โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิหร่านตั้ง “มอจตาบา คาเมเนอี” สืบทอดผู้นำสูงสุดคนใหม่

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 16.08 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 11.36 น.
มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่มาภาพ: https://english.alarabiya.net/News/middle-east/2026/03/09/who-is-mojtaba-khamenei-iran-s-new-supreme-leader

มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อาลี คาเมเนอี ได้รับเลือกจากสมัชชาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts ) แห่งอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากลุ่มสายเหยี่ยวยังคงกุมอำนาจอย่างเหนียวแน่น

คณะผู้รับผิดชอบในการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนถัดไปของอิหร่านได้แต่งตั้งมอจตาบา คาเมเนอี นักวิชาการศาสนาอิสลามระดับกลางวัย 56 ปีรายนี้ ผู้ซึ่งรอดชีวิตจากสงครามทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศ จากรายงานของสำนักข่าว Al Arabiya ภาคภาษาอังกฤษ

มอห์เซน ไฮดารี อาเลกาซีร์ สมาชิกสมัชชาฯ ระบุในวิดีโอเมื่อวันอาทิตย์(8 มี.ค.2569)ว่า ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้รับเลือกตามคำแนะนำของคาเมเนอีที่ว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านควรเป็นผู้ที่ “ศัตรูเกลียดชัง” ที่“แม้แต่ซาตานผู้ยิ่งใหญ่ (สหรัฐฯ) ก็ยังเอ่ยชื่อเขา” เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่ามอจตาบาเป็นตัวเลือกที่ “ยอมรับไม่ได้”

มอจตาบาสะสมอำนาจภายใต้บิดาในฐานะบุคคลสำคัญที่มีความใกล้ชิดกับกองกำลังความมั่นคงและอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ที่พวกเขาควบคุม มอจตาบาคัดค้านกลุ่มปฏิรูปที่พยายามเจรจากับตะวันตกเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

แหล่งข่าวระบุว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (Iran’s Revolutionary Guard Corps IRGC) ทำให้เขามีอำนาจต่อรองสูงในโครงสร้างการเมืองและความมั่นคง และเขาสร้างอิทธิพลอยู่เบื้องหลังในฐานะ “ผู้เฝ้าประตู” ให้กับบิดามาโดยตลอด

ผู้นำสูงสุดมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในเรื่องของรัฐ รวมถึงนโยบายต่างประเทศและโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งมหาอำนาจตะวันตกต้องการสกัดกั้นไม่ให้เตหะรานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพลเรือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มอจตาบาอาจต้องเผชิญกับการต่อต้านจากชาวอิหร่านที่พร้อมจะออกมาประท้วงครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ แม้จะมีการปราบปรามอย่างนองเลือดจากเจ้าหน้าที่ก็ตาม

มอจตาบาเกิดในปีค.ศ. 1969 ณ เมืองมัชฮัด (Mashhad) ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของนิกายชีอะห์ และเติบโตขึ้นในช่วงที่บิดาของเขากำลังช่วยเป็นแกนนำในการต่อต้านพระเจ้าชาห์ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม เขาได้เข้าร่วมรบในสงครามระหว่างอิหร่านและอิรัก

มอจตาบาได้รับการศึกษาภายใต้การชี้แนะของนักบวชกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง ณ สถาบันศาสนาในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทววิทยาชีอะห์ของอิหร่าน และดำรงสมณศักดิ์ทางศาสนาในระดับ “ฮอจญะตุลอิสลาม” (Hojjatoleslam)

มอจตาบาไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการใดๆ ในรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลาม เคยปรากฏตัวในการชุมนุมของกลุ่มผู้ภักดีต่อรัฐบาลบ้าง แต่แทบจะไม่เคยกล่าวปราศรัยต่อสาธารณะเลย

บทบาทของเขาเป็นที่มาของข้อถกเถียงในอิหร่านมาอย่างยาวนาน โดยกลุ่มผู้วิจารณ์ต่างปฏิเสธร่องรอยใดๆ ก็ตามที่ส่อถึง “การเมืองแบบสืบสายเลือด” (dynastic politics) ในประเทศที่เคยโค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มาแล้วในปี 1979

กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรมอจตาบาในปี 2019 โดยระบุว่าเขาทำหน้าที่แทนผู้นำสูงสุดใน “ฐานะอย่างเป็นทางการ แม้จะไม่เคยผ่านการเลือกตั้งหรือได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล” นอกเหนือจากการทำงานในสำนักงานของบิดาตนเองก็ตาม

เว็บไซต์ของกระทรวงฯ ระบุว่า ก่อนหน้านี้คาเมเนอีได้มอบหมายความรับผิดชอบบางประการให้แก่มอจตาบา ซึ่งระบุว่าเขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ของ IRGC และกลุ่มบาซิจ (Basij) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธทางศาสนาในสังกัด IRGC “เพื่อผลักดันความทะเยอทะยานในการสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคของบิดา และเป้าหมายในการกดขี่ข่มเหงภายในประเทศ”

มอจตาบากลายเป็นเป้าหมายหลักของการวิพากษ์วิจารณ์โดยกลุ่มผู้ประท้วงในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบจากการเสียชีวิตของหญิงสาวรายหนึ่งในระหว่างถูกควบคุมตัวโดยตำรวจในปี 2022 หลังจากที่เธอถูกจับกุมในข้อหาละเมิดกฎระเบียบการแต่งกายที่เข้มงวดของสาธารณรัฐอิสลาม

ในปี 2024 มีการแชร์วิดีโอซึ่งเขาได้ประกาศระงับการสอนวิชานิติศาสตร์อิสลามที่เขาสอนอยู่ในเมืองกุม (Qom) อย่างแพร่หลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดการคาดคะเนไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลัง

มอจตาบามีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับบิดาของเขาอย่างมาก และเขาสวมผ้าโพกศีรษะสีดำ (Black Turban) ในฐานะ “ซัยยิด” (Sayyid) ซึ่งบ่งชี้ว่าครอบครัวของเขาสืบเชื้อสายมาจากนบีมุฮัมมัด

กลุ่มผู้วิจารณ์กล่าวว่า มอจตาบายังขาดคุณสมบัติทางศาสนาที่เหมาะสมในการเป็นผู้นำสูงสุด เนื่องจาก “ฮอจญะตุลอิสลาม” (Hojjatoleslam) นั้นเป็นสมณศักดิ์ที่ต่ำกว่าระดับ “อายะตุลลอฮ์” (Ayatollah) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บิดาของเขาและ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม เคยดำรงอยู่

แต่เขายังคงอยู่ในข่ายพิจารณา โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อตัวเก็งอีกรายอย่าง อดีตประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ที่เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในปี 2024

โทรเลขทางการทูตของสหรัฐฯ ที่เขียนขึ้นในปี 2007 และเผยแพร่โดย WikiLeaks ได้อ้างอิงแหล่งข่าวชาวอิหร่าน 3 ราย ซึ่งระบุว่ามอจตาบาคือ “ช่องทางหลัก” ในการเข้าถึงตัวคาเมเนอี

เป็นที่เชื่อกันในวงกว้างว่า มอจตาบาคือผู้อยู่เบื้องหลังการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างกะทันหันของ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) นักการเมืองสายแข็งกร้าวผู้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2005

มอจตาบาให้การสนับสนุนอาห์มาดิเนจาดอีกครั้งในปี 2009 เมื่อเขาชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองท่ามกลางข้อกังขาเรื่องการทุจริต ซึ่งนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยกลุ่มบาซิจ (Basij) และกองกำลังความมั่นคงอื่นๆ

เมห์ดี คาร์รูบี (Mehdi Karroubi) นักวิชาการทางศาสนาระดับกลางซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนั้น ได้เขียนจดหมายถึงคาเมเนอีในขณะนั้นเพื่อคัดค้านสิ่งที่เขากล่าวหาว่าเป็นบทบาทของมอจตาบาในการสนับสนุนอาห์มาดิเนจาด แต่คาเมเนอีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ภรรยาของมอจตาบา ซึ่งถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นบุตรสาวของนักการเมืองสายเหยี่ยวผู้ทรงอิทธิพล นั่นคือ อดีตประธานรัฐสภา โกลัม-อาลี ฮัดดาด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...