อิหร่านตั้ง “มอจตาบา คาเมเนอี” สืบทอดผู้นำสูงสุดคนใหม่
มอจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของ อาลี คาเมเนอี ได้รับเลือกจากสมัชชาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts ) แห่งอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากลุ่มสายเหยี่ยวยังคงกุมอำนาจอย่างเหนียวแน่น
คณะผู้รับผิดชอบในการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนถัดไปของอิหร่านได้แต่งตั้งมอจตาบา คาเมเนอี นักวิชาการศาสนาอิสลามระดับกลางวัย 56 ปีรายนี้ ผู้ซึ่งรอดชีวิตจากสงครามทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศ จากรายงานของสำนักข่าว Al Arabiya ภาคภาษาอังกฤษ
มอห์เซน ไฮดารี อาเลกาซีร์ สมาชิกสมัชชาฯ ระบุในวิดีโอเมื่อวันอาทิตย์(8 มี.ค.2569)ว่า ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้รับเลือกตามคำแนะนำของคาเมเนอีที่ว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านควรเป็นผู้ที่ “ศัตรูเกลียดชัง” ที่“แม้แต่ซาตานผู้ยิ่งใหญ่ (สหรัฐฯ) ก็ยังเอ่ยชื่อเขา” เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่ามอจตาบาเป็นตัวเลือกที่ “ยอมรับไม่ได้”
มอจตาบาสะสมอำนาจภายใต้บิดาในฐานะบุคคลสำคัญที่มีความใกล้ชิดกับกองกำลังความมั่นคงและอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ที่พวกเขาควบคุม มอจตาบาคัดค้านกลุ่มปฏิรูปที่พยายามเจรจากับตะวันตกเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
แหล่งข่าวระบุว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (Iran’s Revolutionary Guard Corps IRGC) ทำให้เขามีอำนาจต่อรองสูงในโครงสร้างการเมืองและความมั่นคง และเขาสร้างอิทธิพลอยู่เบื้องหลังในฐานะ “ผู้เฝ้าประตู” ให้กับบิดามาโดยตลอด
ผู้นำสูงสุดมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในเรื่องของรัฐ รวมถึงนโยบายต่างประเทศและโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งมหาอำนาจตะวันตกต้องการสกัดกั้นไม่ให้เตหะรานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพลเรือนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มอจตาบาอาจต้องเผชิญกับการต่อต้านจากชาวอิหร่านที่พร้อมจะออกมาประท้วงครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ แม้จะมีการปราบปรามอย่างนองเลือดจากเจ้าหน้าที่ก็ตาม
มอจตาบาเกิดในปีค.ศ. 1969 ณ เมืองมัชฮัด (Mashhad) ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของนิกายชีอะห์ และเติบโตขึ้นในช่วงที่บิดาของเขากำลังช่วยเป็นแกนนำในการต่อต้านพระเจ้าชาห์ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม เขาได้เข้าร่วมรบในสงครามระหว่างอิหร่านและอิรัก
มอจตาบาได้รับการศึกษาภายใต้การชี้แนะของนักบวชกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง ณ สถาบันศาสนาในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทววิทยาชีอะห์ของอิหร่าน และดำรงสมณศักดิ์ทางศาสนาในระดับ “ฮอจญะตุลอิสลาม” (Hojjatoleslam)
มอจตาบาไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการใดๆ ในรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลาม เคยปรากฏตัวในการชุมนุมของกลุ่มผู้ภักดีต่อรัฐบาลบ้าง แต่แทบจะไม่เคยกล่าวปราศรัยต่อสาธารณะเลย
บทบาทของเขาเป็นที่มาของข้อถกเถียงในอิหร่านมาอย่างยาวนาน โดยกลุ่มผู้วิจารณ์ต่างปฏิเสธร่องรอยใดๆ ก็ตามที่ส่อถึง “การเมืองแบบสืบสายเลือด” (dynastic politics) ในประเทศที่เคยโค่นล้มระบอบกษัตริย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มาแล้วในปี 1979
กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรมอจตาบาในปี 2019 โดยระบุว่าเขาทำหน้าที่แทนผู้นำสูงสุดใน “ฐานะอย่างเป็นทางการ แม้จะไม่เคยผ่านการเลือกตั้งหรือได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล” นอกเหนือจากการทำงานในสำนักงานของบิดาตนเองก็ตาม
เว็บไซต์ของกระทรวงฯ ระบุว่า ก่อนหน้านี้คาเมเนอีได้มอบหมายความรับผิดชอบบางประการให้แก่มอจตาบา ซึ่งระบุว่าเขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ของ IRGC และกลุ่มบาซิจ (Basij) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธทางศาสนาในสังกัด IRGC “เพื่อผลักดันความทะเยอทะยานในการสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคของบิดา และเป้าหมายในการกดขี่ข่มเหงภายในประเทศ”
มอจตาบากลายเป็นเป้าหมายหลักของการวิพากษ์วิจารณ์โดยกลุ่มผู้ประท้วงในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบจากการเสียชีวิตของหญิงสาวรายหนึ่งในระหว่างถูกควบคุมตัวโดยตำรวจในปี 2022 หลังจากที่เธอถูกจับกุมในข้อหาละเมิดกฎระเบียบการแต่งกายที่เข้มงวดของสาธารณรัฐอิสลาม
ในปี 2024 มีการแชร์วิดีโอซึ่งเขาได้ประกาศระงับการสอนวิชานิติศาสตร์อิสลามที่เขาสอนอยู่ในเมืองกุม (Qom) อย่างแพร่หลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดการคาดคะเนไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลัง
มอจตาบามีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับบิดาของเขาอย่างมาก และเขาสวมผ้าโพกศีรษะสีดำ (Black Turban) ในฐานะ “ซัยยิด” (Sayyid) ซึ่งบ่งชี้ว่าครอบครัวของเขาสืบเชื้อสายมาจากนบีมุฮัมมัด
กลุ่มผู้วิจารณ์กล่าวว่า มอจตาบายังขาดคุณสมบัติทางศาสนาที่เหมาะสมในการเป็นผู้นำสูงสุด เนื่องจาก “ฮอจญะตุลอิสลาม” (Hojjatoleslam) นั้นเป็นสมณศักดิ์ที่ต่ำกว่าระดับ “อายะตุลลอฮ์” (Ayatollah) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บิดาของเขาและ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม เคยดำรงอยู่
แต่เขายังคงอยู่ในข่ายพิจารณา โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อตัวเก็งอีกรายอย่าง อดีตประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ที่เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในปี 2024
โทรเลขทางการทูตของสหรัฐฯ ที่เขียนขึ้นในปี 2007 และเผยแพร่โดย WikiLeaks ได้อ้างอิงแหล่งข่าวชาวอิหร่าน 3 ราย ซึ่งระบุว่ามอจตาบาคือ “ช่องทางหลัก” ในการเข้าถึงตัวคาเมเนอี
เป็นที่เชื่อกันในวงกว้างว่า มอจตาบาคือผู้อยู่เบื้องหลังการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างกะทันหันของ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) นักการเมืองสายแข็งกร้าวผู้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2005
มอจตาบาให้การสนับสนุนอาห์มาดิเนจาดอีกครั้งในปี 2009 เมื่อเขาชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองท่ามกลางข้อกังขาเรื่องการทุจริต ซึ่งนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยกลุ่มบาซิจ (Basij) และกองกำลังความมั่นคงอื่นๆ
เมห์ดี คาร์รูบี (Mehdi Karroubi) นักวิชาการทางศาสนาระดับกลางซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนั้น ได้เขียนจดหมายถึงคาเมเนอีในขณะนั้นเพื่อคัดค้านสิ่งที่เขากล่าวหาว่าเป็นบทบาทของมอจตาบาในการสนับสนุนอาห์มาดิเนจาด แต่คาเมเนอีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ภรรยาของมอจตาบา ซึ่งถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นบุตรสาวของนักการเมืองสายเหยี่ยวผู้ทรงอิทธิพล นั่นคือ อดีตประธานรัฐสภา โกลัม-อาลี ฮัดดาด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel)