อารมณ์คนเลือกตั้ง ปี 2569
รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เขียนบทความเรื่อง "อารมณ์คนเลือกตั้ง ปี 2569" เนื้อหาระบุว่า บรรยากาศทางการเมืองไทยก่อนวันการเลือกตั้งใหญ่จะมาถึงไม่ถึงเดือนเต็ม “8 กุมภาพันธ์ 2569” หากมองอย่าง
ผิวเผิน อาจดูเงียบกว่าครั้งที่ผ่านมา ไม่คึกคัก ไม่เร่าร้อน และไม่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวหรือความหวังแบบที่เคยปรากฏในบางช่วงของประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ความเงียบเช่นนี้ ไม่ใช่ความว่างเปล่าทางการเมืองแต่อย่างใด แท้จริงกกลับเป็นความ “นิ่ง” ที่อัดแน่นด้วยบทเรียน ความระแวดระวัง และการชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบของประชาชน
การเมืองไทยช่วงก่อนเลือกตั้ง ปี 2569 กำลังก้าวข้ามออกจากการเมืองของอารมณ์สุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความหลงใหล หรือความศรัทธาแบบมอบใจทั้งหมด และกำลังเดินเข้าสู่การเมืองของ “คนที่ผ่านอะไรมาแล้ว” คนที่เรียนรู้จากความผิดหวังซ้ำ ๆ และไม่ต้องการฝากอนาคตไว้กับคำสัญญาที่ตรวจสอบไม่ได้
อารมณ์หลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี 2569 อาจสรุปว่าเป็น “ความเหนื่อยล้าเชิงปฏิบัตินิยม” หรือ Pragmatic Fatigue เป็นความเหนื่อยที่ไม่ได้ทำให้ประชาชนหันหลังให้การเมือง แต่เป็นความเหนื่อยที่ทำให้ต้องคิด “เลือกมากขึ้น” และ “เชื่อน้อยลง” ต่อวาทกรรมที่ขาดหลักฐานรองรับ
ผลสำรวจ “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” ของสวนดุสิตโพล ยืนยันและสะท้อนอารมณ์นี้ได้อย่างชัดเจน ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับ “นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง” มากกว่าร้อยละ 52 รองลงมาคือ “ผลงานที่ทำได้จริงในอดีต” เกือบร้อยละ 46 ขณะที่เรื่องพรรคการเมือง อุดมการณ์ หรือวาทกรรมทางการเมือง ถูกจัดวางไว้ในลำดับรอง
ตัวเลขนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านทางอารมณ์ของสังคมไทย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่ได้ตั้งคำถามว่า “ใครพูดเก่งกว่า” หรือ “ใครนำเสนอความฝันได้สวยงามกว่า” แต่คำถามสั้น ๆ ตรงไปตรงมา ณ ตอนนี้/วันนี้ “ใครทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริง”
เมื่อประชาชนลดระดับความคาดหวังทางอารมณ์ลง เพิ่มระดับความคาดหวังต่อความรับผิดชอบ และความสามารถในการบริหารจัดการขึ้น อารมณ์การเมืองปี 2569 จึงมองว่าเป็นอารมณ์ที่ถูกกรองผ่านประสบการณ์ชีวิต เศรษฐกิจ และบทเรียนทางการเมืองที่สั่งสมมายาวนาน ไม่ใช่อารมณ์ที่ว่างเปล่า หลายคนอาจตีความบรรยากาศเช่นนี้ว่า คนไทยกำลัง “เบื่อการเมือง” แต่พิจารณาให้ลึกซึ้ง จะพบว่าความเบื่อหน่ายนี้ ไม่ใช่อาการการหมดศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ตรงกันข้ามคือการเลิก “อิน” กับการเมืองแบบผิวเผิน และหันมาใช้เหตุผล การเปรียบเทียบ และการตรวจสอบมากขึ้น
หลักฐานสำคัญที่ยืนยันประเด็นนี้ คือ สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ซึ่งอยู่เพียงราวร้อยละ 10–15 เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวนี้บอกว่า คนส่วนใหญ่ยังติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ยังคิด และยังตั้งใจจะใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่รูปแบบการตัดสินใจให้คะแนนใครในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกชั่ววูบ หากเกิดจากการชั่งน้ำหนักอย่างจริงจังและรอบคอบ
อารมณ์การเมืองของคนไทยในเวลานี้ มองว่าเป็นอารมณ์ของ “ผู้บริโภคทางการเมือง” ที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ไม่ตื่นเต้นกับคำสัญญาใหญ่โต ไม่อินกับวาทกรรมที่ไม่มีแผนปฏิบัติการรองรับ และไม่ยอมฝากอนาคตของประเทศไว้กับความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้อารมณ์โดยรวมของสังคมจะเย็นลง แต่พลังทางการเมืองไม่ได้หดหายไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18–29 ปี ซึ่งยังคงแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเข้มข้นชัดเจน เห็นได้จากสัดส่วนการเลือกพรรคการเมืองสายใหม่ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ความหวัง” ไม่ตาย แต่ถูกปรับรูปแบบให้เป็นความหวังที่มีเงื่อนไข
ความหวังของคนรุ่นใหม่ในปี 2569 ไม่ใช่ความหวังแบบมอบความเชื่อทั้งหมดให้ใครฝ่ายเดียว หากเป็นความหวังในลักษณะ “เชื่อเมื่อเห็น ศรัทธาเมื่อพิสูจน์ได้” จากผู้ฟัง กลายเป็นผู้ตรวจสอบ จากผู้คล้อยตาม กลายเป็นผู้ตั้งคำถาม และจาก
ผู้เชื่อในอุดมคติ กลายเป็นผู้เรียกร้องความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
สัญญาณของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เติบโตทางการเมือง เป็นความท้าทายตรง ๆ ต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองในสนามเลือกตั้งปี 2569 เพราะการสื่อสารที่ยังติดอยู่กับคำว่า “จะทำ” โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่า “ทำอย่างไร” และ “เคยทำอะไรมาแล้ว” ไม่พอต่ออารมณ์หลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ในบริบทที่ค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ไม่สอดคล้องกับภาระหนี้สิน และความไม่มั่นคงทางอาชีพกลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวัน ประชาชนเลิกมองหาความตื่นเต้นทางการเมือง แต่มุ่งมองหาความมั่นคงขั้นพื้นฐานของชีวิต
อารมณ์ของคนเลือกตั้งปี 2569 เป็นอารมณ์ของสังคมที่ต้องการก้าวเดินไปข้างหน้า ไม่เดินตามใครแบบหลับหูหลับตา ยังคงศรัทธาและเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ โดยไม่สะดุดจะเป็นตัวสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีที่สุดตามครรลองประชาธิปไตย
การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแข่งขันของพรรคการเมือง การประเมินความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองทั้งระบบ ยังเป็นบททดสอบว่านักการเมืองจะปรับตัวให้ทันกับอารมณ์ของประชาชนที่เติบโตและซับซ้อนขึ้นได้หรือเปล่า
เพราะการเมืองของปี 2569 ณ วันนี้ ประชาชนคนไทยไม่ต้องการนักการเมืองที่พูดได้ดีที่สุด แต่คนไทยต้องการนักการเมืองที่ “รับผิดชอบได้มากที่สุด” ต่อชีวิตจริงของผู้คนในสังคม พร้อมยกระดับบ้านเมืองให้ก้าวไปข้างหน้าจากที่ถดถอยมายาวนานแล้วครับ