โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เสวนา ‘วันนักข่าว’ 5 มี.ค.69 ‘ทีดีอาร์ไอ’ ชี้ 3 โจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่ เชื่อ ‘เลือกตั้ง’ ไม่โมฆะลุยไฟตั้งรัฐบาลต่อ

เดลินิวส์

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 02.00 น. • เดลินิวส์
‘สมาคมนักข่าวฯ’ จัดยิ่งใหญ่ 71 ปีครบรอบก่อตั้ง ปลุกสื่อสู้ต่อ-ยึดมั่นจริยธรรมวิชาชีพ พร้อมเปิดเสวนาโจทย์ใหญ่ประเทศไทย ความท้าทายรัฐบาลใหม่ ‘สมเกียรติ’ทีดีอาร์ไอ ชี้ 3 ปัญหาใหญ่รุกไทย เชื่อ‘เลือกตั้ง’ ไม่โมฆะลุยไฟตั้งรัฐบาลต่อ เตือนระวัง‘ก่อการร้าย’เอฟเฟกต์สงครามตะวันออกกลาง ด้าน ‘เลขาสภาพัฒน์’ คาดได้รัฐบาลใหม่ก่อนสงกรานต์ ห่วงสถานการณ์สงครามยืดเยื้อทำเศรษฐกิจไทยโตเหลือ 1.3 % ส่วน ‘ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ’ รับสงครามทำนักท่องเที่ยวลด เร่งดึงชาติอาเซียนเที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเนื่องโอกาสครบรอบ 71 ปี วันนักข่าว 5 มีนาคม 2569 โดยมีสื่อมวลชนและภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ น.ส. น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า ในโอกาส "วันนักข่าว" 5 มีนาคม ประจำปี 2569 เราต่างมารวมกันด้วยความระลึกถึงเหตุการณ์อันเป็นที่โศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 กับข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดพระชนมพรรษา พระองค์ทรงมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อแวดวงสื่อมวลชนไทยและในระดับนานาชาติ ในนามของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

น.ส.น.รินี กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์สื่อมวลชนในช่วงปีที่ผ่านมา นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เรากำลังเผชิญกับความท้าทายจากเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวกระโดด โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเติบโตของสื่อดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สื่อดั้งเดิมต้องดิ้นรนปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เราได้เห็นสื่อสิ่งพิมพ์ต้องปิดตัวลงหรือผันตัวสู่ออนไลน์ การลดจำนวนพนักงาน และน่ากังวลที่สุด คือการทำธุรกิจที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพ แต่ทว่าท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านได้ย้อนรำลึกถึงจิตวิญญาณของนักหนังสือพิมพ์ “คุณอิศรา อมันตกุล” ผู้เป็นดั่งเสาหลัก และ "ตัวอย่างที่ประเสริฐที่สุด" ของเราชาวสื่อมวลชน ทั้งนี้ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนพี่น้องสื่อมวลชนฟันฝ่าทุกอุปสรรคไปให้ได้ และขอเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันยืนหยัดทำหน้าที่อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี เพื่อเป็นแสงสว่างให้กับสังคมต่อไป

“คุณอิศรา คือนักหนังสือพิมพ์ผู้มีวิจารณญาณอันเฉียบแหลม เที่ยงธรรม ผู้บุกเบิกการทำข่าวเบื้องหลัง ซึ่งพัฒนามาเป็นการข่าวเชิงสืบสวนในปัจจุบัน และเป็นผู้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อผู้เสียเปรียบในสังคมอย่างไม่ย่อท้อ แม้ท่านจะต้องสูญสิ้นอิสรภาพในห้องขัง นานถึง 5 ปี 10 เดือน โดยไม่มีการตั้งข้อหา แต่เมื่อได้รับอิสรภาพ ท่านก็กลับมาทำหน้าที่นักหนังสือพิมพ์อย่างเข้มแข็ง สง่างาม ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เรื่องราวของคุณอิศรา เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่หัวใจของงานสื่อสารมวลชนยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ การทำหน้าที่ สื่อข่าว ที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และยึดมั่นใน จริยธรรมวิชาชีพอย่างเข้มแข็ง” นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าว

จากนั้นเป็นการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “โจทย์ใหญ่ประเทศไทย ความท้าทายของรัฐบาลใหม่” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นและขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายมิติ โดยวิทยากร ประกอบด้วย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนา และมีนายวีระ ธีรภัทร สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า เรากำลังเผชิญกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด การเติบโตของสื่อยุคใหม่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงสื่อดั้งเดิมต้องดิ้นรนปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ประเทศไทยมีโจทย์เยอะที่ควรจะแก้ไขมานานแต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข โจทย์ส่วนหนึ่งเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลก คือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์สงครามการค้า 2.การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนและส่งผลต่อความสามารถทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย 3.เรื่องเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดซึ่งเป็น 3 เรื่องที่คนทั้งโลกต้องแก้ไขทั้งสิ้น

