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลผสมได้อย่างรวดเร็ดและมีเสถียรภาพ เรามองว่าจะช่วยหนุน Sentiment และความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้ดีขึ้น หนุนกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้ต่อเนื่องในระยะถัดไป
กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดี
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : MTC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 46 บาท
• เราคาดกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 1.74 ลบ. +1% q-q, +13% y-y หนุนจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิทและน่าจะชดเชยแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ ด้านสินเชื่อยังเติบโตได้แข็งแกร่ง Double Digit y-y ส่วนคุณภาพสินทรัพย์มีพัฒนาการเชิงบวก NPL Ratio ลดลงต่อเนื่อง
• จบปี 2025 คาดกำไรสุทธิ 6.7 พันลบ. +14% y-y ขณะที่ปี 2026 คาดโตต่อเนื่องอีก +15% y-y เป็น 7.7 พันลบ. ด้าน Valuation ยังน่าสนใจเทรด PER ต่ำเพียง 9 เท่า
• แนวรับ 34//33-32.50 บาท แนวต้าน 35.75-36//37.50 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดตลาดจะมีความผันผวนจากการปรับพอร์ตวันสุดท้ายก่อนทราบผลเลือกตั้งในช่วงวันหยุดนี้ ขณะที่ความปั่นป่วนในตลาดต่างประเทศตลอดหลายวันที่ผ่านมา อาทิ ราคาหุ้น หรือ สินทรัพย์บางตัว เช่น ทองคำ Silver และ Bitcoin ปรับตัวลงแรง จะมาเป็นแรงกดดันตลาดหุ้นเอเซีย ผ่านทางหุ้น Tech (DELTA) และ Fund Flow ที่อาจลดการลงทุนในตลาดเอเซียลง (เพื่อชดเชยผลขาดทุนจากการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้)
ปัจจัยในประเทศ
- การเลือกตั้งไทย: ช่วงสัปดาห์หลังการเลือกตั้งไทยวันอาทิตย์นี้(8 ก.พ.) คาดตลาดจะมีความผันผวนจากการคาดเดาผลคะแนนเสียง และการคาดคะเนสูตรการจัดตั้งรัฐบาล หากจับขั้วอำนาจได้เร็วจะเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อ Fund Flow ไหลกลับเข้า โดยเฉพาะในหุ้นใหญ่ Market Cap สูง เราชอบ ADVANC, SCB, KBANK, GULF, AOT, PTTEP , TRUE แต่หากเกิดสุญญากาศยืดเยื้อ อาจเกิดแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้
- เงินเฟ้อเดือนม.ค.: ดัชนี CPI หดตัว 0.66% YoY ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 เนื่องจากจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มพลังงานและการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการ สนค. ระบุยังไม่ถือเป็นภาวะเงินฝืด Core CPI ยังคงเป็นบวกอยู่ที่ 0.60% โดยคาดการณ์ ดัชนี CPI ปี 2569 ที่ 0.0 – 1.0%
- Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย (SET+MAI) ซื้อสุทธิ 4,155 ล้านบาท และ ขายสุทธิ 2,038 ล้านบาท ในตลาดตราสารหนี้
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันอ่อนค่าไปแตะระดับ 31.88 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน และเป็นระดับต่ำสุดของปี (Year-to-date low) ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินบาทมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก, ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ภาวะเงินเฟ้อไทยที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง
ปัจจัยต่างประเทศ
- ความเครียดในตลาดการเงินโลกและวิกฤตความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขาย ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะวานนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องงบลงทุน (Capex) ที่สูงมหาศาลแต่ผลตอบแทนยังไม่ชัดเจน ประกอบกับตัวเลขการเลิกจ้างงานในสหรัฐฯ เดือนมกราคมพุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552
- จ้างงานสหรัฐฯอ่อนแอ: ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเปราะบาง บริษัทในสหรัฐฯ ประกาศลดจำนวนพนักงาน 108,435 ตำแหน่งในเดือนมกราคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 118% จากปีที่แล้วและยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นเกินคาด ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาล (Bonds) พุ่งขึ้น (Yield ลดลง)
- การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน : วันนี้(6) อิหร่านและสหรัฐฯ มีกำหนดเจรจาโครงการนิวเคลียร์ที่โอมาน ตลาดหวังการเจรจาออกมาดี เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดสงครามระดับภูมิภาคได้ …. การเจรจาครั้งนี้ ถูกคาดหวังว่าจะออกมาดี และถ้ายุติความตึงเครียดได้ จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น แต่ลบต่อสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม (ตอนนี้ ราคาสินทรัพย์เหล่านั้น ทยอยปรับตัวลงแล้วด้วย)
- สัญญานิวเคลียร์หมดอายุ: สนธิสัญญา New START ข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียได้หมดอายุลงวานนี้ อย่างไรก็ตาม คืนที่ผ่านมา สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงที่จะกลับมาเริ่มการติดต่อทางการทหารระดับสูง (High-level military contacts) อีกครั้ง หลังจากที่ระงับไปตั้งแต่ช่วงต้นของการรุกรานยูเครน
- เลือกตั้งญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นกำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. ผลโพลคาดพรรค LDP จะชนะขาดลอย โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และรอความชัดเจนหลังการเลือกตั้ง หากผลออกมาพรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง คาดดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ตอบรับนโยบายการขยายตัวทางการคลังและการลงทุนภาครัฐในกลุ่มเทคฯ
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,330 – 1,340 แนวต้าน 1,350 – 1,360 คาดดัชนีทรงตัวระหว่างรอผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วหรือไม่ แนะนำทยอยซื้อหุ้นกลุ่ม Value Stock เช่น ADVANC,GULF,PTT,SCC,BH,CPALL เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Fund Flow ต่างชาติ/ กลุ่มได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ เช่น BJC, MTC, TIDLOR, AMATA, WHA, STECON
MTC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 52.75 บาท) แนวโน้มกำไร 4Q68 คาดยังคงมีปัจจัยหนุนจากยอดการจัดเก็บหนี้ที่ทำได้ดีส่งผลบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ ต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องไปยังปี 69 และการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง ทั้งนี้ปี 69 บริษัทยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายสินเชื่อโตในระดับ double digit เน้นสินเชื่อจำนำทะเบียน มีแผนเปิดสาขาเพิ่ม 300-400 ขณะที่ credit cost มีแนวโน้มลดลงการค่าใช้จ่ายสำรอง ECL ส่วน NIM แนวโน้มน่าจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยนโยบายใน 2H68 ต่อเนื่องไปยังไป 69 ทั้งนี้อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 68-69 ที่ 6.69 พันล้านบาท +14%YoY และ 7.67 พันล้านบาท +15%YoY
MC* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมายBloomberg Consensus 14.20 บาท) แนวโน้มการดำเนินงานปกติในช่วงบัญชี 2Q69(ต.ค.-ธ.ค.68) ของ MC* มีโอกาสจะได้แรงหนุนทั้งตามฤดูกาลการใช้จ่าย และประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐฯ ขณะที่ช่วง 3Q69(ม.ค.-มี.ค.69) คาดว่าจะมีปัจจัยบวกจากเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง โดยทาง MC* เอง ตั้งเป้ารายได้ปี69 +6%YoY และ ขยับสัดส่วนยอดขายออนไลน์มาที่ 25% ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี69 และ70 กำไรของ MC* จะอยู่ที่ 806ลบ.(+6%YoY) และ 849ลบ.(+5%YoY) PE69F ที่ 11x และ Dividend Yield ที่ 9%