MGC-ASIA จัดเซ็กเมนต์ ดันพอร์ตโพลิโอโตพรวด
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
พอร์ต MGC-ASIA ลงตัว เพราะให้ความสำคัญกับ “เซ็กเมนต์” นี่ถือเป็นคำบอกเล่าที่สะท้อนภาพการบริหาร และกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้อาณาจักร เอ็มจีซี-เอเชีย ของ ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ได้อย่างชัดเจนที่สุด
หลังการแถลงผลประกอบการความสำเร็จในปี 2568 ที่ผ่านมา
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสอัพเดตแผนธุรกิจของกลุ่มเอ็มจีซี ในสเต็ปต่อไปจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกัน
25 ปีที่ซักเซส
ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสำเร็จครบ 25 ปีของกลุ่มมิลเลนเนียมฯ หรือ MGC-ASIA ภายใต้ความแข็งแกร่งจากโครงสร้างธุรกิจ ในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem อันแข็งแกร่ง
จากแนวคิดที่มองเกมขาด ภายใต้โครงสร้างธุรกิจแบบ “พอร์ตโฟลิโอ” ที่ถูกจัดวางมาอย่างดี บวกกับแบรนด์รถยนต์ สินค้าที่เลือกนำเข้ามาทำตลาดนั้น ล้วนแต่เป็นกลุ่มไฮพรีเมี่ยม ไฮสแตนดาร์ด
เพราะ “ดร.สัณหวุฒิ” และกลุ่มผู้บริหารต่างมองเห็นภาพในทิศทางเดียวกัน
สิ่งสะท้อนสำคัญท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์และสภาพเศรษฐกิจในปี 2568 ที่ผ่านมา
กำไร 1,284 ล้านบาท
โดยปีที่ผ่านมา กลุ่มเอ็มจีซี-เอเชียสร้างสถิติบันทึกความสำเร็จบทใหม่ ด้วยศักยภาพสามารถสร้างยอดขายรถยนต์ใหม่ได้ถึง 11,814 คัน มีรถเช่าในฟลีตมากกว่า 6,000 คัน
ขณะที่ในส่วนของธุรกิจการให้บริการนั้น เอ็มจีซี-เอเชีย มีรายได้มากกว่า 3,800 ล้านบาท แบ่งเป็น สัดส่วนจากอะไหล่ 2,700 ล้านบาท และค่าแรงประมาณ 1,100 ล้านบาท มียอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782.2% จากปีก่อน
และบริษัทได้จ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.11 บาทต่อหุ้น หลังจากจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.14 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีเป็น 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.7% ทั้งนี้ บริษัทยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 700,000 ราย มีโชว์รูมและเครือข่ายมากกว่า 130 แห่งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เอ็มจีซี-เอเชีย กำไรทำสถิติสูงสุดด้วย
มั่นใจ EV ตัวดันยอดโต
สำหรับปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มของบริษัทให้ต่อเนื่อง และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ดร.สัณหวุฒิเชื่อว่า รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี จะเป็น “ทีเด็ด” ในการสร้างความสำเร็จบทใหม่ ด้วยเป้าหมายการเติบโตที่ระดับ 25-30% ในปีนี้ หรือมีรายได้ไม่น้อยกว่า 26,000-27,000 ล้านบาท
ปัจจัยหลักเนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเกมเชนจ์หลัก จากปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ 120,000 คัน แต่ปีนี้เชื่อว่าจะเพิ่มเป็น 150,000 คัน
บวกกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น และอาจจะไปถึงระดับกว่า 40 บาทต่อลิตร บวกกับความพร้อมด้านอินฟราสตรักเจอร์ของรถอีวีที่มีมากขึ้น และการยอมรับของ “ผู้บริโภค” จะเป็นตัวเร่งให้รถยนต์อีวีในปีนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
และอาจจะเห็นภาพ “รถยนต์อีวี” ไม่พอขายในปีนี้ก็มีความเป็นไปได้ โดยสถานการณ์จะเริ่มสะท้อนภาพได้ชัดเจนขึ้นในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่กำลังจะมีขึ้นในกลางเดือนมีนาคมนี้
ลงทุนเพิ่ม 700 ล้านบาท
“ดร.สัณหวุฒิ” ฉายภาพให้เห็นว่า หลัก ๆ การลงทุนของบริษัทจะเน้นไปที่การปรับพื้นที่โชว์รูมที่มีอยู่ทั่วประเทศ สำหรับการรองรับการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 10 แห่ง ภายใต้งบฯลงทุน 500 ล้านบาท
และจะมีลงทุนอีกราว ๆ 200 ล้านบาท สำหรับธุรกิจซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้การดูแลของศูนย์เอ็มเอ็มเอสฯอีก 4 สาขา กระจายใน 4 มุมเมืองของพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนนี้ถือเป็นการขยายและต่อจิ๊กซอว์ เพื่อให้ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้ามีความครอบคลุมและครบวงจรมากยิ่งขึ้น
ยันไม่มีแบรนด์ใหม่เสริมทัพ
“ปัจจุบันแม้จะมีค่ายรถยนต์รายใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับกลุ่มเอ็มจีซี-เอเชียนั้น ปีนี้จะไม่มีรถยนต์แบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาด จากแบรนด์หลัก ๆ ที่ทำอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน” โดย ดร.สัณหวุฒิยืนยัน
ส่วนแบรนด์อย่างจี๊ป และเปอโยต์นั้น บริษัทยังคงให้ความสำคัญและดูแลให้บริการหลังการขายลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากกลุ่มสเตลแลนทิส (Stellantis) อย่างรถยนต์ จี๊ป ปัจจุบันมีการจำหน่ายต่อเนื่อง เพราะเป็นรถที่มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน ส่วนเปอโยต์นั้นก็มีสต๊อกที่เหลือน้อย สิ่งที่บริษัทมุ่งมั่นสองแบรนด์นี้คือการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเป็นสำคัญ
ส่วนปีนี้ บริษัทเตรียมลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ทั้ง BMW ที่จะเปิดแพลตฟอร์มรถยนต์ใหม่ Neue Klasse การเปิดตัว Xpeng รุ่นใหม่อีก 3 รุ่นในปีนี้ รวมถึงแบรนด์อื่น ๆ ตลอดทั้งปี
สุดท้าย ดร.สัณหวุฒิเชื่อว่า แบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ที่กลุ่มเอ็มจีซี-เอเชียดูแลอยู่นั้น ยังคงมีความแข็งแกร่งและอนาคตที่สดใส เพราะ “สิ่งที่คนทำรถยนต์ ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายกลัวมากที่สุด คือ การที่ไม่มีการต่อยอดลงทุนด้าน R&D เพราะท้ายที่สุดแบรนด์จะถูกกลืนหายไป แต่แบรนด์รถยนต์ที่เอ็มจีซี-เอเชียทำนั้น มีการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นี่ถือเป็นการสะท้อนความมั่นใจได้ถึงอนาคตที่ยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : MGC-ASIA จัดเซ็กเมนต์ ดันพอร์ตโพลิโอโตพรวด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net