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามเมืองไทยยังมีโจทย์เฉพาะอีก 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.อัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะทั้งสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ ต้องใช้เงินใช้ทองทั้งสิ้น เมื่ออัตราการเจริญเติบโตของเราต่ำรัฐบาลก็จะมีเงินใช้น้อย 2. โจทก์สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมของเอเชียตะวันออกและประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่เรียกได้ว่าแก่ก่อนรวย และ 3. ปัญหาคอร์รัปชั่น การจะแก้ปัญหาเรื่องอะไรก็ตามแต่ถ้ายังแก้คอรัปชั่นไม่ได้ก็จะเกิดความเสียหายไม่มีทางแก้ไขได้สำเร็จ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทั้งนี้ในเรื่องของการตั้งรัฐบาลใหม่ มีตัวถ่วงตั้งแต่ต้นคือความไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนมองว่าการเลือกตั้งจะไม่เป็นโมฆะ คิดว่าเขาคงเดินลุยไปเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าตั้งแล้วได้คนหน้าตาไม่ดี คนที่ประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญที่ต้องการความเชื่อมั่นจะต้องเป็นคนที่สังคมยอมรับ ยิ่งถ้าได้คนที่มีฝีมือที่ดีจะยิ่งดี แต่ถ้าได้คนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจก็ไม่ใช่ว่าจะเดินต่อไม่ได้ แต่แปลว่าพฤติกรรมหลังจากนี้จะต้องมีคำอธิบาย ไม่ให้มีข่าวอื้อฉาว ไม่ให้ปรากฏสิ่งที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลก็จะอยู่ยาวได้และเดินหน้าต่อไปได้

นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลก็นำเนินการต่อไป แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่โจทย์ใหม่ คือความรุนแรงในตะวันออกกลาง จะสั้นหรือยาวนั้นประเมินยาก แต่ตามข่าวเป็นไปได้ว่าอาจหลายสัปดาห์กว่าสงครามจะยุติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะยุติไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาสามารถจัดการเปลี่ยนระบบในอิหร่านได้ แต่สุดท้ายคนที่ไม่พอใจจะเยอะและอาจพร้อมลงมือ เช่น มีการก่อการร้ายในจุดต่างๆ ดังนั้นนี่จึงพูดได้ยากว่าจะไปจบตรงไหน แต่โดยรวมมีผลลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน ยากที่จะพูดว่าเท่าไร แต่อย่างแรกคือราคาพลังงานจะสูงขึ้นการทำมาค้าขายลดลงไป และกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน

นายสมเกียรติ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงนโยบายระยะสั้นและระยะยาวจะขัดกัน ถ้าระยะสั้นอยากใช้น้ำมันราคาถูก ก็ต้องไปอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่ถ้าดูกองทุนน้ำมันเหลือเงินเป็นบวก 4 หมื่นล้านบาท แต่แอลพีจีติดลบไป 3.7 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเท่ากับเราเหลือเงินจริง ๆ 2 พันกว่าล้านเท่านั้นเอง ดังนั้นหากตรึงราคาน้ำมันไว้ผลปัจจุบันเหมือนจะดูดี แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายนอกยังมีความไม่แน่นอน และยังมีความเสี่ยงเยอะ ดังนั้นเห็นว่ารัฐบาลตรึงราคาได้ แต่อย่าเยอะแล้วค่อยๆ ถอนการแทรกแซงให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น และให้เน้นในเรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดพลังงานจะดีกว่า

“ช่วงแรกของการเป็นรัฐบาลจะต้องไม่ให้ข่าวไม่ดี ไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน และข่าวที่ทำให้ประชาชนเสียความมั่นใจ และควรป้องกันเหตุที่ควรป้องกันได้ เช่น การก่อการร้าย หรือสิ่งอื่นๆ ที่กระทบต่อความเชื่อมั่น รวมถึงเรื่องที่จะทำให้มีการลดเรตติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ควรจะมีเงินทุนหรือกระสุนเผื่อเอาไว้ เน้นใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น อย่าทำโครงการใหญ่ที่สำเร็จยากแต่ผูกพันระยะยาว” นายสมเกียรติ กล่าว

