โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | ผู้ไท เมืองแถน บรรพชนต้นทางไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 11.18 น.
ผู้ไทบ้านป่าข่า อ. เขมราฐ จ. อุบลราชธานี

เช็กอิน “บ้านป่าข่า” เยือนถิ่น “ผู้ไท” หนึ่งเดียวในอุบลราชธานี สารคดีในมติชนรายวัน เนื่องในกิจกรรมเปิดบ้านวัฒนธรรมที่วัดบ้านป่าข่าเหนือ ต.หนองสิม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

สารคดีเรื่องผู้ไทในมติชนอ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลชาติพันธุ์ผู้ไทของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นข้อมูลสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่แผ่นดิน ร.3

ผู้ไทพูดตระกูลภาษาไท-กะได หรือไท-ไต มีถิ่นฐานดั้งเดิมในเวียดนามภาคเหนือ บริเวณที่พบวัฒนธรรมดงเซินที่เจริญทางเทคโนโลยีสำริด ต่อเนื่องถึงจีนภาคใต้บริเวณมณฑลกวางสี-จ้วง เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว สมัยนั้นไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต ดังนั้นผู้ไทกับจ้วงเป็นคนกลุ่มเดียวกัน คือ (1.) พูดตระกูลภาษาไท-ไต และ (2.) ชำนาญเทคโนโลยีสำริด

ข้อมูลมานุษยวิทยาโบราณคดีมีมาก แต่นักโบราณคดีมานุษยวิทยาไทยไม่มอง หรือมองไม่เห็น จึงส่งผลให้เรื่องราวของผู้ไทด้วนอยู่แค่ช่วงปลายสุด แต่ตอนต้นสุดไม่พบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของความเป็นผู้ไท หรือไทดำ หรือลาวโซ่ง

หลักฐานจำนวนหนึ่งเชื่อมโยงว่าผู้ไทเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับบรรพชนต้นทางคนไทย ซึ่งผมเคยเขียนนานแล้ว และเคยพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อ พ.ศ.2564 จะสรุปมาแบ่งปันดังต่อไปนี้

ผู้ไท เมืองแถน ต้นทางไทย

ภูไท, ลาวโซ่ง, ไททรงดำ เป็นชื่อเชิงดูถูกใช้เรียกชาวผู้ไทหรือไทดำ ซึ่งโยกย้ายจากที่ห่างไกลเข้ามาตั้งบ้านเรือนในประเทศไทยสมัยกรุงธนบุรีต่อเนื่องถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

แต่คนสมัยนั้นจนถึงสมัยนี้ไม่รู้ความเป็นมาว่าแท้จริงแล้วคนแปลกหน้าไม่รู้หัวนอนปลายตีนเหล่านั้นเป็นใคร? มาจากไหน? จึงได้แต่จำคำบอกเล่าขาดๆ วิ่นๆ อันเนื่องจากการศึกษา “ในระบบ” ของทางการไทยยังยึดถือข้อมูล “ชุดเดิม” ที่คลั่ง “เชื้อชาติไทย” (ซึ่งไม่มีจริงในโลก) จึงไม่พบเรื่องราวของผู้ไทหรือไทดำสมัยดึกดำบรรพ์อย่างเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยในสุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์

สื่อสาขาต่างๆ สมควรทบทวนข้อมูลที่นำเสนอสาธารณะเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย โดยเฉพาะผู้ไทหรือไทดำที่มักเรียกเชิงดูถูกว่า ภูไท, ลาวโซ่ง, ไททรงดำ

ในทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ผู้ไทหรือไทดำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดยาวนานมากกับความเป็นมาตั้งแต่ยังไม่ไทย ของคนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย

ดังนั้นเพื่อความเข้าใจไม่ยุ่งยากจึงควรแบ่งเรื่องราวเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเวลาดั้งเดิมเริ่มแรก และช่วงเวลาหลังกรุงแตกสืบเนื่องถึงปัจจุบัน

สมัยดั้งเดิมเริ่มแรก

ประวัติความเป็นมาของผู้ไทหรือไทดำสมัยดั้งเดิมเริ่มแรก มีเนื้อหาและช่วงเวลา ยืดยาวมากตั้งแต่ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1 จนถึงสมัยอยุธยา ที่ผู้ไทหรือไทดำรวมตัวเป็นบ้านเมืองหรือรัฐขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่า “สิบสองจุไท” ส่วนเนื้อหาก่อนหน้านั้นหลักฐานหาได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่อาจสรุปเบื้องต้นอย่างย่นย่อดังต่อไปนี้

ไทหรือไทดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พูดตระกูลภาษาไท-ไต หรือไท-กะได (ต้นตอรากเหง้าภาษาไทยทุกวันนี้) และอาจพูดตระกูลภาษาอื่นได้อีก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “เยว่” (ร้อยจำพวก) บริเวณ “โซเมีย” หรือที่ราบสูงในหุบเขาทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ และเป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมหลายพันปีมาแล้ว ทางเขตลุ่มน้ำแดง-ดำ บริเวณหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรในปริมณฑลของแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่ดั้งเดิมของภูมิภาคอุษาคเนย์ ทางตอนเหนือของเวียดนาม (เขตวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น) ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องผืนเดียวกับทางใต้ของจีน (เขตวัฒนธรรมกวางสี-จ้วง)

วัฒนธรรมเก่าแก่ดั้งเดิมอุษาคเนย์ทั้งดงเซิน-ซาหวิ่น และกวางสี-จ้วง ได้แก่ นับถือแถนอยู่บนฟ้า หรือผีฟ้า, ความเชื่อเรื่องขวัญ (ไม่รู้จักวิญญาณ), พิธีศพครั้งที่สอง, เครื่องมือเครื่องใช้สำริด เป็นต้น เหล่านี้ต่อมามีความเคลื่อนไหวถูกแพร่กระจายพร้อมตระกูลภาษาไท-ไต ไปทางตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในถึงลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1

เรือนของผู้ไทหรือเรือนโซ่งมีหลังคาโค้งเหมือนครรภ์มารดา เหตุจากคนในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้วมีความเชื่อต่างจากคนปัจจุบัน ดังนี้

