โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนผลิต จีนแปรรูป จีนขายจีน สำรวจผลไม้ไทย ที่จีน ‘คุม’ ห่วงโซ่อุปทาน

The Momentum

อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 18.43 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. เวลา 10.29 น. • THE MOMENTUM

ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำบางครั้งอาจไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดโลกเสมอไป แต่อาจเกิดจากการ ‘กดราคา’ ของนายทุนที่เข้ามารับซื้อผลผลิตในช่วงที่เกษตรกรมีตัวเลือกในการขายน้อย เมื่อเผชิญกับการถูกกดราคาจากนายทุนหลายเจ้า เกษตรกรจึงต้องจำใจขายผลผลิตของตนในราคาต่ำ เพื่อให้ขายออกและได้เงินมาหมุนเวียน

สถานการณ์เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นกับสินค้าส่งออกขึ้นชื่ออย่าง ‘มะพร้าวน้ำหอม’ ในจังหวัดราชบุรี ที่มีข่าวว่าราคาหน้าสวนตกต่ำเหลือเพียงลูกละ 1-2 บาท ถือเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการกดราคารับซื้อของโรงคัดบรรจุผลไม้หรือ ‘ล้ง’ ของกลุ่มทุนจีน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ล้งจีนเหล่านี้กลับนำมะพร้าวน้ำหอมไปขายต่อในราคาที่สูงลิ่ว จนแทบไม่น่าเชื่อว่า รับซื้อจากชาวสวนในราคาตั้งต้นดังกล่าว นอกจากการกดราคาแล้ว ยังพบว่าทุนจีนในจังหวัดราชบุรียังกว้านซื้อหรือเช่าที่ดินตั้งแต่แปลงละ 10 ไร่ ไปจนถึง 100 ไร่ เพื่อปลูกมะพร้าวน้ำหอมเอง ผ่านการถือครองของ ‘นอมินี’ ชาวไทย เพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมาย อีกทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรจากประเทศต้นทางมาใช้แปรรูป ไปจนถึงการส่งออกสินค้าเอง เรียกได้ว่าควบคุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และยังพบว่ามีล้งหลายแห่งที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับตามตรงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่ประเด็นใหม่ ก่อนหน้านี้เคยเกิดปรากฏการณ์ ‘กินรวบ’ โดยทุนจีนกับผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มาแล้ว ผ่านการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ในทางกลับกันประเทศไทยและเกษตรกรไทยกลับไม่ได้ประโยชน์ที่ควรจะได้ ซ้ำร้ายอาจเป็นฝ่ายสูญเสียประโยชน์เสียด้วยซ้ำ

The Momentum ชวนสำรวจว่า ทุนจีนเข้ามาทำอะไรกับผลผลิตทางการเกษตรของไทย พวกเขาเข้ามาผ่านช่องทางใด และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยอย่างไรบ้าง

ผลไม้ไทยที่ทุนจีน ‘รุก’ ห่วงโซ่อุปทาน

การเข้ามามีอิทธิพลภายในห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทยของทุนจีน มักเริ่มต้นจากการเข้ามาตั้งโรงคัดบรรจุหรือ ‘ล้ง’ โดยให้ราคารับซื้อที่จูงใจเกษตรกรนำผลผลิตมาขายให้กับตน เมื่อล้งจีนมีจำนวนมากขึ้นจะค่อยๆ ผลักล้งไทยออกจากตลาด และผูกขาดการรับซื้อไว้กับล้งจีน ซึ่งมีความเสี่ยงที่ล้งจีนเหล่านี้จะ ‘ฮั้ว’ กัน เพื่อกดราคารับซื้อสินค้าหน้าสวนให้ต่ำลง

เมื่อราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรไทยจึงไม่มีแรงจูงใจในการทำธุรกิจ ส่วนหนึ่งยอมล้มสวนออกจากตลาดเพื่อไปประกอบธุรกิจอื่น ทุนจีนจึงใช้โอกาสนี้เข้ามาเซ้งหรือเช่าที่ดินใช้เพาะปลูกส่งขายให้กับล้งจีนด้วยกันเอง ขณะเดียวกันล้งจีนบางแห่งยังส่งออกสินค้าออกนอกประเทศด้วยตัวเอง การคุมทั้งห่วงโซ่อุปทานจึงทำให้คนไทยไม่ได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจผลไม้ไทย

สำหรับผลไม้ไทยที่ทุนจีนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานมีดังนี้

ทุเรียน

• ทำสวนทุเรียนในป่าสงวน

• ใช้นอมินีเป็นเจ้าของที่ดิน

• ล้งรับซื้อกดราคา

มะพร้าวน้ำหอม

• ผลิต แปรรูป ส่งออกเอง

• ล้งจีนกดราคา

• ตั้งล้งไม่ได้จดทะเบียน

• ใช้นอมินีซื้อ-เช่าที่ดิน

• ใช้คนจีนที่จบด้านผลไม้เฝ้าสวน

• คุมการขนส่ง

กล้วยหอม

• เช่าที่ดินแปลงใหญ่ปลูกกล้วย

• นำเข้าเทคโนโลยีจีนมาใช้

• คนจีนคุมงานคนไทยทั้งผลิตและตัดแต่ง

มังคุด

• จีนเปิดล้งรับซื้อผลผลิตเอง

• กดราคารับซื้อ

• มีความเสี่ยงใช้นอมินี

ลำไย

• จีนเปิดล้งรับซื้อผลผลิตเอง

• ล้งจีนกดราคา

• ใช้คนไทยเป็นนอมินี

• จีนคุมตลาดไทยเกือบ 90%

ดีมานด์ ข้อกฎหมาย และจุดเริ่มต้นของ ‘ล้งจีน’ ในไทย

การเข้ามาถือครองห่วงโซ่อุปทานตลาดผลไม้ไทยของทุนจีน มักพุ่งเป้าไปที่ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศจีน เช่น ลำไย ทุเรียน และมะพร้าวน้ำหอม เพราะยิ่งมีความต้องการจากประเทศปลายทางมากเท่าไร โอกาสทำกำไรจากการส่งออกก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ในห่วงโซ่อุปทานของผลไม้ไทย ซึ่งประกอบด้วยการผลิต การแปรรูป และการส่งออก ทุนจีนได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในช่วงกลางน้ำ ผ่านการตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้หรือ ‘ล้ง’ ตั้งแต่ราวปี 2550 เป้าหมายหลักคือการรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากชาวสวนไทย เพื่อควบคุมคุณภาพให้ตรงตามกฎระเบียบและมาตรฐานการนำเข้าที่ทางการจีนกำหนด

การเข้ามาตั้งล้งจีนในประเทศไทยเพื่อการส่งออก สามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เนื่องจากธุรกิจส่งออกไม่เข้าข่ายเป็นธุรกิจต้องห้าม โดย ‘ลำไย’ นับเป็นผลผลิตทางการเกษตรชนิดแรกๆ ที่ทุนจีนเข้ามาตั้งล้งรับซื้อถึงสวน ซึ่งในช่วงแรกส่งผลให้ราคาลำไยพุ่งสูงขึ้น ทำให้จำนวนล้งจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วและลุกลามไปยังผลไม้ชนิดอื่นๆ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อปี 2559 ระบุว่า ล้งจีนในไทยมีจำนวนกว่า 1,090 ราย แบ่งเป็นผู้ค้าทุเรียน 556 ราย ผู้ค้าลำไย 473 ราย และมังคุด 65 ราย กระจายอยู่ในจังหวัดระยอง ตราด และจันทบุรี โดยเฉพาะที่จันทบุรีมีล้งจีนกระจุกตัวอยู่มากกว่า 400 ราย

ด้วยความได้เปรียบด้านเงินทุนที่หนากว่าล้งไทย ล้งจีนจึงสามารถเสนอราคารับซื้อที่จูงใจกว่าในช่วงแรก ทำให้ชาวสวนนิยมส่งผลผลิตให้ล้งจีน แต่เมื่อล้งจีนมีจำนวนมากขึ้นและครองส่วนแบ่งการตลาดสูง ก็ก่อให้เกิด ‘อำนาจเหนือตลาด’ ทำให้พวกเขาสามารถรวมหัวกันกำหนดทิศทางราคา และกดราคารับซื้อให้ต่ำกว่ากลไกตลาดที่ควรจะเป็นได้ในที่สุด

ทำไมทุนจีนต้องใช้ ‘นอมินี’

