เปิดสาเหตุศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายราว 70 ล้าน คดีแจกใบส้มอดีตผู้สมัครเพื่อไทย
วันนี้ (10 มีนาคม) ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ สุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 และคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 14 คน เพื่อเรียกค่าเสียหายจำนวนประมาณ 70 ล้านบาท จากกรณีที่ กกต. เคยมีมติแจก “ใบส้ม” หรือระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว
ล่าสุด ศาลฎีกามี ‘คำพิพากษากลับ’ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยให้ ‘ยกฟ้อง’ โจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ส่งผลให้สำนักงาน กกต. ไม่ต้องชดใช้เงินค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เคยตัดสินไว้
ศาลชี้ กกต. ไร้เจตนากลั่นแกล้งใส่ร้าย
คำพิพากษาระบุโดยใจความสำคัญว่า ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7) มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามกฎหมายระบุว่า หากมี “เหตุอันควรสงสัย” หรือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต กกต. ย่อมมีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวได้
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุ โจทก์ได้ถวายเงิน 2,000 บาทและนาฬิกา 1 เรือน แด่พระครูถาวรรัตนคุณ ประธานฝ่ายสงฆ์ในงานทอดผ้าป่าสามัคคีของหมู่บ้าน ศาลมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า “มีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำอันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
เมื่อไม่ปรากฏว่า กกต. มีสาเหตุโกรธเคืองหรือมีเจตนากลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์เป็นการส่วนตัว การลงมติแจกใบส้มจึงถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่เข้าข่ายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ และเมื่อไม่มีการทำละเมิด สำนักงาน กกต. (จำเลยที่ 1) จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง
ย้อนจุดเริ่มต้น 8 ปี คดีใบส้ม สร้างบรรทัดฐานอำนาจ กกต.
สำหรับคดีนี้มีระยะเวลาการต่อสู้คดียาวนานถึง 8 ปี จุดเริ่มต้นจากการเลือกตั้ง สส. ในปี 2562 สุรพล เกียรติไชยากร เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย และชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งในเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ แต่ต่อมาถูกร้องเรียนว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 73 (2) กรณีให้เงินแก่ชุมชนในช่วงหาเสียง
เหตุการณ์ที่เป็นข้อพิพาทคือ สุรพลได้ใส่ซองเงิน 2,000 บาท และถวายนาฬิกาแด่พระสงฆ์เพื่อทำบุญ แต่พระสงฆ์ได้นำปัจจัยดังกล่าวไปสมทบเข้ากองผ้าป่าสามัคคีของชุมชน เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องแบบให้ชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) กกต. พิจารณาและลงมติให้ “ใบส้ม” (ระงับสิทธิชั่วคราว 1 ปี) ภายในเวลาไม่ถึงเดือนหลังการเลือกตั้ง ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งของสุรพลถูกยกเลิก ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผู้ที่ชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนั้นคือ ศรีนวล บุญลือ จากพรรคอนาคตใหม่
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณาคดีอาญาและเห็นว่าพฤติการณ์ของสุรพลไม่ได้เป็นความผิด จึงมีคำสั่งยกคำร้อง สุรพลจึงได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อ กกต. เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายรวมกว่า 86 ล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) โดยครอบคลุมถึงค่าขาดเงินเดือน สวัสดิการ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง
– ศาลชั้นต้น: พิพากษาให้ กกต. แพ้คดี โดยสั่งให้สำนักงาน กกต. (จำเลยที่ 1) ชดใช้เงินจำนวน 64,198,697.37 บาท พร้อมดอกเบี้ย
– ศาลอุทธรณ์: พิพากษาแก้ ให้สำนักงาน กกต. ชดใช้เงินลดลงเหลือ 56,792,561 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ท้ายที่สุด กกต. ได้ยื่นฎีกาต่อสู้คดี จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดในวันนี้ ให้พลิกคำตัดสินกลับมายกฟ้องในที่สุด เป็นอันจบการต่อสู้คดีที่ยาวนานมาถึง 8 ปี โดยคดีนี้ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องจากสาธารณชน เนื่องจากเป็นคดีที่จะเป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับขอบเขตการใช้อำนาจขององค์กรอิสระอย่าง กกต. โดยเฉพาะมาตรการการออก ‘ใบส้ม’ ซึ่งบางฝ่ายมองว่าอาจเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของผู้สมัคร สส. รวมถึงประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง