“ประชาชน-นักธุรกิจ UAE” เริ่มวิจารณ์สหรัฐ ปมสงครามกับอิหร่าน
เสียงวิจารณ์สหรัฐเริ่มเพิ่มขึ้นใน UAE หลังสงครามกับอิหร่านนำไปสู่การโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย กระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และตลาดการเงิน
วันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 15.12 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประชาชนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อสหรัฐอเมริกา หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีประเทศในอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดการเงินและเศรษฐกิจในภูมิภาคปั่นป่วน
แม้ยูเออีจะเป็นพันธมิตรสำคัญของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และให้คำมั่นลงทุนในสหรัฐรวมราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจใกล้ชิดกับครอบครัวทรัมป์ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับดูเหมือนไม่สามารถทำให้กรุงอาบูดาบีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ได้
คาลาฟ อัล ฮับตูร์ มหาเศรษฐีด้านโรงแรมจากดูไบ ได้โพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม X ตั้งคำถามถึงสหรัฐว่า“ใครให้สิทธิคุณลากภูมิภาคของเราเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน และคุณตัดสินใจที่อันตรายเช่นนี้บนพื้นฐานอะไร” พร้อมระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ประเทศในอ่าวและโลกอาหรับต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงครามที่พวกเขาไม่ได้เลือก
ยูเออี เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการตอบโต้ของอิหร่านมากที่สุดในภูมิภาค โดยกองทัพสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนได้เกือบทั้งหมด แต่สถานการณ์ดังกล่าวได้สั่นคลอนภาพลักษณ์ด้านเสถียรภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกมายังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
นักธุรกิจรายหนึ่งในดูไบ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อกำลังกดดันภาคธุรกิจหลายภาคส่วนและกระทบห่วงโซ่อุปทาน หากสงครามยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน บริษัทจำนวนมากอาจต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับการผลิตและบริการ
นักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงตะวันออกกลางจาก Rane Network ระบุว่าประเทศในอ่าวต่างทราบดีว่าทรัมป์มักตัดสินใจตามแนวทางของตนเอง แต่หลายประเทศก็ยังรู้สึกประหลาดใจกับความพร้อมของเขาที่จะเสี่ยงดำเนินนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อพันธมิตรในภูมิภาค
แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเออีจะยังคงใช้ท่าทีระมัดระวัง แต่ความเห็นของนักธุรกิจอย่างอัล ฮับตูร์สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจยูเออีได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้โดยสารหลายพันคนติดค้างตามสนามบินในภูมิภาค ขณะที่เที่ยวบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินในซาอุดีอาระเบียและโอมาน อย่างไรก็ตาม ยูเออีกำลังพยายามเปิดเส้นทางการบินปลอดภัยเพื่อรองรับเที่ยวบินได้ถึง 48 เที่ยวต่อชั่วโมง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดูไบมีแนวโน้มเผชิญสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565
แม้ธุรกิจ ร้านค้า และบริการขนส่งในดูไบและอาบูดาบียังคงเปิดดำเนินการตามปกติ แต่การจราจรบนท้องถนนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และหลายบริษัทเริ่มอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน
ในด้านพลังงาน อิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาค และการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกแทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
นักลงทุนยังจับตาว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อยุทธศาสตร์การลงทุนต่างประเทศของประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ยูเออี กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศแผนลงทุนในสหรัฐรวมเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่รายงานจากFinancial Times ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่บางประเทศในอ่าวเริ่มทบทวนการลงทุนขนาดใหญ่ หากสงครามยืดเยื้อ
นักวิชาการด้านความมั่นคงตะวันออกกลางจาก King’s College London ชี้ว่า แม้คำมั่นลงทุนมหาศาลจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยับยั้งการตัดสินใจด้านนโยบายของสหรัฐได้เสมอไป โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือทางยุทธศาสตร์และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
อ้างอิง : www.bloomberg.com