“ทรัมป์” สั่งปฏิบัติการ Epic Fury ถล่มอิหร่าน เสี่ยงลุกลามภูมิภาค
“ทรัมป์” สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” โจมตีเป้าหมายในอิหร่านร่วมกับอิสราเอล อ้างสกัดภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.05 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กดดันสถานการณ์ตะวันออกกลางเข้าสู่ความตึงเครียดรอบใหม่ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยุติภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อสหรัฐ และเป็นโอกาสให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นกำหนดอนาคตของตนเอง
กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังอิสราเอล ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “OPERATION EPIC FURY” และมีลักษณะเป็นปฏิบัติการทางอากาศและทางทะเลหลายระลอก ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องหลายวัน
ความเผชิญหน้ารอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับคู่ปรปักษ์สำคัญอย่างสหรัฐและอิสราเอล สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความหวังในการแก้ไขข้อพิพาทนิวเคลียร์ของเตหะรานกับชาติตะวันตกผ่านช่องทางการทูต
ทรัมป์รื้อประเด็นวิกฤตตัวประกันปี 1979
ในวิดีโอข้อความที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ทรัมป์อ้างถึงความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน โดยเฉพาะเหตุการณ์ยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานปี 1979 ซึ่งนักศึกษาชาวอิหร่านจับชาวอเมริกัน 52 คนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน ภายหลังการปฏิวัติอิสลามที่นำกลุ่มนักการศาสนาขึ้นสู่อำนาจ
ทรัมป์เรียกร้องให้ชาวอิหร่านหลบภัย เนื่องจากระเบิดจะตกลงทั่วทุกแห่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กล่าวว่า เมื่อปฏิบัติการสิ้นสุดลง ประชาชนควรยึดรัฐบาลของตนเองกลับคืน และชี้ว่าอาจเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน
เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า ปฏิบัติการโจมตีมีขอบเขตกว้าง แต่ยังไม่ชัดเจนถึงรายละเอียดทั้งหมด ขณะที่แหล่งข่าวอิหร่านระบุว่า อิหร่านกำลังเตรียมการตอบโต้อย่างรุนแรง
เป้าหมายสกัดนิวเคลียร์–ขีปนาวุธ
ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐได้เสริมกำลังทหารจำนวนมากในภูมิภาคเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมอ่อนข้อในการเจรจานิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
โครงการขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญในการเจรจา โดยสหรัฐฯ เห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคและต่อแผ่นดินอเมริกา ขณะที่เตหะรานปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
อิสราเอลหนุนประชาชนอิหร่าน ปลดแอกจากระบอบ
นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu ระบุว่าการโจมตีร่วมกันครั้งนี้จะสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนอิหร่านกำหนดชะตากรรมของตนเอง และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในอิหร่านลุกขึ้นปลดแอกตนเองจากแอกแห่งทรราช
แหล่งข่าวระบุว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ali Khamenei ไม่ได้อยู่ในกรุงเตหะรานและถูกย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัย
รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า การโจมตีเป็นการ “ป้องกันล่วงหน้า” (pre-emptive strike) เพื่อขจัดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอล
ปิดน่านฟ้า–เตรียมรับมือการตอบโต้
สื่ออิหร่านรายงานว่าเกิดเสียงระเบิดในกรุงเตหะราน ขณะที่ไซเรนเตือนภัยดังขึ้นทั่วอิสราเอล กองทัพอิสราเอลประกาศปิดโรงเรียน สถานที่ทำงาน (ยกเว้นภาคส่วนจำเป็น) และปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพลเรือน พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสนามบิน
ก่อนหน้านี้ สหรัฐและอิหร่านได้กลับมาเจรจานิวเคลียร์อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ หวังคลี่คลายข้อพิพาทยืดเยื้อหลายทศวรรษ และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหาร
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนกรานว่าข้อตกลงใด ๆ ต้องรวมถึงการรื้อโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ใช่เพียงหยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และต้องครอบคลุมโครงการขีปนาวุธด้วย ขณะที่อิหร่านยอมเจรจาเรื่องจำกัดโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร แต่ปฏิเสธการเชื่อมโยงกับประเด็นขีปนาวุธ
ความเสี่ยงลุกลามระดับภูมิภาค
อิหร่านเตือนประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ว่า หากวอชิงตันโจมตี เตหะรานจะตอบโต้ฐานทัพอเมริกันในภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สหรัฐฯ เคยเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่อโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน และอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังฐานทัพ Al Udeid ในกาตาร์
ชาติตะวันตกเตือนว่าโครงการขีปนาวุธของอิหร่านอาจคุกคามเสถียรภาพภูมิภาค และหากพัฒนาเต็มรูปแบบ อาจสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ขณะที่อิหร่านยืนกรานปฏิเสธว่าไม่ได้แสวงหาอาวุธปรมาณู
สถานการณ์ล่าสุดจึงไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคง แต่ยังอาจสั่นคลอนตลาดพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างออกไป
อ้างอิง : reuters.com