แม้ต่างชาติจะสามารถตั้งล้งเพื่อรับซื้อผลไม้ส่งออกได้แบบถูกกฎหมาย แต่กฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดอย่างเข้มงวดในเรื่องการค้าปลีก-ค้าส่งภายในประเทศ การรับจ้างแพ็กสินค้า บริการขนส่ง และการทำห้องเย็น ซึ่งหากชาวต่างชาติจะดำเนินธุรกิจเหล่านี้ จะต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน

ดังนั้นเพื่อให้ธุรกิจคล่องตัว ทุนจีนจึงเลือกใช้ ‘นอมินีชาวไทย’ เพื่ออำพรางให้ธุรกิจดูเหมือนเป็น ‘ทุนไทย’ ช่วยลดความยุ่งยากในการขออนุญาต รูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยให้คนไทยถือหุ้น 51% และชาวต่างชาติถือหุ้น 49% ดูเผินๆ เหมือนคนไทยมีอำนาจบริหาร แต่ในความเป็นจริง นอมินีชาวไทยเป็นเพียงหุ่นเชิด ขณะที่อำนาจการบริหาร การจัดการเงิน และการตัดสินใจแบบ 100% ตกเป็นของนายทุนจีน

ไม่เพียงแต่การทำธุรกิจล้งเท่านั้น การครอบครองที่ดินเพื่อการเกษตร ซึ่งกฎหมายไทยห้ามชาวต่างชาติถือครองอย่างเด็ดขาด ก็ถูกหลบเลี่ยงด้วยระบบนอมินีเช่นกัน เช่น กรณีที่เคยเกิดขึ้นกับทุเรียน ที่พบทั้งการสวมสิทธิ การแต่งงานกับชาวไทยเพื่อทำธุรกรรมแทน หรือการจ้างคนไทยซื้อที่ดิน เพื่อเข้ามาควบคุมต้นน้ำอย่างการ ‘ปลูก’ ก่อนจะป้อนผลผลิตเข้าสู่ล้งของตนเอง

นอมินีจึงเป็นเสมือนฉากหน้าอำพรางธุรกิจต่างชาติให้กลายเป็นนิติบุคคลไทย เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย นำมาซึ่งการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการชาวไทย และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีธุรกิจต่างด้าวที่ควรจะได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

คุมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ไทยไม่ได้อะไร

กรณีที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรง คือการออกมาเปิดเผยของผู้ประกอบการแบรนด์น้ำมะพร้าว All Coco ว่า ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมกำลังเผชิญวิกฤตการกดราคาจากล้งต่างชาติ จนราคาหน้าสวนดิ่งลงเหลือเพียงลูกละ 1-2 บาท บังคับให้ชาวสวนต้องลดต้นทุนการดูแล ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงคุณภาพของน้ำมะพร้าว

จากการลงพื้นที่สำรวจของสื่อมวลชนอย่างไทยพีบีเอส (Thai PBS) ในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พบว่าล้งรับซื้อมะพร้าวหลายแห่งขึ้นป้ายภาษาจีนอย่างชัดเจน รวมถึงในสวนมะพร้าวก็มีการปักป้ายภาษาจีนโฆษณาว่า เป็นแหล่งผลิตน้ำมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพพร้อมจำหน่าย ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลตรงกันว่า ทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมแบบครบวงจร ตั้งแต่เพาะปลูก แปรรูป ไปจนถึงส่งออก

ประยูร วิสุทธิไพศาล ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผลไม้ส่งออก จังหวัดราชบุรี ให้ข้อมูลว่า ปัญหาราคาตกต่ำเกิดจากการที่ทุนจีนเข้ามาเช่าล้งและเกิดการ ‘ฮั้วราคา’ กดดันเกษตรกร จนในที่สุดก็สร้างโรงงานของตนเองผ่านการใช้นอมินี สถานการณ์นี้บีบบังคับให้ผู้ประกอบการชาวไทยหลายรายต้องปิดกิจการ สะท้อนให้เห็นว่า ช่องโหว่ของการปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินแปลงใหญ่เพื่อทำเกษตรกรรมและแปรรูปเอง กำลังบ่อนทำลายอุตสาหกรรมท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังมีความน่ากังวลจากข้อมูลของคนในพื้นที่ที่ระบุว่า ทุนจีนที่เข้ามากว้านซื้อหรือเช่าที่ดินทำสวน ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรชาวจีนมาดูแลสวนโดยเฉพาะ ทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลักลอบนำ ‘เทคโนโลยีสายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยกลับไปพัฒนาต่อยอดที่ประเทศต้นทาง