การเกิดของคน เมื่อคลอดจากครรภ์มารดา เชื่อว่าได้ตายไปจากท้องของแม่

การตายของคน เมื่อคนตายไป เชื่อว่ากลับไปเกิดใหม่ในท้องของแม่อีกครั้งหนึ่ง

การกลับสู่ครรภ์มารดาอีกแบบหนึ่ง คือมีพิธีกรรมหลังความตายด้วยการเก็บศพหรือเก็บกระดูกใส่ภาชนะดินเผาหรือสำริด แล้วฝังดิน

ภาชนะดินเผาใส่ศพ หรือใส่กระดูกคนตายมีหลายแบบ จำลองจากน้ำเต้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดา แต่ที่พบมากคือแบบทรงกลมและแบบทรงยาว โดยเฉพาะน้ำเต้าทรงยาวมีพัฒนาการถึงทุกวันนี้เป็นโกศ

ครรภ์มารดา จำลองเป็นรูปเรือนปลูกคร่อมหลุมฝังศพ ปัจจุบันเรียก “เฮือนแฮ้ว” หรือ “เฮือนเฮ่ว” หมายถึงคนตายที่ฝังดินอยู่ใต้เรือนนั้นกลับสู่ครรภ์มารดา

เรือนจำลองรูปครรภ์มารดาถูกเรียกนานแล้วจนถึงทุกวันนี้ว่าเรือนหลังคาโค้งเหมือนกระดองเต่า ซึ่งควรเรียกให้ตรงความเชื่อว่า “เรือนหลังคาโค้งเหมือนครรภ์มารดา”

ไม่พบหลักฐานตรงๆ ว่าคนกลุ่มไหนเกี่ยวข้องการเคลื่อนไหวแพร่กระจายวัฒนธรรมเหล่านั้น? แต่พบร่องรอยสำคัญในคำบอกเล่าเชิงสัญลักษณ์เรื่องขุนบรม (วีรบุรุษในตำนานของผู้ไท) ว่าผู้ไทหรือไทดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญกลุ่มหนึ่งในการเคลื่อนไหวโยกย้าย หรือ “แยกครัว” ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในไปลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้น่าเชื่อว่าผู้ไทหรือไทดำมีส่วนสำคัญในการแพร่กระจายภาษาตระกูลไท-ไตและวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่นจากภาคเหนือของเวียดนามเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ภาษาไท-ไตและวัฒนธรรมจาก “โซเมีย” ที่แผ่เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลังผสมกลมกลืนภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น มอญ-เขมร, ชวา-มลายู ฯลฯ ต่อมาแผ่อำนาจการเมืองยึดกุมได้ทั้งหมดของรัฐอยุธยา แล้วเรียกตนเองว่า “ไทย” จากนั้นด้วยผลประโยชน์ดึงดูดคนชาติพันธุ์พูดภาษาต่างๆ พากันพูดภาษาไท-ไตเป็นภาษากลางทางการค้า ครั้นนานไปได้พูดในชีวิตประจำวัน แล้วกลายตนเป็น “ไทย” มีจำนวนส่วนมาก ในที่สุดพากันเรียกรัฐอยุธยาว่า “เมืองไทย” ส่วนกลุ่มไท-ไตทางลุ่มน้ำสาละวินถูกเรียกเป็น “ไทยใหญ่” และกลุ่มไท-ไตทางลุ่มน้ำโขงถูกเรียกเป็น “ไทยน้อย” (กลุ่มไทน้อยมีพื้นที่และเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้ไทหรือไทดำเมืองแถน)

ผู้ไทหรือไทดำได้ผสมกลมกลืนเป็นไทยหรือคนไทยของรัฐอยุธยาจนหาไม่พบตัวตนเดิมด้วยตาเปล่า แต่มีร่องรอยหลายอย่างตกค้างในวัฒนธรรมอยุธยา ได้แก่ ความเชื่อเรื่องแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ระบบศักดินา, บทสั่งเสียในนิราศ เป็นต้น

1.ความเชื่อเรื่องแถน พบในโองการแช่งน้ำ เรียกพระพรหมว่า “ขุนแผน” ซึ่งเป็นคำกลายจากแถน (รายละเอียดเรื่องนี้มีในหนังสือ โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2547)

2.ความเชื่อเรื่องขวัญ ขับลำคำคล้องจองคลอด้วยเสียงแคนในพิธีเรียกขวัญและส่งขวัญ พบหลักฐานเก่าสุดจากลายเส้นบนเครื่องมือสำริดราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม (รายละเอียดเรื่องนี้มีในหนังสือ ขวัญเอ๋ย ขวัญมาจากไหน? สำนักพิมพ์นาตาแฮก พ.ศ. 2562)

3.ระบบศักดินา มีต้นตอจากจำนวนที่นาบอกความมีอำนาจในชุมชนดั้งเดิม ใครมีที่นามากก็มีอำนาจมาก พบร่องรอยจากกฎมณเฑียรบาล และตำแหน่งราชการตราไว้ในกฎหมายสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งบางส่วนเป็นมรดกตกทอดสืบจากผู้ไทหรือไทดำ ได้แก่ การนับยศจากจำนวนที่นา เช่น ร้อยนา, พันนา, หมื่นนา, แสนนา ฯลฯ มีลักษณะอย่างเดียวกับผู้ไทหรือไทดำ เรียก สิบนา, ฮ้อยนา, พันนา, หมื่นนา, แสนนา, ล้านนา (จากภาคผนวกเรื่อง “ข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ในหนังสือ โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2524 หน้า 307-321)

4.บทสั่งเสียในนิราศ พบต้นตออยู่ในจารีตของผู้ไทหรือไทดำ มีประเพณีขับลำส่งขวัญคนตายไปสู่โลกหลังความตาย เก่าสุดราว 2,500 ปีมาแล้ว สมัยหลังจากนั้นปรับเป็นบทสั่งเสียสั่งลาคนรักเมื่อต้องพลัดพรากจากกัน [ดูในหนังสือ จากรักโรแมนติก สู่การต่อสู้ทางชนชั้น ของ ยุกติ มุกดาวิจิตร พิมพ์โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561]

สมัยหลังกรุงแตก

ผู้ไท หรือ ไทดำ มีรัฐของตนเองสืบเนื่องนานมาแล้วชื่อสิบสองจุไท (หมายถึงสิบสองเมืองซึ่งเป็นเครือข่ายเครือญาติกับสิบสองพันนา ที่มณฑลยูนนาน ทางใต้ของจีน) อยู่ในหุบเขาขนาดกะทัดรัดหลายหุบต่อเนื่องกัน โดยจำยอมอยู่ในความคุ้มครองของรัฐใหญ่กว่าที่อยู่รอบๆ ได้แก่ รัฐล้านช้าง, รัฐจีน, รัฐญวน เป็นต้น

ครั้นหลังเสียกรุงไม่นานเมื่อกรุงธนบุรีตั้งหลักขึ้นใหม่ ได้ขยายอำนาจถึงเมืองหลวงพระบางของรัฐล้านช้าง ครั้งนั้นกวาดต้อนผู้ไทหรือไทดำ (จากลุ่มน้ำแดง-ดำในเวียดนาม) ผ่านทางหลวงพระบางไปตั้งบ้านเรือนอยู่เมืองเพชรบุรี

ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้ชาวผู้ไทหรือไทดำเพิ่มเข้ามาอีก แล้วทยอยตามเข้ามาหลายครั้ง ขณะเดียวกันบางกลุ่มพากันหนีความขัดแย้งทางการเมืองในเวียดนามเข้าไปทางเขตลุ่มน้ำโขงในลาว เมื่อมีช่องทางก็ทยอยข้ามแม่น้ำโขงไปตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนในอีสาน ซึ่งพบหลักฐานตรวจสอบได้และเป็นที่รับรู้ทั่วไป

ไทยในกรุงเทพฯ สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รับรู้เรื่องราวของผู้ไทหรือไทดำว่ามาจากลาวโดยผ่านหลวงพระบาง เลยเข้าใจว่าเป็นลาวทั่วไปจึงเรียกเชิงดูถูกว่า “ลาวทรงดำ” กับ “ลาวทรงขาว” (อยู่ในหนังสือ นางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ แต่งสมัย ร.3) น่าจะเป็นต้นเรื่องทำให้เรียกต่อมาอย่างเหยียดๆ ว่า “ลาวซ่ง” แล้วทุกวันนี้กลายเป็น “ลาวโซ่ง” บ้าง “ไททรงดำ” บ้าง รวมถึง “ภูไท” หมายถึงชาวเขาชาวป่าดง

“ไทย” มีต้นตอจาก “ไท” เมืองแถน

คำว่า “ไทย” ที่พบครั้งแรกๆ ราว 800 ปีมาแล้วบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาในประเทศไทย มีต้นตอจากคำว่า “ไท” แห่งสิบสองจุไท ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนามเหนือ ที่เคลื่อนไหวไปมาตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในนับพันๆ ปีมาแล้ว

คนไทยและเมืองไทย ได้คำว่า “ไทย” มาจากคำว่าไท แปลว่า คน หรือ ชาว เช่น ไทโคราช หมายถึงคนโคราช หรือชาวโคราช

คำว่า ไท ถูกจัดไว้ในตระกูลภาษาไท-ไต (หรือไท-กะได) มีหลักแหล่งเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณ “โซเมีย” แถบมณฑลกวางสี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนต่อเนื่องกับทางตอนเหนือของเวียดนาม จากนั้นมีความเคลื่อนไหวและโยกย้ายไปมาตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ถึงลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 2,500 ปีมาแล้ว

รัฐอยุธยาบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีคำว่า ไท โดยรับการแพร่กระจายจากภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ทางตอนเหนือของเวียดนาม พบร่องรอยอยู่ในคำบอกเล่าเก่าแก่เรื่อง ขุนบรม ซึ่งเป็นวีรบุรุษในตำนานของผู้ไท หรือไทดำ มีศูนย์กลางอยู่เมืองแถน (ปัจจุบันเรียกเป็นภาษาเวียดนามว่าเดียนเบียนฟู) นอกจากนั้นยังพบหลักฐานอีกหลายอย่างว่า รัฐอยุธยามีวัฒนธรรมร่วมผู้ไท ได้แก่ ความเชื่อเรื่องแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ระบบศักดินา, บทสั่งเสียในนิราศ เป็นต้น

คนในรัฐอยุธยาบางกลุ่มตั้งแต่สมัยแรกพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกตนเองว่า “ไท” ต่อมาด้วยความนิยมในภาษาบาลี-สันสกฤต ที่มากับศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผลักดันให้คำว่า ไท ถูกจับบวชเป็นบาลีว่า เทยฺย แล้วสะกดกลายรูปว่า “ไทย” สืบมาจนทุกวันนี้

ออกเสียงภาษาไทยต่างกัน

ผู้ไท หรือไทดำ พูดตระกูลภาษาไท-ไต ออกเสียงตรง คือ ท ออกเสียงว่า ท. ดังนั้น ไท ออกเสียงว่า ไท เป็นต้นทางให้สมัยอยุธยาตอนต้นพบชื่อคนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย

คนพูดภาษาไทย (ในตระกูลภาษาไท-ไต) ออกเสียงของคำว่าไท, ไทย ต่างกันเป็น 2 สำเนียง คือ ไท และ ไต โดยสรุปจากหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 549-550) ดังนี้

1.พวกใช้เสียงตรง คือ ท เป็น ท. ออกสำเนียง ไท ว่า ไท ได้แก่ ชาวไทย ภาคกลาง, ภาคอีสาน, ภาคใต้ ชาวลาว ลาวเหนือ, ลาวกลาง, ลาวใต้ ชาวผู้ไท สิบสองจุไท เวียดนามเหนือ

2.พวกใช้เสียงต่าง คือ ท เป็น ต. ออกสำเนียง ไท ว่า ไต ได้แก่ ชาวไทยภาคเหนือ, ชาวลื้อ สิบสองพันนา ในจีน, และแขวงพงสาลี ในลาว, ชาวไทใหญ่ ใน พม่า จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่า “ภาษาของเขาใช้ ต (non-aspirated หรือ สิถิล) แทนเสียง ท (aspirated หรือ ธนิต) หมดเกือบทุกคำ เช่น ทาง เป็น ตาง, ทาน เป็น ตาน, ท้าว เป็น ต้าว ฯลฯ”

[ผู้ไท หรือไทดำ ลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนามปัจจุบัน มีทั้งสองพวกผสมกลมกลืนอยู่ด้วยกัน ได้แก่ พวกใช้เสียงตรง ออกสำเนียงไทว่า ไท และพวกใช้เสียงต่าง ออกสำเนียงไทว่า ไต]

ก่อนเป็น “ไทย”

ก่อนสมัยอยุธยาไม่พบหลักฐานโดยตรงชื่อเรียกตนเองว่า ไทย หรือคนไทย แต่เพิ่งพบสมัยหลังดังหลักฐานความเป็นมาต่อไปนี้

