โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

‘โคจิ อิวานามิ’ ฮอนด้า มองไทยฐานผลิตอีวี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 23.48 น.
โคจิ อิวานามิ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ถือเป็นผู้บริการที่มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา พร้อมตอบทุกประเด็น สำหรับหัวเรือใหญ่ ค่ายฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย ได้เกือบปี “โคจิ อิวานามิ” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ถือโอกาสเปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ถึงโอกาสและแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจของฮอนด้าในประเทศไทย

โดยเฉพาะประเด็นความเป็นไปได้ของการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรง “อิวานามิ” ยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ฮอนด้าแนะนำออกสู่ตลาดยังไม่สามารถแข่งขันได้ จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

ความสำเร็จปีที่ผ่านมา

อิวานามิ ยอมรับว่า ท่ามกลางสภาพการแข่งขันของตลาดรถยนต์ที่มีความรุนแรง จากอดีตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคือผู้นำของตลาด แต่วันนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากค่ายรถยนต์ยี่ห้อใหม่ ๆ ความท้าทายด้านต้นทุนการผลิต และนโยบายภาครัฐ รวมถึงแผนการลงทุนและวิสัยทัศน์ในอนาคต ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น

และถือเป็นความท้าทายของฮอนด้าด้วยเช่นกัน

ปี 2568 ที่ผ่านมา ฮอนด้ายังคงมียอดขายรถยนต์เป็นอันดับสองของตลาดรถยนต์เมืองไทย ด้วยยอดขาย 74,044 คัน ลดลง 3% เป็นอันดับสองของตลาดรถยนต์ทำได้ 11.9% จากยอดขายรถยนต์โดยรวมที่ 622,089 คัน

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมียอดขายรถยนต์ xEV มาเป็นอันดับสองเช่นเดียวกัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 20%

เป้าหมายบนความท้าทาย

สำหรับปี 2569 ฮอนด้าตั้งเป้าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 76,000 คัน จากยอดขายรถยนต์โดยรวมที่คาดว่าอยู่ระดับ 630,000 คัน

ภายใต้แผนการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการเตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ ออกสู่ตลาด 4 รุ่นในปีนี้ โดย 2 รุ่นแรกจะเป็นรถยนต์ BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่จะเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2026 นี้ และอีก 2 รุ่นจะทยอยเปิดตัวออกตามมา ซึ่งไปตามกลยุทธ์ที่บริษัทได้วางไว้ โดยจะมุ่งเน้นการ “รักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล” ไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

แต่จากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดรถยนต์ ฮอนด้ามีความจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดสัดส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ควบคู่ไปกับการเพิ่มบทบาทของรถยนต์ไฮบริด (e:HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

3 กลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อน

ปัจจุบันนี้ฮอนด้ายังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเป็นอย่างดี ส่วนแนวทางในการขับเคลื่อนฮอนด้านั้น จะมุ่งเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่

1.การยกระดับแบรนด์ โดยเริ่มการเปลี่ยนโลโก้ H แบบใหม่กับรถยนต์ โชว์รูม ฯลฯ ของฮอนด้า เพื่อเป็นไปตาม CI ใหม่ รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อยกระดับและสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ ทำให้แบรนด์ฮอนด้ามีความสดใหม่ มีพลังและมีเสน่ห์

2.รถยนต์รุ่นใหม่ นับจากนี้จะพบกับความตื่นเต้น จากรถยนต์รุ่นใหม่ของฮอนด้า ทั้งไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการแนะนำรถยนต์รุ่นพิเศษที่ยังไม่เคยมีการนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วย เรียกว่าเราจะสร้างเซอร์ไพรส์ เช่น ฮอนด้า สเต็ปวากอน เป็นต้น

3.การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ระดับโลกเพิ่มมากขึ้น อย่างรถยนต์ไฮบริดใหม่ ที่ฮอนด้าจะได้รับการพัฒนา 3 ด้านหลัก ทั้งการลดต้นทุน การออกแบบ และระบบความปลอดภัยหรือระบบตรวจจับ (Sensing) ฮอนด้ายังตั้งเป้าลดต้นทุนรถไฮบริดลงถึง 30% เพื่อให้สามารถตั้งราคาใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปทั่วไป เช่น กรณีของฮอนด้า ซิตี้ ไฮบริด

