‘โคจิ อิวานามิ’ ฮอนด้า มองไทยฐานผลิตอีวี
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ถือเป็นผู้บริการที่มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา พร้อมตอบทุกประเด็น สำหรับหัวเรือใหญ่ ค่ายฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย ได้เกือบปี “โคจิ อิวานามิ” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ถือโอกาสเปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ถึงโอกาสและแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจของฮอนด้าในประเทศไทย
โดยเฉพาะประเด็นความเป็นไปได้ของการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรง “อิวานามิ” ยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ฮอนด้าแนะนำออกสู่ตลาดยังไม่สามารถแข่งขันได้ จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
ความสำเร็จปีที่ผ่านมา
อิวานามิ ยอมรับว่า ท่ามกลางสภาพการแข่งขันของตลาดรถยนต์ที่มีความรุนแรง จากอดีตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคือผู้นำของตลาด แต่วันนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากค่ายรถยนต์ยี่ห้อใหม่ ๆ ความท้าทายด้านต้นทุนการผลิต และนโยบายภาครัฐ รวมถึงแผนการลงทุนและวิสัยทัศน์ในอนาคต ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
และถือเป็นความท้าทายของฮอนด้าด้วยเช่นกัน
ปี 2568 ที่ผ่านมา ฮอนด้ายังคงมียอดขายรถยนต์เป็นอันดับสองของตลาดรถยนต์เมืองไทย ด้วยยอดขาย 74,044 คัน ลดลง 3% เป็นอันดับสองของตลาดรถยนต์ทำได้ 11.9% จากยอดขายรถยนต์โดยรวมที่ 622,089 คัน
นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมียอดขายรถยนต์ xEV มาเป็นอันดับสองเช่นเดียวกัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 20%
เป้าหมายบนความท้าทาย
สำหรับปี 2569 ฮอนด้าตั้งเป้าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 76,000 คัน จากยอดขายรถยนต์โดยรวมที่คาดว่าอยู่ระดับ 630,000 คัน
ภายใต้แผนการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยการเตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ ออกสู่ตลาด 4 รุ่นในปีนี้ โดย 2 รุ่นแรกจะเป็นรถยนต์ BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่จะเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2026 นี้ และอีก 2 รุ่นจะทยอยเปิดตัวออกตามมา ซึ่งไปตามกลยุทธ์ที่บริษัทได้วางไว้ โดยจะมุ่งเน้นการ “รักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล” ไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง
แต่จากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดรถยนต์ ฮอนด้ามีความจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดสัดส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ควบคู่ไปกับการเพิ่มบทบาทของรถยนต์ไฮบริด (e:HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
3 กลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อน
ปัจจุบันนี้ฮอนด้ายังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่า และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเป็นอย่างดี ส่วนแนวทางในการขับเคลื่อนฮอนด้านั้น จะมุ่งเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่
1.การยกระดับแบรนด์ โดยเริ่มการเปลี่ยนโลโก้ H แบบใหม่กับรถยนต์ โชว์รูม ฯลฯ ของฮอนด้า เพื่อเป็นไปตาม CI ใหม่ รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อยกระดับและสร้างความผูกพันต่อแบรนด์ ทำให้แบรนด์ฮอนด้ามีความสดใหม่ มีพลังและมีเสน่ห์
2.รถยนต์รุ่นใหม่ นับจากนี้จะพบกับความตื่นเต้น จากรถยนต์รุ่นใหม่ของฮอนด้า ทั้งไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการแนะนำรถยนต์รุ่นพิเศษที่ยังไม่เคยมีการนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วย เรียกว่าเราจะสร้างเซอร์ไพรส์ เช่น ฮอนด้า สเต็ปวากอน เป็นต้น
3.การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ระดับโลกเพิ่มมากขึ้น อย่างรถยนต์ไฮบริดใหม่ ที่ฮอนด้าจะได้รับการพัฒนา 3 ด้านหลัก ทั้งการลดต้นทุน การออกแบบ และระบบความปลอดภัยหรือระบบตรวจจับ (Sensing) ฮอนด้ายังตั้งเป้าลดต้นทุนรถไฮบริดลงถึง 30% เพื่อให้สามารถตั้งราคาใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปทั่วไป เช่น กรณีของฮอนด้า ซิตี้ ไฮบริด