1.คนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย ชื่อเหล่านี้พบเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก หรือเก่าสุดในบันทึกของลาลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศส) เข้าไปอยุธยาในแผ่นดินพระนารายณ์เมื่อ พ.ศ. 2230-2231 (แปลเป็นภาษาไทย โดย สันต์ ท. โกมลบุตร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 หน้า 27-29)

ลาลูแบร์บอกว่าชาวสยามในอยุธยาเรียกตนเองว่าไทย และเรียกอยุธยา (ประเทศ หรือราชอาณาจักร) ว่าเมืองไทย ส่วนไทยมี 2 พวก คือ ไทยน้อยกับไทยใหญ่ หลักฐานสมัยหลังจนทุกวันนี้ที่รับรู้เป็นสากลว่าไทยใหญ่อยู่ลุ่มน้ำสาละวิน (บางทีเรียกลาวพุงดำ เพราะมีลายสักสีดำรอบพุง) ไทยน้อยอยู่ลุ่มน้ำโขง (บางทีเรียกลาวพุงขาว เพราะไม่มีลายสักสีดำรอบพุง)

2.ชื่อเหล่านี้ คนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย ไม่เคยพบเป็นลายลักษณ์อักษรในที่อื่นก่อน พ.ศ. 2230 ไม่ว่าในกรุงสุโขทัย, กรุงสุพรรณภูมิ หรือเมืองไหนๆ ในสุวรรณภูมิหรือในอุษาคเนย์ (“เมืองไท” คำนี้มีในจารึกพ่อขุนรามคำแหง แต่มีอายุสมัยหลังเพราะเป็นวรรณกรรมแผ่นดิน ร.3 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์)

หมายความว่านับพันๆ ปีก่อน พ.ศ. 2230 มีคนพูดตระกูลภาษาไท-ไต กระจายทั่วไปใน “โซเมีย” ทางตอนใต้ของจีน แต่คนเหล่านั้นไม่เรียกตนเองว่าคนไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย และไม่เรียกประเทศตนเองว่าเมืองไทย เพราะคนพูดตระกูลภาษาไท-ไตเหล่านั้น เรียกตนเองด้วยชื่อต่างๆ ได้แก่ จ้วง, ต้ง, นุง, ผู้ไท, ไทดำ, ไท ขาว, ไทแดง, ลาว, ลื้อ, คำตี่ เป็นต้น เรียกประเทศของตนตามชื่อต่างๆ ได้แก่ เมือง แถน, เมืองหม้วย, เมืองไล, เมืองพวน, เมืองเชียงขวาง, เมืองเวียงจันท์, เมืองเชียงรุ่ง, เมืองเชียงตุง, เมืองแสนหวี, เมืองเขิน, เมืองยอง เป็นต้น

3.คนไทยในรัฐอยุธยาเป็นไทยน้อย (มีบอกตรงๆ ในบันทึกลาลูแบร์) ซึ่งมีหลักแหล่งทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำโขง แล้วกระจายกว้างขวางต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันถึงสิบสองจุไท (ตามคำบอกเล่าในตำนานเรื่องขุนบรม) อันเป็นถิ่นฐานเดิมของผู้ไท หรือไทดำ เมืองแถน

4.“เมืองไท” เป็นชื่อเรียกชุมชนขนาดใหญ่ หมายถึงเมืองของกลุ่มคนไท ตามประเพณีของผู้ไท หรือไทดำแห่งสิบสองจุไท (ในเวียดนามเหนือ) จิตร ภูมิศักดิ์ บอกไว้ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 607-608) แม้หลักฐานที่พบจะเป็นสมัยหลัง แต่แสดงความสืบเนื่องจากประเพณีดั้งเดิมอันเป็นต้นแบบให้คนไทยสมัยรัฐอยุธยาใช้เรียกอยุธยาว่า “เมืองไทย”

ไม่อิสรเสรี

ไท หรือไต เป็นชื่อของสิทธิ (หรืออภิสิทธิ์) ทางเศรษฐกิจ, การเมือง, และสังคม ที่ได้รับจากเมืองหรือสังคม เป็นสิ่งที่มีทุกชาติพันธุ์ (หรือทุกชาติภาษา) ในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (หรือสุวรรณภูมิ) เช่น เป็นไท หรือไต เท่ากับเป็นคน ไม่ใช่ผีหรือสัตว์ จึงมีสิทธิ์ใช้น้ำจากแหล่งน้ำและลำธารเพื่อทำนาทดน้ำเหมือนไท-ไตอื่นๆ เป็นต้น

ไท หรือไต แปลว่า คน หรือชาว ในสังกัดของเมืองหรือสังคม ซึ่งเท่ากับเป็นไพร่ (ในบางกลุ่มชนสมัยหลังๆ หมายถึงทาส) ย่อมไม่มีอิสรเสรี ไม่เป็นเอกเทศ

ราวหลัง พ.ศ. 2400 โดยอำนาจทางความรู้ของนักค้นคว้าชาวยุโรป ไท-ไตจึงเป็นชื่อเชื้อชาติ, ชนชาติ คนสมัยหลังก็รับรู้ตามตะวันตก แล้วไม่รู้ความหมายเดิม เลยทำให้ประวัติศาสตร์ไทยเป็นนิยาย [เก็บความโดยสรุปมาเรียบเรียงใหม่จากข้อเขียนของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร]

เมืองแถน (เวียดนาม) ถึงเมืองไทย (อยุธยา)

ผู้ไท หรือไทดำ มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญมากในความเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาของภาษาละวัฒนธรรมไท-ไตจากเมืองแถน (ในเวียดนาม) ถึงเมืองไทย (รัฐอยุธยา) ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป (ทางบก) พบหลักฐานเป็นร่องรอยอยู่ในความทรงจำ คำบอกเล่ารูปตำนานนิทานเรื่องขุนบรม เป็นที่รู้จักกว้างขวางทั่วไปในกลุ่มคนลุ่มน้ำโขงต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำแดง-ดำ

