"ทรัมป์" ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ซัดผู้พิพากษา “น่าอับอาย” ศาลตัดสินไร้สาระ-ต่อต้านอเมริกา
"ทรัมป์" ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ซัดผู้พิพากษา “น่าอับอาย” ศาลตัดสินไร้สาระ-ต่อต้านอเมริกา
วันที่ 22 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าที่คิดแก่ทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% ในวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูงที่สุดที่มาตรา 122 ในกฎหมายการค้าปี 1974 จะอนุญาต หลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ว่ามาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เรียกจัดเก็บแก่ประเทศคู่ค้าทั่วโลกโดยใช้ กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นการใช้อำนาจเกินหน้าที่ จนทำให้ทรัมป์ออกมาประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายการค้าที่รู้จักกันในชื่อ มาตรา 122
ทรัมป์ โพสต์ว่า จะใช้เวลา 150 วันที่มาตรา 122 จะอนุญาตให้เก็บภาษีดังกล่าวไปกับการออกภาษีนำเข้าอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย รัฐบาลของสหรัฐกำลังพิจารณาที่จะใช้กฎหมายอีก 2 ฉบับที่อนุญาตให้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าแก่ผลิตภัณฑ์บางประการหรือบางประเทศ โดยอ้างอิงจากการสอบสวนด้านความมั่นคงของชาติหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม
การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 15% มาจากการตัดสินใจของรัฐบาลของเขา จากการทบทวนคำตัดสินของศาลสูงสุดที่ไร้สาระ ไม่ถูกต้อง และเป็นคำตัดสินที่ต่อต้านอเมริกา หลังคำตัดสินของศาลสูงสุดมีมติ 6 ต่อ 3 ในการตัดสินว่าการที่ทรัมป์ใช้กฎหมาย IEEPA ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรแก่ประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยไม่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสก่อน ทั้งที่สภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีนั้นว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินหน้าที่ ทรัมป์วิจารณ์ผู้พิพากษาที่โหวตคว่ำมาตรการภาษีของเขาว่าเป็นพวก “คนโง่เขลา” และวิจารณ์ผู้พิพากษา นีล กอร์ซัช และเอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ที่ทรัมป์เป็นคนแต่งตั้งเองว่า “น่าอับอาย” พร้อมกับยืนกรานว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีต่อไป
ขณะนี้ยังคงมีความสับสนว่าการเก็บภาษีนำเข้าล่าสุดนี้จะมีผลเมื่อใด เพราะก่อนหน้านี้ ภาษีนำเข้า 10% จะเริ่มมีผลในวันที่ 24 ก.พ. แต่ยังไม่แน่ชัดว่าภาษีที่ขึ้นเป็น 15% จะเริ่มมีผลในวันเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ มาตรา 122 จะมีอายุแค่ 150 วัน ก่อนที่รัฐบาลจะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเพื่อขยายอายุการเก็บภาษีออกไป แต่กฎหมายนี้ไม่เคยมีการถูกนำมาใช้มาก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายอีกครั้ง