“เฟด” มีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% พาวเวลส่งสัญญาณใช้เวลาอีกระยะก่อนปรับลด
พาวเวล ย้ำอัตราดอกเบี้ยใกล้ระดับเป็นกลาง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้า และตลาดแรงงานที่เริ่มทรงตัว ส่งสัญญาณอาจต้องรอถึงกลางปีสำหรับการผ่อนคลายนโยบายรอบถัดไป แม้ทรัมป์เร่งกดดันให้ลดดอกเบี้ย
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 05.30 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่ความเสี่ยงทั้งด้านเงินเฟ้อและตลาดแรงงานปรับลดลง ส่งสัญญาณว่าอาจต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนที่จะมีการปรับลดต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มเติม
คณะกรรมการเฟดมีมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% หลังการประชุมสองวัน โดยพาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวว่า “เศรษฐกิจยังคงสร้างความประหลาดใจด้วยความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง”
พาวเวลระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางภายในคณะกรรมการ และเฟดยังคงอยู่ในจุดที่เหมาะสมในการประเมินว่าควรปรับลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ในช่วงเวลาใด “มีปัจจัยได้ไม่รู้จบที่อาจทำให้เราต้องขยับนโยบาย” โดยยกตัวอย่างกรณีตลาดแรงงานอ่อนแอลง หรือเงินเฟ้อปรับลดกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
นับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในเดือนธันวาคม ซึ่งเฟดปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน พาวเวลระบุว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเร่งขึ้น และความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะอ่อนตัวลง ได้ลดลงแล้ว แม้จะยังไม่หมดไปทั้งหมด“เรามองว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในจุดที่เหมาะสม”
อย่างไรก็ดี กรรมการเฟด 2 ราย ได้แก่ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเต็งที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป และสตีเฟน มิแรน ซึ่งลาพักจากตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว มีความเห็นแย้ง โดยสนับสนุนให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25%
แม้ตลาดจะคาดการณ์การคงดอกเบี้ยไว้แล้ว แต่บรรยากาศการแถลงข่าวหลังประชุมกลับถูกกลบด้วยคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด และอนาคตของพาวเวลล์ หลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดการสอบสวนทางอาญาต่อเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์เฟดและพาวเวลล์อย่างต่อเนื่องว่าไม่ลดดอกเบี้ยแรงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่พาวเวลล์เคยระบุว่าการสอบสวนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้เฟดดำเนินนโยบายตามความต้องการทางการเมือง อย่างไรก็ดี เขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ในการแถลงข่าวล่าสุด
พาวเวลยังฝากคำแนะนำถึงผู้สืบทอดตำแหน่งว่า “อย่าถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมการเมืองของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง”
พร้อมเน้นว่าประธานเฟดคนใหม่ควรให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อรัฐสภา ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธนาคารกลาง
แถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับจังหวะการลดดอกเบี้ยครั้งถัดไป โดยระบุเพียงว่า ขอบเขตและช่วงเวลาของการปรับนโยบายเพิ่มเติม จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาและแนวโน้มในระยะข้างหน้า
นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics มองว่าเฟดมีแนวโน้มจะพักนโยบายดอกเบี้ยไปอีกระยะ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันเข้าใกล้ระดับเป็นกลาง ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แม้เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์
การคาดการณ์ดังกล่าวทำให้การลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นในการประชุมเดือนมิถุนายนหรือกันยายน ซึ่งจะอยู่ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ที่คาดว่าทรัมป์จะเสนอชื่อเร็ว ๆ นี้
เฟดประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาส่วนหนึ่งยังมาจากผลของมาตรการภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว โดยพาวเวลล์เชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวจะค่อย ๆ จางลงภายในกลางปีนี้ หากไม่เป็นเช่นนั้น อาจกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญสำหรับผู้นำเฟดคนถัดไป
ด้านตลาดแรงงาน แม้เฟดระบุว่า“การจ้างงานใหม่ยังอยู่ในระดับต่ำ” แต่ได้ตัดถ้อยคำในแถลงการณ์เดิมที่เคยเตือนถึงความเสี่ยงขาลงของการจ้างงาน สะท้อนว่าคณะกรรมการเริ่มกังวลน้อยลงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
หลังการประกาศผลการประชุม ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐปรับลดลงเล็กน้อยและปิดตลาดใกล้ระดับเดิม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ราว 4.25% ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปีทรงตัวที่ประมาณ 3.57% โดยตลาดฟิวเจอร์สเริ่มให้น้ำหนักว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน
อ้างอิง : reuters.com