เส้นทาง (ในความทรงจำเรื่องขุนบรม) เหล่านั้นไม่ระบุตายตัวเรื่องยุคสมัย แท้จริงแล้วคือเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีปตั้งแต่สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงสมัยหลังๆ โดยเฉพาะสมัยการค้าสำเภากับจีนราวหลัง พ.ศ. 1500 พบหลักฐานการเคลื่อนไหวโยกย้ายของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในลงลุ่มน้ำท่าจีน ทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เนื้อหาเรื่องขุนบรมและลูกชายทั้ง 7 คน ล้วนสมมุติขึ้นทั้งหมด แต่ตำแหน่งบ้านเมืองและชื่อบ้านนามเมืองอาจใกล้เคียงความจริงตามภูมิประเทศที่เป็นจริงบริเวณ “โซเมีย” ตั้งแต่มณฑลกวางสี-จ้วง ทางตอนใต้ของจีน ต่อเนื่องพื้นที่เดียวกันกับวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น ทางตอนเหนือของเวียดนาม แล้วเคลื่อนไหวโยกย้ายไปตามเส้นทางบกถึงลุ่มน้ำโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าดินแดนภายใน เชื่อมโยงทางใต้ของจีนกับดินแดนคาบสมุทรระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเมื่อเรือน พ.ศ. 1

หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี

หลักฐานสนับสนุนเท่าที่พบมีหลายอย่าง แต่อย่างสำคัญมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งในไทยและในเวียดนาม (รวมภาคใต้ของจีน) ได้แก่ พูดตระกูลภาษาไท-ไต, นับถือแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ทำนาทดน้ำ, ประเพณีทำศพครั้งที่ 2, เทคโนโลยีโลหะสำริด เป็นต้น

เทคโนโลยีโลหะสำริดเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะจากการขุดค้นทางโบราณคดีโนนหนองหอ (บ้านนาอุดม ต. นาอุดม อ. นิคมคำสร้อย จ. มุกดาหาร) ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ มีรูปแบบคล้ายคลึงใกล้เคียงอย่างเดียวกับที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น จากเวียดนามเหนือ (เอกสาร โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ไม่บอกปีที่พิมพ์) ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณหลักแหล่งของผู้ไท หรือไทดำ ลุ่มน้ำแดง-ดำ

[นอกจากนั้นยังมีเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่งจากทางใต้ของจีนกับทางเหนือของเวียดนามเข้าถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงพบวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น เช่น เครื่องรางรูปสัตว์มีสองหัวเรียก “ลิง-ลิง-โอ” ในเขตเมืองอู่ทอง ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (ดูในหนังสือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทอง โดย ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก 2549 หน้า 77)]

ความทรงจำเรื่องขุนบรม

ขุนบรมเป็นทายาทแถนอยู่เมืองแถน ต่อมามีลูกชาย 7 คน เมื่อโตขึ้นได้แยกย้ายไปก่อบ้านสร้างเมืองเป็นเครือญาติพี่น้อง 7 แห่ง ได้แก่ 1. เมืองหลวงพระบาง ในลาว (โดยขุนลอ) 2. เมืองหอแต สิบสองพันนา ในจีน (โดยยี่ผาลาน) 3. เมืองแกวช่องบัว ในเวียดนาม (โดยสามจูสง) 4. เมืองยวนโยนก ลุ่มน้ำกก-อิง-โขง ในไทย (โดยไสผง) 5. เมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในไทย (โดยงั่วอิน) 6. เมืองคำเกิด ลุ่มน้ำโขง ในลาว (โดยลกกลม) 7. เมืองพวน แขวงเชียงขวาง ในลาว (โดยเจ็ดเจือง)

ในดินแดนประเทศไทยมี 2 เมืองเชื้อสายขุนบรมซึ่งมีความสัมพันธ์ผันแปรทั้งเครือญาติใกล้ชิดและคู่สงครามต่อเนื่องยาวนาน ได้แก่ 1. เมืองยวนโยนก ต่อไปคือ รัฐล้านนา และ 2. เมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ ต่อไปคือ รัฐอยุธยา ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ทั้งเชิงเครือญาติและเชิงศัตรูกับเมืองเชื้อสายขุนบรมที่อยู่ในเขตลาว คือ เมืองหลวงพระบาง ความสัมพันธ์เหล่านี้มีให้เห็นเป็นสัญลักษณ์อยู่ในวรรณกรรมสำคัญเรื่องขุนช้างขุนแผน เกี่ยวข้องหมดทุกเมืองทั้งอยุธยา, ล้านนา, หลวงพระบาง

“ขุนบรม” เป็นคำเรียกอย่างไทย แต่ลาวเรียก ขุนบูลม, ขุนบูฮม ได้รับยกย่องเป็น “วีรบุรุษในตำนาน” ของคนลุ่มน้ำโขง กับลุ่มน้ำแดง-ดำ ขุนบรมเป็นทายาทแถน มีศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์อยู่เมืองแถน (ปัจจุบันมีชื่อภาษาเวียดนามว่า “เดียนเบียนฟู”) ลุ่มน้ำแดง-ดำ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ติดพรมแดนลาวทางแขวงหลวงพระบาง-แขวงพงสาลี-แขวงซำเหนือ

เมืองแถน เป็นเมืองลาวเก่า มีบอกในตำนานหรือนิทานเรื่องขุนบรม ตอนหนึ่งมีความว่า “—–พระยาผีแถน จักให้ท้าวขุนบรมลงมาเกิดในเมืองลาวเก่า—–” เท่ากับเป็นหลักฐานว่าลาวล้านช้าง (หลวงพระบาง) และลาวล้านนา (ในโยนก) มีบรรพชนอยู่เมืองแถน เดิมเรียกนาน้อยอ้อยหนู [เมืองแถน บางแห่งว่าเมืองแถง ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเสียง ง กับเสียง น เลื่อนสลับกันได้] จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือสังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา (พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พ.ศ. 2547 หน้า 317) มีความว่า “เมืองแถน คือเมืองที่มักเรียกตามภาษาเวียดนามว่าเดียนเบียนฟู อยู่ในเขตเวียดนามเหนือติดชายแดนลาวแขวงซำเหนือ (หัวพัน) และเป็นที่อยู่ของไทดำ หรือผู้ไทดำบัดนี้ (คำว่า แถน นี้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมือง หรือเป็นชื่อปู่แถนย่าแถน หรือพญาแถน พวกฝรั่งรุ่นเก่าเรียกเพี้ยนเป็น Thaeng-แถง หมดทุกแห่ง. ไทยเราเรียนเรื่องของไทยและลาวจากตำราฝรั่ง จึงพลอยเรียกเป็นเมืองแถงไปด้วย ทั้งๆ ที่ในภาษาลาวและไทดำที่แท้จริงนั้นเรียกว่า แถน.)”