เห็นได้ชัดว่า การปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้ามาควบคุมห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทยแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ได้สร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับการเกษตรไทย ซ้ำร้ายยังเป็นการแย่งอาชีพที่ควรสงวนไว้สำหรับคนไทย เมื่อทุนต่างชาติมีอำนาจครอบงำตลาด เกษตรกรไทยก็สูญเสียอำนาจต่อรอง ปลายทางคือชาวสวนต้องล้มละลายเพราะไม่สามารถคุ้มทุนได้ และหากประเทศไทยต้องสูญเสียสายพันธุ์พืชอันเป็นเอกลักษณ์ไป เราอาจต้องเผชิญกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ที่มีทรัพยากรและศักยภาพเหนือกว่าในทุกมิติ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงจุดจบของตลาดผลไม้ส่งออกของไทยเลยทีเดียว

รัฐบาลทำอยู่ตรงไหนในการแก้ปัญหานี้

หลายคนคงเกิดคำถามว่า รัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้างในการแก้ปัญหาทุนจีนรุกคืบครองห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทย หากตอบให้เป็นธรรมก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยกับการแก้ปัญหาดังกล่าว เพียงแต่การแก้ปัญหายังอยู่ในรูปแบบ ‘วัวหายล้อมคอก’ พอเกิดปัญหาขึ้นแล้วค่อยมองหาวิธีจัดการ และยังใช้กลไกของระบบราชการเป็นหน่วยงานจัดการ มากกว่าจัดการในฐานะนโยบายระดับชาติ ซึ่งไม่เท่าทันปัญหาที่อาจสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรไทยไปแล้ว

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมมือกับกรมการท่องเที่ยวและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบธุรกิจนอมินี โดยเฉพาะในเขตจังหวัดท่องเที่ยวและเขตเกษตรกรรมส่งออก เพื่อตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นในธุรกิจอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวไทยถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 51% และต่างชาติถือหุ้นอีก 49%

ขณะที่กรมการค้าภายในก็รับหน้าที่ดูราคารับซื้อผลไม้หน้าสวน และตั้งเกณฑ์มาตรฐานรับซื้อของล้ง รวมถึงให้กรมวิชาการเกษตรเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของโรงคัดบรรจุ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าล้งเหล่านี้ดำเนินกิจการถูกต้องตามสุขอนามัย แต่สิ่งที่ยังแก้ไม่ตกก็คือ ‘ล้งเถื่อน’ ที่ใช้ชื่อคนไทยบังหน้า แต่ในความเป็นจริงกลับนำเข้าแรงงานและทุนจากต่างประเทศแบบ 100% ซึ่งมักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและทำให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้ไม่ทั่วถึง

ทั้งนี้หากกลไกที่หน่วยงานภาครัฐกำลังทำอยู่สามารถแก้ไขปัญหาล้งจีนได้ นับตั้งแต่เริ่มส่งผลกระทบกับลำไยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ในวันนี้คนไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอม อาจไม่เจอกับปัญหาการเข้ามาควบคุมตลาดอย่างเบ็ดเสร็จในวันนี้ หากภาครัฐมีความจริงจังและแน่วแน่ที่จะขจัดปัญหาให้สิ้นไป

ที่น่ากังวลมากที่สุด หากการเกิดขึ้นของปัญหาในวันนี้ ซึ่งเหมือนกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มาจากความไม่จริงจังของภาครัฐเสียเอง ปัญหามะพร้าวน้ำหอมอาจเป็นสัญญาณบางอย่างที่เตือนคนไทยว่า หากรัฐบาลไทยยังไม่สามารถอุดช่องโหว่ของกฎหมายที่เปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามา ‘กินรวบ’ ห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทย ในอนาคตผลไม้ไทย อาจกลายเป็นธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชาวต่างชาติ ในขณะที่ชาวไทยกลับไม่เหลืออะไรนอกจากความภูมิใจในอดีต เพราะครั้งหนึ่งผลไม้เหล่านี้เคยสร้างรายได้ให้กับคนไทย เท่านั้นเอง

อ้างอิง

https://www.academia.edu/145341434/Cross_border_land_occupation_by_Chinese_investors_Case_study_of_Durian_in_the_Eastern_region_of_Thailand

https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/regional-articles/reg-article-2022-02.html

https://www.senate.go.th/assets/portals/143/fileups/148/files/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89.pdf

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...