“แอนชิลี” เปิดแผลใจโดนวิจารณ์รูปร่างเคยกดดันตัวเองหนักเพราะมาตรฐานความสวย
รายการดัง Kim’s Mirror เปิดหมดเปลือก มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ผู้ปลุกกระแส Real size beauty “แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส” เล่าชีวิตหลังเวทีนางงาม เจอแรงกดดันจนต้องบำบัดเผยประสบการณ์ถูกกดดันจากบรรทัดฐานความงามในสังคมไทย ทำให้เคยหลงทางไปกับการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี ก่อนจะค่อย ๆ ปรับสมดุลใหม่ ดูแลสุขภาพจิต พร้อมนิยาม Beauty Longevity ในแบบของตัวเองว่าไม่ใช่การตามกระแส แต่คือความสม่ำเสมอและการยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น
แอนชิลี เผยว่า "เตรียมตัวไปแข่ง HYROX ตอนนี้เทรนหนักมาก ทุกวันแต่จะพัก 2 วัน แต่ว่าคือเทรนในด้าน performance ด้านที่เรารู้ว่าเราต้องทำอะไร แล้วก็ทำทุกอย่างให้มั่นใจว่าการฝึกนั้นจะช่วยให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น เราก็จะทำมัน คิดว่าอยากท้าทายตัวเอง อยากพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นมาก ๆ ว่าเราทำเรื่องที่ยาก ๆ ได้ ครั้งแรกคือไม่ได้เทรน ทำไปเลย ครั้งแรกนะ จบมันใน 2 ชั่วโมง คือ 2 ชั่วโมงมันก็นานแต่ว่าเราทำเสร็จ แล้วมันก็รู้สึกดีมาก ๆ ที่ทำมันได้ ถ้าอย่างนั้นลองใหม่ดีกว่าว่าครั้งต่อไปจะเร็วขึ้นไหม ก็ไม่ได้เร็วขึ้นมากแต่มันเริ่มเห็นผล ก็เลยมาดูว่าจะเป็นไปต่อยังไง แล้วเทรน HYROX ก็มากรุงเทพฯ เราก็ลองดู คิดว่ามันทำให้ตัวเราดีขึ้น ความสม่ำเสมอที่ต้องทำ ความมีวินัย การเชื่อตัวเองมากขึ้น มันคือจุดเริ่มต้นในการที่อยากทำให้มันดียิ่งขึ้น ความจริงโตมากับการเล่นวอลเลย์บอล เล่นมาตั้งแต่อายุ 12 แอนหยุดเล่นตอนกลับประเทศไทย ช่วงโควิดก็เล่นมา 10 กว่าปี ความฝันคือการเล่นวอลเลย์บอล แล้วความจริงได้รับทุนเพื่อที่จะไปเล่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ถูกพ่อส่งไปออสเตรเลียแทน พื้นฐานของแอนก็คือกีฬา ซึ่งมันก็เข้าใจได้นะว่าทำไมทุกวันนี้ถึงกำลังซ้อม HYROX ก็เพราะว่ามันทำให้แอนนึกถึงเวลานั้นที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำเรื่องที่ยาก ๆ ได้"
"เส้นทางการเป็นนางงาม ความฝันที่เป็นนางงามมาจากคุณยายตั้งแต่เด็ก ๆ เขาจะเดินเอาหนูไปในหมู่บ้านตำบลที่ฉะเชิงเทราแล้วก็บอกว่าตอนโตหลานจะเป็นนางงามนะ แล้วหนูคิดว่าเป็นลูกครึ่งด้วย คนก็จะบอกว่าไปประกวดสิ หรือว่าเป็นดาราสิ หรือเป็นนางแบบสิ มันก็เลยถูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า โอเค อาจจะไปประกวดนะ แต่ว่าหุ่นหนูไม่เคยได้ เพราะว่าโครงสร้างใหญ่ โครงสร้างฝรั่ง มันก็เลยเป็นสิ่งที่ยากกว่าสำหรับตัวหนูเอง แล้วหนูก็เข้าใจผู้หญิงหลายคนที่ได้โครงฝรั่งมา ก็เลยไปลองเล่นกีฬาดู แล้วพอไปเล่นกีฬา โครงหนูกลายเป็นได้เปรียบกว่าคนอื่นแล้วความสูงมันก็ได้เปรียบไปหมดเลย ถ้าอย่างนั้นโฟกัสไปตรงนี้คุณกลายเป็นแบบ นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากทำ นี่คือทางของเรา มันก็เลยมาโฟกัสตรงกีฬาจนกว่าไปเรียนที่ออสเตรเลีย ไม่มีใครมาพูดถึงรูปร่างเลย ฝรั่งเขาไม่มอง เขาไม่แคร์ แล้วรู้สึกว่าหายใจได้ ไม่ต้องมาถูกวิจารณ์ แล้วก็กลับมาไทยช่วงโควิด แล้วก็โดนใหม่ คุณสวยนะแต่คุณก็อ้วนนิดหนึ่งนะ แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมต้องมาเจออะไรอย่างนี้ด้วย แล้วกลับมาคิดถึงคุณยายด้วย ก็เลยลองประกวด Miss Universe