แถน คือขุนแผน บริเวณภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกแถนด้วยสำเนียงกลายเป็นไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า “ขุนแผน” หมายถึงพระพรหม มีในโองการแช่งน้ำ ตอนพระพรหมตรวจภูมิสถานเมื่อมีแผ่นดินเกิดใหม่หลังไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกว่า “ขุนแผน แรกเอาดิน ดูที่” จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือโองการแช่งน้ำว่ายุคแรกๆ พวกไทยยังไม่คุ้นชื่อเทวดาที่เรียกด้วยภาษาสันสกฤต จึงเอาคำไท-ไตดั้งเดิมที่คุ้นเคยมาใช้เรียกแทน

แถน (ผู้รู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน อธิบายว่ามีรากจากคำจีนว่า เทียน แปลว่า ฟ้า)หมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งถือเป็นบรรพชนของผู้ไท และคนในตระกูลไท-ไตทั้งหลาย บางทีเรียกผีฟ้า, เจ้าฟ้า เพราะเชื่อว่าสิงอยู่บนฟ้า เป็นเจ้าใหญ่ของท้องฟ้า แล้วเชื่ออีกว่าเป็นผู้ควบคุมน้ำที่มีบนฟ้าซึ่งปล่อยให้ตกลงมาเป็นฝน จึงมีนิทานจุดบั้งไฟขอฝนบนฟ้าจากแถน

ผู้ไท “ชาวสยาม” ลุ่มน้ำโขง-เจ้าพระยา

ผู้ไทเมืองแถนในเวียดนาม มีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวสยามใน “เสียมกุก” (ภาพสลักที่ประสาทนครวัด) ทั้งในแง่ภาษาพูดและวัฒนธรรมผ้านุ่ง

ชาวสยามเป็นพวก “ไม่ไทย” เพราะชาวสยามไม่เรียกตนเองว่าไทย แต่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารกับคนต่างภาษา ซึ่งมีเหตุจากชาวสยามประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” มีภาษาพูดของใครของมันที่มักสื่อกันไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่องทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีภาษากลาง ได้แก่ ภาษาไทย (ต้นตอจากตระกูลไท-ไต) อันเป็นที่รับรู้กว้างขวางมานานแล้วว่าง่ายที่สุดในการใช้งานสื่อสาร เมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ ที่มีในสมัยนั้น และเป็นภาษาพูดที่แพร่หลายจากลุ่มน้ำแดง-ดำในเวียดนามซึ่งเป็นหลักแหล่งของผู้ไทเมืองแถน ซึ่งมีพรมแดนติดกันอย่างต่อเนื่องถึงบริเวณมณฑลกวางสีทางภาคใต้ของจีน

สยาม หมายถึงบริเวณลุ่มน้ำ เป็นชื่อเรียกสถานที่ จึงไม่ใช่ชื่อเรียกกลุ่มคนหรือประชาชนที่นั่น ถ้าจะเรียกกลุ่มคนหรือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สยามโดยไม่จำกัดชาติพันธุ์ต้องเรียก “ชาวสยาม”

คำว่า สยาม มีรากจากคำพื้นเมืองบริเวณลุ่มน้ำสาละวิน-ลุ่มน้ำโขง ว่า ซำ หรือ ซัม หมายถึงพื้นที่มีน้ำพุหรือน้ำผุดจากใต้ดิน ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกน้ำซับน้ำซึม ครั้นนานปี (หรือนานเข้า) น้ำเหล่านั้นไหลนองเป็นหนองหรือบึงขนาดน้อยใหญ่ กลายเป็นแหล่งปลูกข้าว ในที่สุดทำนาทดน้ำ ผลิตข้าวได้มากไว้เลี้ยงคนจำนวนมาก ทำให้ชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกเมื่อติดต่อชุมชนห่างไกลก็เติบโตเป็นเมือง, รัฐ, อาณาจักร

“เสียมกุก” ขบวนเกียรติยศ

1.“เสียมกุก” ภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด หมายถึงพวกสยามกลุ่มแรกรวมกันเป็นรัฐ ซึ่งในที่นี้คือชาวสยาม (เสียม เป็นคำกลายจากสยาม, กุก เป็นอักขรวิธีแบบเขมร อ่าน หมายถึง แรก, ต้น)

ภาพสลัก “เสียมกุก” เป็นสัญลักษณ์ขบวนเกียรติยศของกลุ่มเครือญาติใกล้ชิดพระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2 ในพิธีกรรมสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น พิธีสถาปนาเป็นพระวิษณุสถิตบรมวิษณุโลก) ซึ่งเท่ากับ “เสียมกุก” ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล เป็นเครือญาติใกล้ชิดพระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2 เช่นดียวกับขบวนละโว้และขบวนพิมาย (ซึ่งเป็นภาพสลักถัดไป) ล้วนเป็นเครือญาติใกล้ชิด

2. ชาวสยามในภาพสลัก “เสียมกุก” มีหลักแหล่งสำคัญอยู่ลุมน้ำมูล-ชี และบริเวณสองฝั่งโขงที่มีศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ (ตามคำอธิบายของ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม) แต่ “เสียมกุก” เคยมีนักปราชญ์อธิบายเป็นอย่างอื่นมาก่อน ดังนี้

(1.) นักปราชญ์ชาวยุโรปอธิบายว่า “เสียมกุก” หมายถึง กองทัพสยามจากรัฐสุโขทัยที่ถูกอาณาจักรกัมพูชาเกณฑ์ไปช่วยรบกับจามปา (อยู่ในเวียดนาม) เพราะเชื่อว่า “เสียม” คือ สยาม เป็นชื่อเรียกรัฐสุโขทัย แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุน เรื่องแรก “เสียมกุก” เป็นภาพสลักถูกทำขึ้นราว พ.ศ. 1650 ยังไม่มีรัฐสุโขทัย เนื่องจากพบหลักฐานว่ารัฐสุโขทัยสถาปนาขึ้นหลักจากนั้นเกือบ 100 ปี และเรื่องหลัง “เสียม” หรือ “เสียน” เป็นคำจีนในเอกสารจีนเรียกสยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ไม่ใช่รัฐสุโขทัย

(2.) จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า “เสียมกุก” หมายถึงสยามแห่งลุ่มน้ำกก จ. เชียงรายแต่บริเวณลุ่มน้ำกก เมื่อ พ.ศ. 1650 (ช่วงเวลาทำภาพสลักปราสาทนครวัด) ไม่พบหลักฐานเป็นบ้านเมืองใหญ่โตระดับรัฐ และกว่าจะเติบโตมีบ้านเมืองประกอบด้วยคูน้ำคันดินมั่นคงแข็งแรงก็หลังจากนั้นอีกนานเกือบ 100 ปี (ดูในบทความเรื่อง “ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม” ของ ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ในหนังสือ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534 หน้า 118-127)

สยามลุ่มน้ำโขง ถึงท่าจีน-เจ้าพระยา

ผู้ไทเป็นกลุ่มคนพูดภาษาไทยในชีวิตประจำวัน มีส่วนสำคัญในความเป็นชาวสยาม ทั้งนี้ เพราะมีการเคลื่อนไหวไปมาบนเส้นทางการค้าดินแดนภายในจากลุ่มน้ำแดง-ดำสู่ลุ่มน้ำโขง มีเมืองสำคัญอยู่หลวงพระบาง (ตำนานขุนบรมบอกไว้) ติดต่อค้าขายกับเมืองเวียงจันท์ (ความทรงจำอยู่ในพงศาวดารล้านช้างเรื่องนายจันทพานิช ถ่อเรือขึ้นล่องตามแม่น้ำโขงเพื่อค้าขายระหว่างหลวงพระบาง-เวียงจันท์)

ชาวสยามลุ่มน้ำโขง (โดยผู้ไทและชาติพันธุ์อื่นๆ) มีเครือข่ายเป็นชาวสยามลุ่มน้ำท่าจีน-เจ้าพระยาและบริเวณคาบสมุทร แล้วมีหนาแน่นขึ้นเมื่อหลังจีนค้าสำเภาถึงอ่าวไทย และหนุนรัฐสุพรรณภูมิคุมการค้าข้ามคาบสมุทร พบในเอกสารจีนเรียกเสียน หรือเสียม มีศูนย์กลางอยู่เมืองสุพรรณ, เมืองเพชรบุรี, เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมามีอำนาจยึดครองรัฐอยุธยาแล้วสถาปนาภาษาไทยเป็นภาษาราชการ (ส่วนภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์) เอกสารยุโรปเรียก “ราชอาณาจักรสยาม”

สำเนียงสองฝั่งโขง เป็นต้นตอสำเนียง “เหน่อ” ทั้งนี้สืบเนื่องจากชาวสยาม “เสียมกุก” บริเวณลุ่มน้ำมูลและเวียงจันท์ถึงหลวงพระบางพูดภาษาไทย (เป็นภาษากลาง) ด้วยสำเนียงสองฝั่งโขงสมัยนั้นซึ่งน่าจะเป็นต้นตอสำเนียง “เหน่อ” ของภาคกลางเมื่อภาษาไทยของชาวสยามสองฝั่งโขงเคลื่อนที่ตามเส้นทางคมนาคมการค้าภายในถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเป็น “สำเนียงโคราช” เมื่อเคลื่อนไปทางต้นน้ำมูล แล้วแพร่กระจายลงบริเวณคาบสมุทรถึงภาคใต้เป็น “สำเนียงใต้”

“เสียมกุก” นุ่งผ้าแบบผู้ไท

ชาวสยามในภาพสลัก “เสียมกุก” นุ่งผ้าผืนพันรอบตัวเหมือนนุ่งโสร่งโดยให้เชิงผ้าข้างล่างผายเล็กน้อยแบบผ้านุ่งผู้ไท เรื่องนี้จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519 หน้า 130-150) ส่วนผู้รู้เรื่องผู้ไทเขาย้อย เพชรบุรี บอกว่าโดยทั่วไปในปัจจุบันหญิงผู้ไทนุ่งผ้าซิ่น “ลายแตงโม” ปล่อยชายผ้าย้วยด้วยการนุ่งแบบหน้าสั้น หลังยาว

การนุ่งผ้าแบบผู้ไทมีรากเหง้าต้นตอพบหลักฐานลายสลักบนเครื่องมือสำริดรูปช่างขับช่างแคนหมอลำหมอแคน นุ่งผ้าปล่อยยาวทิ้งชายผ้าสองข้างอย่างเดียวกันทั้งหญิงชายโดยไม่แบ่งเพศทำท่าฟ้อนแคนในวัฒนธรรมดองซอน (เวียดนาม) 2,500 ปีมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนสนับสนุนว่าผู้ไทเมืองแถนเป็นส่วนหนึ่งของชาวสยามใน “เสียมกุก” และใน “ราชอาณาจักรสยาม”

“ขุนบรม” วีรบุรุษในตำนานของผู้ไท

ผู้ไทจากเมืองแถน (เวียดนาม) เป็นบรรพชนต้นทางคนไทยในเมืองไทย (คือรัฐอยุธยา) พบเบาะแสเค้ามูลอยู่ในลาวเมื่อพวกผู้ไทโยกย้ายจากเมืองแถนไปตั้งหลักแหล่งอยู่แขวงซำเหนือ (ใกล้แขวงหลวงพระบาง ในลาว) ถูกพวกลาวนับเป็นไทย คือไม่นับเป็นลาว ข้อมูลนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ บอกเล่าไว้ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2547 หน้า 352-353)

ผู้ไทถูกลาวนับเป็นไทยแต่ไม่นับเป็นลาว มีเหตุสำคัญอย่างหนึ่งจากความแตกต่างของการ “นับโคตร” สืบตระกูล กล่าวคือ ผู้ไทสืบตระกูลสายพ่อแล้วยกเพศชายเป็นใหญ่ มีอำนาจเหนือหญิง ส่วนลาวสืบตระกูลสายแม่แล้วยกเพศหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจเหนือชาย เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ชี้ว่าประเพณีนับโคตรสืบตระกูลของฝ่ายลาวยังมีลักษณะดั้งเดิม ส่วนฝ่ายผู้ไทก้าวพ้นไปแล้วจากลักษณะเดิม