ขณะที่นายดนุชา กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือเราจะต้องสร้างหรือทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความสามารถเพียงพอที่จะต้านทานปัจจัยต่าง ๆ ที่กระทบกับประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสงครามต่างๆ รวมถึงเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วมากในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเราจะต้องสร้างหรือปรับโครงสร้างการผลิต เรื่องความสามารถในการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจใหม่สาขาใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศ โจทก์รัฐบาลในช่วงถัดไปมีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง คือเรื่องความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและต่างประเทศ เพื่อให้ต่างชาติมีความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถบริหารงานด้านต่างๆ อยู่ในมาตรฐานสากล ทั้งนี้หน้าตารัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย ซึ่งจะถูกคัดคุณสมบัติจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วางหลักไว้ชัดเจน ดังนั้นต้องเลือกคนที่มีคุณสมบัติมีจริยธรรมคุณธรรม มีความสามารถ ส่วนตัวอยากให้มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่เข้ามาให้เยอะเพื่อสร้างการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เห็นอยู่ว่าคนรุ่นใหม่พอได้มาเป็นรัฐมนตรีก็สามารถทำได้ดี จึงควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้นก็จะทำให้เราได้เห็นภาพการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง

นายดนุชา กล่าวอีกว่า คิดว่าน่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ก่อนช่วงสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตามกำหนดการปกติจะเข้าสภาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. แต่ถ้าตั้งรัฐบาลได้ก่อนสงกรานต์จริง อาจทำให้งบประมาณล่าช้าออกไปประมาณ 1 เดือน แต่เท่าที่ดูตามตารางและมีการพูดคุยกัน อาจสามารถเร่งกระบวนการระหว่างทางได้ เช่น การเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำฟาสแทร็ก ซึ่งอาจทำให้สามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณได้ทันเดือน ต.ค. ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยทำมาแล้ว

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา ร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน สภาพัฒน์ฯ มีการประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ 1.คือจบภายใน 1 เดือน ตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ระบุไว้ แต่ตอนนี้มีการกระจายพื้นที่การรบในภูมิภาคจึงน่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้การเติบโตลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2% ก็น่าจะเหลือที่ 1.6% แต่ถ้าสถานการณ์ยาวกว่านั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือแค่ 1.3 % และราคาน้ำมันจะกระโดดไปที่ 125 เหรียญต่อบาเรล แต่ถ้าการสู้รบสั้นด้วยน้ำมันจะอยู่ที่เราราว 100 เหรียญต่อบาเรล ดังนั้นมาตรการของไทยตอนนี้คือการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 15 วัน อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามการสู้รบครั้งนี้ราคาน้ำมันไม่ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นเพราะซัพพลายของโลกยังมีอยู่ แต่ถ้ายืดเยื้อระบบได้รับความเสียหายมาก จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าวอีกว่า ถ้าวันนี้ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้าในประเทศเลยเราจะสามารถอยู่ได้ประมาณ 90 วัน แต่จากการประชุมเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีข้อมูลว่าจนถึงเดือน เม.ย.นี้ เรายังมีน้ำมันใช้อยู่ แต่จะเพิ่มหรือลดไปจากนี้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าจากนี้เราจะสามารถมีน้ำมันเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ทางคู่ค้าปตท.ได้มีการไปคุยเพื่อขอเพิ่ม ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็จะเจรจาหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาด้วย ส่วนมาตรการประหยัดพลังงานนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะมีการนำแผนเข้าครม. ในสัปดาห์หน้า

“ถ้าถามผมเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ที่เป็นเหตุให้ควรตั้งรัฐบาลให้เร็ว แต่ยังมีเรื่องอื่นอีกที่ควรเร่งตั้งรัฐบาลให้เร็วเพราะยิ่งตั้งรัฐบาลช้า การจัดการในแง่ที่ต้องใช้เงินงบประมาณจะมีปัญหา ” เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าว

ด้านนายชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าในประเทศไทยมีจำนวนลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากเกิดกระแสลบทางโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่ภายหลังมีการประสานงานพูดคุยกันระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ ก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตั้งแต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็ถือว่าเพิ่มขึ้น รวมทั้งทางฝั่งยุโรปและอีกหลายประเทศ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นปัญหาคือตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง 1 ปี มีการเปลี่ยนตัว รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาถึง 4 คน ทำให้นโยบายต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้โครงการต่างๆ ต้องขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ต้องมีคนเก่งเข้ามาขับเคลื่อน แต่หากฝ่ายข้าราชการประจำไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่างๆ ตามนโยบายได้ ซึ่งเป็นมาทุก ๆ สมัย ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ดังนั้นต้องดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญในเรื่องหรือไม่

นายชัย กล่าวต่อว่า เราตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยปี 2569 ประมาณ 36 ล้านคน แต่คิดว่าน่าจะเหนื่อยจึงมองไปที่ 33 ล้านคน อย่างไรก็ตามการสู้รบกระทบกับประเทศไทยแล้ว ตอนนี้สายการบินที่เข้ามาในประเทศไทยลดลง แต่ในภาคการท่องเที่ยวมีการหารือร่วมกันในการดึงเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวจากแถบอาเซียนมาทดแทน ทั้งเรายังมีนักท่องเที่ยวจีน อินเดีย สิงคโปร์ เข้ามาเยอะ จึงไม่ถึงกับย่ำแย่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...