Thailand ดู มาดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าจะไปจะไปด้วยจุดประสงค์ เพราะว่าไม่อยากให้เด็กผู้หญิงหรือไม่อยากให้ใครมองทีวีแล้วไม่เห็นตัวเองในคนนั้น พวกเขามีตัวตนให้เห็นน้อยมาก ก็เลยบอกว่าถ้าจะไปจะไปเรื่องแคมเปญนี้ เรื่อง Real Size Beauty ที่หนูสร้างมา มันมาเพราะว่าเราอยากเป็นกระบอกเสียงให้เรื่องนี้ แล้วเวทีนางงามมันคือเวทีที่สามารถเป็นกระบอกเสียงนั้นได้ บวกกับความฝันคุณยายที่อยากให้หลานสาวได้ทำก็เลยลองไปดู"
แอนชิลี เล่าต่อว่า "แต่หนูเข้าใจนะเพราะว่าคนไทยโดยธรรมชาติโครงจะเล็กกว่าอยู่แล้ว เราเองก็ต้องปรับต้องเข้าใจว่ามันแค่ไม่ใช่เรื่องปกติ ผู้หญิงทุกคนแค่ต้องการได้การยอมรับ มันกลายเป็นว่าเรารู้ว่าเราตัวใหญ่กว่า แต่เราต้องเป็นตัวใหญ่กว่าที่คนยังสามารถยอมรับได้ ก็แปลว่ายังไงมันก็ต้องลด แล้วมันไปในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพมาก ๆ คือออกกำลังกายแต่ออกกำลังกายเพื่อทำโทษตัวเอง เพราะว่าเรากินเยอะไป หรือว่าจะเลือกที่จะไม่กินเลย ยิ่งโตมายิ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นนะ มันไม่ควรเป็นอย่างนั้นนะ โดยเฉพาะผู้หญิง ถ้าคุณตัวเล็กไปหรือว่าไม่ได้มีไขมันสะสมอยู่ในบางจุด มันมีผลกระทบต่อร่างกายเราจริง ๆ การเตรียมตัวมันก็ต้องออกกำลังกายแล้วทำความเข้าใจกับสิ่งนี้ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน และแต่ละคนก็สะสมไขมันคนละจุด เวลาเรามองทีวีแล้วเราเห็นคนนี้สวยมากเลย ทำไมเขาไม่มีตรงนี้ ๆ แล้วเรามี ทำไมมันไม่ไป มันก็ต้องเรียนรู้ใหม่ และต้องเลิกความเคยชินเดิม ๆ อีกเยอะ ชีวิตเปลี่ยนหลังประกวดเสร็จ เปลี่ยนนะ มันทำให้เข้มแข็งขึ้น บางทีก็จะดูเพี้ยน ๆ หน่อย มันทำให้เราโต เวลาเราเข้ามาในจุดสาธารณะแล้วมันต้องเจออะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน มันไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากเราต้องโตขึ้น เราต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น เราต้องเก่งขึ้น เมื่อคุณไม่มีทางเลือกคุณก็ต้องทำมัน"
"ปัญหาที่แอนมีมาตลอดคือความเห็นอกเห็นใจที่มากเกินไป จนมันทำร้ายตัวเอง สมมติมีคนเจออะไรแย่ ๆ แล้วมาบอกหนู หนูจะรู้สึกความรู้สึกนั้นเลย อันนี้กำลังฝึกอยู่เพราะว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่คนที่เรารักสุขภาพจิตแย่ แล้วแอนดึงตัวเองเข้าไปในจุดนั้น แล้วมันยังหาเส้นแบ่งไม่ค่อยเก่งแอนเลือกความเป็นเอกลักษณ์ หนูคิดว่าเทรนด์มันก็สนุก มันก็ต้องยอมรับว่าบางทีเราก็อยากลองเล่น เราอยากลองทำ เข้าใจ แต่ในที่สุดจากทุกอย่างที่หนูได้ผ่านมารู้สึกว่าถ้าเราหาอะไรที่มันเป็นของเราและเหมาะกับเรา ยึดสิ่งนั้นไว้ เพราะความต่อเนื่องจะชนะทุกอย่าง มันไม่มีทางลัด โลกนี้หนูรู้สึกไม่มีทางลัดจริง ๆ ถ้าเราพูดถึงความยั่งยืน นั่นคือความเห็นของแอนค่ะ อยากบอกน้องๆสมัยใหม่ว่า ตัวตนของคุณและสิ่งที่คุณมอบให้ มันมากกว่าแค่หน้าตา มากกว่าแค่รูปร่าง และแอนรู้ว่ามันยากแต่เพื่อไม่ให้เราติดกับดักของ Beauty Standards สิ่งที่ทำให้คุณมีเอกลักษณ์จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดที่อยู่ในตัวคุณ เรียนรู้ที่จะเชื่อในตัวเอง เรียนรู้ที่จะเชื่อในความรู้สึกข้างใน เพราะว่าเวลาทั้งหมดมันจะคอยบอกอะไรบางอย่างกับคุณ และดูแลสุขภาพ มั่นใจในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน แต่สุขภาพมันคือเรื่องที่คุณต้องดูแล อย่าไปฟังเสียงวิจารณ์"