หรือแม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์สันดาปที่ยังจำเป็นต้องทำตลาดในช่วงรอยต่อ โดยมุ่งไปที่การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้แต่การมองไปถึงแนวคิด “Resource Circulation” หรือการหมุนเวียนทรัพยากร ที่ตั้งเป้าให้รถยนต์ทั้งคันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลได้ในอนาคต
ใช้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากเทคโนโลยีในรถยนต์แล้ว ฮอนด้าเราอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำ AI เข้ามาใช้ยกระดับทั้งการพัฒนาและการผลิตรถยนต์ การสร้างประสบการณ์ด้านการขายและบริการหลังการขาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและส่งมอบคุณภาพที่เหมาะสมให้กับลูกค้า
ขณะนี้ฮอนด้าอยู่ระหว่างการศึกษาแผนงานสำหรับการนำ AI เข้ามาใช้ในโรงงาน เพื่อปรับปรุงโรงงานผลิตรถยนต์ที่ปราจีนบุรี หรือจะขึ้นสร้างโรงงานแห่งใหม่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ใช้ AI, ระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อลดงานประจำ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์
ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงสายการผลิตเดิมที่โรงงานปราจีนบุรี หรือการสร้างโรงงานใหม่สำหรับผลิตแบตเตอรี่และรถ EV โดยเฉพาะ
และแน่นอนว่าประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาค
นำเข้ารถ BEV จากทั่วโลก
สำหรับนโยบายของฮอนด้านั้น แน่นอนว่าเราจะไม่เร่งหรือโหมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หากเทคโนโลยีความต้องการของตลาด ความพร้อมต่าง ๆ ยังไม่สมบูรณ์ เพราะเราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา รถไฟฟ้า Honda e:N1 ทำตลาดในประเทศไทย เรายังไม่ประสบความสำเร็จ
ส่วนปีนี้จะส่งรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาด 2 รุ่น ได้แก่ ปัจจุบัน Honda e:N2 และ Honda Super ONE จากจีน และญี่ปุ่น เข้ามาทำตลาดอีก และฮอนด้าเราเปิดโอกาสด้วยการพร้อมนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า จากฐานการผลิตต่าง ๆ ทั้งจีน อเมริกา และญี่ปุ่น เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย
เพราะวันนี้ เรามองว่าในส่วนของตลาดในประเทศไทยนั้น อาจจะยังต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เป็นต้นไป เพราะหากเทคโนโลยียังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นแบตเตอรี่และการรีไซเคิล ฮอนด้าไม่อยากให้เกิด “สุสานรถยนต์-แบตเตอรี่” เกิดขึ้น ทุกอย่างต้องบริหารจัดการได้อย่างชัดเจนครบวงจร
เรียกว่าทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งเทคโนโลยี แบตเตอรี่ ที่สำคัญ ต้องมีความยั่งยืน เบื้องต้นคาดว่าหากมีการลงทุนก็น่าจะใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท สำหรับแผนการผลิตรถยนต์-แบตเตอรี่อีวีในประเทศไทย
ย้ำความสมดุลโครงสร้างภาษี
สุดท้าย “อิวานามิ” ยังทิ้งท้ายไปยังรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวนโยบายในการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดภาษีนำเข้า EV เป็น 0% นั้น ฮอนด้าเห็นด้วย แต่หากภาครัฐควรต้องพิจารณาความสมดุลของโครงสร้างภาษี ลดช่องว่างระหว่างภาษีนำเข้ารถไฮบริดจากญี่ปุ่น ที่สูงถึง 80% กับรถอีวี
รวมทั้งพิจารณาปรับภาษีนำเข้ารถอีวีจากจีน ให้เหมาะสมมากขึ้น
ขณะที่ในส่วนของภาษีสรรพสามิตนั้น หากเป็นไปได้จัดเก็บโดยยึดตามประเภทของเครื่องยนต์ (Powertrain) ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรคำนึงถึงความสมดุลโดยรวมเป็นสำคัญ
ขณะที่ฮอนด้าเอง ปัจจุบันยังคงตรึงราคาขายรถยนต์ไปถึงวันที่ 6 เมษายน 2569 หลังจากโครงสร้างภาษีใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้กลุ่มไฮบริดและเครื่องยนต์เบนซิน ถูกปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘โคจิ อิวานามิ’ ฮอนด้า มองไทยฐานผลิตอีวี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net