โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แรงเทขาย “พันธบัตรทั่วโลก” ทวีความรุนแรง หลังน้ำมันพุ่งปลุกความเสี่ยง Stagflation

การเงินธนาคาร

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แรงเทขาย "พันธบัตรทั่วโลก" เพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันพุ่งเข้าใกล้ 120 ดอลลาร์ ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ stagflation

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 11.25 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ในเอเชีย หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนเริ่มปรับคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจอ่อนแอลง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 basis points ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ขณะที่แรงกดดันดังกล่าวลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลียอายุ 3 ปี ซึ่งไวต่อทิศทางนโยบายการเงิน เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ขณะเดียวกัน สัญญาฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี (Bund) ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 15 ปี

แรงขายในตลาดพันธบัตรสะท้อนความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งเข้าใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 80% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น และส่งผลให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก

การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ส่งผลให้ความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มขึ้น

ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังทำให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดยขณะนี้ตลาดคาดว่าการลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายน จากเดิมที่ก่อนสงครามตลาดเคยคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ขณะที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มเดิมพันว่า Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้

ราเจฟ เด เมลโล ผู้จัดการพอร์ตกลยุทธ์มหภาคของ Gama Asset Management ระบุว่า ตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจนกว่าราคาน้ำมันจะเริ่มมีเสถียรภาพ โดยเขากล่าวว่าราคาน้ำมันระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังเป็นระดับที่นักลงทุนสามารถรับมือได้ แต่เมื่อราคาพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ กลับสร้างความตกใจให้ตลาด และทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง

ด้าน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับนั้นเป็นเวลา 1 ปี จะทำให้อัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และลดการเติบโตทางเศรษฐกิจลงประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ขณะที่ Bloomberg Intelligence ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมักเริ่มชะลอตัวลงเมื่อราคาน้ำมันแตะระดับประมาณ 133 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงหากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ในสหรัฐ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยิ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะ stagflation หลังนายจ้างลดการจ้างงานอย่างไม่คาดคิดในเดือนกุมภาพันธ์ และอัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนรอยร้าวในตลาดแรงงาน ขณะที่แรงกดดันด้านราคายังคงเพิ่มขึ้น

ทิม เมอร์เรย์ นักกลยุทธ์ตลาดทุนจาก T. Rowe Price กล่าวว่า น้ำมันถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดเงินเฟ้อโลก และเนื่องจากหลายประเทศในเอเชียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคในช่วงที่ตลาดการเงินอยู่ในภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

แรงขายพันธบัตรเกิดขึ้นทั่วเอเชีย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างมากในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ ขณะที่ตลาดพันธบัตรอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และยุโรป ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน

แม้แต่พันธบัตรรัฐบาลจีนซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวดีกว่าตลาดโลกหลังสงครามเริ่มต้น ก็เริ่มเผชิญแรงขาย โดยสัญญาฟิวเจอร์สพันธบัตรอายุ 30 ปีของจีนร่วงลงมากที่สุดในปีนี้ เนื่องจากความกังวลว่าเงินเฟ้อที่นำเข้าจากราคาพลังงานอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนเช่นกัน

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...