หรือแม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์สันดาปที่ยังจำเป็นต้องทำตลาดในช่วงรอยต่อ โดยมุ่งไปที่การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้แต่การมองไปถึงแนวคิด “Resource Circulation” หรือการหมุนเวียนทรัพยากร ที่ตั้งเป้าให้รถยนต์ทั้งคันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลได้ในอนาคต

ใช้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ

นอกจากเทคโนโลยีในรถยนต์แล้ว ฮอนด้าเราอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำ AI เข้ามาใช้ยกระดับทั้งการพัฒนาและการผลิตรถยนต์ การสร้างประสบการณ์ด้านการขายและบริการหลังการขาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและส่งมอบคุณภาพที่เหมาะสมให้กับลูกค้า

ขณะนี้ฮอนด้าอยู่ระหว่างการศึกษาแผนงานสำหรับการนำ AI เข้ามาใช้ในโรงงาน เพื่อปรับปรุงโรงงานผลิตรถยนต์ที่ปราจีนบุรี หรือจะขึ้นสร้างโรงงานแห่งใหม่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ใช้ AI, ระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อลดงานประจำ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์

ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงสายการผลิตเดิมที่โรงงานปราจีนบุรี หรือการสร้างโรงงานใหม่สำหรับผลิตแบตเตอรี่และรถ EV โดยเฉพาะ

และแน่นอนว่าประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาค

นำเข้ารถ BEV จากทั่วโลก

สำหรับนโยบายของฮอนด้านั้น แน่นอนว่าเราจะไม่เร่งหรือโหมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หากเทคโนโลยีความต้องการของตลาด ความพร้อมต่าง ๆ ยังไม่สมบูรณ์ เพราะเราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา รถไฟฟ้า Honda e:N1 ทำตลาดในประเทศไทย เรายังไม่ประสบความสำเร็จ

ส่วนปีนี้จะส่งรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาด 2 รุ่น ได้แก่ ปัจจุบัน Honda e:N2 และ Honda Super ONE จากจีน และญี่ปุ่น เข้ามาทำตลาดอีก และฮอนด้าเราเปิดโอกาสด้วยการพร้อมนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า จากฐานการผลิตต่าง ๆ ทั้งจีน อเมริกา และญี่ปุ่น เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย

เพราะวันนี้ เรามองว่าในส่วนของตลาดในประเทศไทยนั้น อาจจะยังต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เป็นต้นไป เพราะหากเทคโนโลยียังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นแบตเตอรี่และการรีไซเคิล ฮอนด้าไม่อยากให้เกิด “สุสานรถยนต์-แบตเตอรี่” เกิดขึ้น ทุกอย่างต้องบริหารจัดการได้อย่างชัดเจนครบวงจร

เรียกว่าทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งเทคโนโลยี แบตเตอรี่ ที่สำคัญ ต้องมีความยั่งยืน เบื้องต้นคาดว่าหากมีการลงทุนก็น่าจะใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท สำหรับแผนการผลิตรถยนต์-แบตเตอรี่อีวีในประเทศไทย

ย้ำความสมดุลโครงสร้างภาษี

สุดท้าย “อิวานามิ” ยังทิ้งท้ายไปยังรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดภาษีนำเข้า EV เป็น 0% นั้น ฮอนด้าเห็นด้วย แต่หากภาครัฐควรต้องพิจารณาความสมดุลของโครงสร้างภาษี ลดช่องว่างระหว่างภาษีนำเข้ารถไฮบริดจากญี่ปุ่น ที่สูงถึง 80% กับรถอีวี

รวมทั้งพิจารณาปรับภาษีนำเข้ารถอีวีจากจีน ให้เหมาะสมมากขึ้น

ขณะที่ในส่วนของภาษีสรรพสามิตนั้น หากเป็นไปได้จัดเก็บโดยยึดตามประเภทของเครื่องยนต์ (Powertrain) ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรคำนึงถึงความสมดุลโดยรวมเป็นสำคัญ

ขณะที่ฮอนด้าเอง ปัจจุบันยังคงตรึงราคาขายรถยนต์ไปถึงวันที่ 6 เมษายน 2569 หลังจากโครงสร้างภาษีใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้กลุ่มไฮบริดและเครื่องยนต์เบนซิน ถูกปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘โคจิ อิวานามิ’ ฮอนด้า มองไทยฐานผลิตอีวี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...