“รวยไม่ไหวแล้ว ไทยแลนด์”
อนุทิน ชาญวีรกูล เคยกล่าวประโยคที่ตอนนี้ไวรัลในโซเชียลจนผู้คนจดจำไว้ว่า
“เป็นนายกฯ 2 เดือนกว่า ก็ทำให้พี่น้องได้เยอะแยะ ถ้าเป็น 4 ปี รับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกว่า พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว”
ตอนนี้หลังกการเลือกตั้ง 2569 ผลเลือกตั้งประกาศออกมา (อย่างไม่เป็นทางการ) ไม่ว่าเลือกตั้งหนนี้จะสรุปความชัดเจนได้กี่โมงท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่งจากประเด็นการนับคะแนน
หากย้อนดูคำพูดของ อนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องการจะทำให้คนไทยหายจน หลายคนบอกว่ายากมากๆ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศฝังรากลึก และมีเงื่อนไขปัจจัยมากมายในการทำให้คนไทยที่มีฐานะต่ำกว่าเส้นขีดความยากจนจะมีชีวิตและปากท้องที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
แต่ก็นั่นล่ะถ้ามัวแต่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็อาจจะยิ่งหมดหวัง
ดังนั้นเรามาคิดแบบมีความหวังบนพื้นฐานตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศไทยตอนนี้
แม้อาจจะพูดแบบหยิกแซวได้ว่าสิ่งที่คนไทย “รวย” ที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่คือ “หนี้”
ด้วยตัวเลขหนี้ครัวเรือนทั้งประเทศพุ่งสูงถึง 16.3 ล้านล้านบาท
ผลการวิจัยพบว่าคนไทยมีหนี้เฉลี่ยตัวหัวที่ 7.4 แสนบาท
สวนทางกับรายได้ต่อหัวที่ประมาณการไว้ 267,783 บาทต่อปี (หรือประมาณ 2 หมื่นต้นๆ ต่อเดือน)
ในภาพใหญ่ของตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหนี้เสีย ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่หายไปไม่เท่าช่วงพีคก่อนโควิด การท่องเที่ยวแม้จะค่อยๆ กลับมา แต่ก็ยังไม่ใช่เครื่องยนต์เดียวที่พาเศรษฐกิจทั้งระบบพุ่งทะยานได้ทันที ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และปัญหาในกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ยังน่าห่วงที่ตอนนี้ผู้ประกอบการไทยธุรกิจไทยกำลังเผชิญการแข่งขันที่ยาก และยังขาดสภาพคล่องด้วย
คำถามคือ ภายใต้โครงสร้างแบบนี้ คำว่า “รวย” จะเกิดขึ้นจากอะไร?
ชีวิตปากท้องที่ดีขึ้นจะยั่งยืนได้แค่ไหน
การทำให้คนไทย “รวยขึ้น” โจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายที่ชัดเจน การฟื้นความเชื่อมั่น และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป
การประกาศเป้าหมายและคำพูดที่ชัดเจนถือเป็นภารกิจและความชัดเจนจากตัวผู้นำ จากนี้ต้องดูว่าที่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย นักลงทุน ตลาดทุนมองว่ารัฐบาลชุดใหม่ของไทย ดูจะมีเสถียรภาพมากขึ้นนั้น จะช่วยสร้างโอกาสให้ประเทศไทยและคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะชีวิตปากท้องย่อมพิสูจน์กันที่ผลลัพธ์ในระยะยาว