ผู้ไทมีหลายกลุ่มได้แก่ ผู้ไทดำ, ผู้ไทขาว, ผู้ไทแดง (หรือไทดำ, ไทขาว, ไทแดง) ต่างเรียกตนเองตามชื่อแยกแต่ละกลุ่ม แต่เรียกอย่างรวมๆว่าผู้ไท โดย “ไม่ลาว” คือไม่นับตนเองเป็นลาว (เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ยังมีผู้ไทรุ่นเก่า อ. เขาวง จ. กาฬสินธุ์ นับตนเองเป็นผู้ไท หรือไทย “ไม่ลาว” แต่ผู้ไทรุ่นปัจจุบันเชื่อว่าผู้ไทโยกย้ายจากฝั่งลาวไปตั้งหลักแหล่งในอีสาน จึงนับเป็นลาว ครั้นนานไปต่างยอมรับความเป็นลาวสืบจนทุกวันนี้)

การเรียกตนเองว่าผู้ไทกับถูกลาวนับเป็นไทยสืบมาแต่ดั้งเดิม น่าจะขับเน้นคำว่า ไท, ไทย เป็นที่รับรู้กว้างขวางทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อราวพันปีมาแล้วหรือมากกว่านั้น ต่อมาได้หล่อหลอมเรียกตนเองว่าไทย แล้วมีชื่อเรียกต่างๆ ได้แก่ คนไทย, เมืองไทย, ไทยใหญ่, ไทยน้อย

วีรบุรุษในตำนานของผู้ไทคือขุนบรม เป็นที่มาของนามบรมราชา วงศ์กษัตริย์ปกครองรัฐสุพรรณภูมิและรัฐอยุธยา ขณะเดียวกันลูกชายคนที่ 5 ของขุนบรมมีชื่อตัวว่าอิน หรืออินทร์ (แต่ในตำนานเรียกงั่วอิน คำว่า งั่ว แปลว่าลูกชายคนที่ 5) เป็นที่มาของนามอินทราชาหรือเจ้านครอินทร์ ตำแหน่งโอรสกษัตริย์รัฐสุพรรณภูมิและต่อไปได้เป็นกษัตริย์รัฐอยุธยา

วีรบุรุษในตำนานของผู้ไท มีสาระสำคัญโดยย่อว่าชื่อขุนบรมเป็นทายาทแถน ต่อมาขุนบรมมีลูกชาย 7 คน เมื่อโตขึ้นได้แยกย้ายไปสร้างบ้านแปลงเมือง มี 7 เมือง ล้วนมีความสัมพันธ์เป็นเมืองเครือญาติกัน โดยลูกชายคนที่ 5 ชื่องั่วอินไปสร้างเมืองอโยธยา

ตำนานวีรบุรุษเป็น “นิยายปรัมปรา” ซึ่งจะถือเป็นจริงตามนั้นทั้งหมดมิได้ แต่เลือกใช้งานได้เท่าที่พบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีรองรับสนับสนุน โดยเฉพาะเป็นเครื่องบอกทิศทางความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ การเคลื่อนไหวของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต จากบริเวณ “โซเมีย” ทางลุ่มน้ำแดง-ดำ ในเวียดนามเหนือต่อเนื่องมณฑลกวางสีทางภาคใต้ของจีน ลงสู่ลุ่มน้ำโขง, สาละวิน, เจ้าพระยา แล้วเป็นต้นทางของชื่อไทย, คนไทยมีครั้งแรกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

บรมราชา ขุนหลวงพะงั่วเป็นเจ้าเมืองรัฐสุพรรณภูมิ (พะงั่ว กร่อนคำจากพ่องั่ว หมายถึงลูกชายคนที่ 5 งั่ว เป็นลูกชายลำดับที่ 5 เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเชื้อวงศ์ละโว้) ต่อมาเสวยราชย์เป็นกษัตริย์รัฐอยุธยา มีพระนาม “บรมราชา” เป็นทางการว่าพระบรมราชา ที่ 1 แสดงความเกี่ยวดองชื่อ “ขุนบรม”

อินทราชา เจ้านครอินทร์ เป็นโอรสขุนหลวงพะงั่ว แสดงความเกี่ยวดองชื่อ “งั่วอิน” ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองรัฐสุพรรณภูมิ หลังจากนั้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์รัฐอยุธยา มีพระนาม “นครินทราธิราช” เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่า “คติความคิดเรื่องอินทรนี้ ไปสอดคล้องกับหลักฐานในพงศาวดารล้านช้างเรื่องขุน บูลมราชาส่งโอรสองค์ที่ 5 ชื่อเจ้างั่วอินทร์ ลงมาสร้างบ้านแปลงเมืองยังแคว้นละโว้โยทธิยา. เรายังจะต้องตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า บรรดาราชตระกูลสุพรรณบุรีที่ใช้นามอินทรเป็นนามสืบสกุลนี้ เมื่อได้ครองราชสมบัติแล้วมักใช้พระนามาภิไธยว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราช”. ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยานั้น จดลำดับกษัตริย์ไว้โดยใช้พระนามต่างกัน มีที่ใช้สมเด็จพระบรมราชาธิราชไม่กี่ครั้ง คือ พระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพงั่ว) องค์หนึ่ง กับ พระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพระยา) อีกองค์หนึ่ง, พระนามบรมราชาธิราชนี้ ก็เช่นเดียวกับเรื่องอินทรอีก คือตรงกันกับนามของขุนบูลมราชาผู้เป็นต้นโคตรวงศ์. พงศาวดารล้านช้าง เรียกขุนบูลมว่า ขุนบูลมราชา ซึ่งก็เป็นสำเนียงภาษาลาว ตรงกับคำว่า บรมราชา. นี่ทำให้เราต้องพิจารณานิทานเรื่องขุนบูลมราชาด้วยทรรศนะใหม่ ว่าน่าจะมีเค้ามูลความเป็นจริงอยู่มากทีเดียว, มิฉะนั้นก็คงจะไม่บังเอิญมาพ้องกันได้ถึงสองประเด็น คือ อินทร กับ บรมราชา. พระนามกษัตริย์ราชตระกูลอินทร์แห่งสุพรรณบุรีที่ครองกรุงศรีอยุธยานั้น แม้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาจะจดชื่อไว้ด้วยชื่อต่างๆ กัน แต่เราก็มีหลักฐานร่องรอยว่า โดยทางการแล้ว พระนามในสุพรรณบัตรคงใช้คำว่า บรมราชา นำหน้าทั้งนั้น.” (คำอธิบายอย่างพิสดารเกี่ยวกับ “ตระกูลอินทร์” เรื่องนี้มีในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2547 หน้า 309-355)

สำเนียง “เหน่อ” แบบผู้ไท

ภาษาและวัฒนธรรมของผู้ไทจากเมืองแถนเป็นต้นตอสำเนียง “เหน่อ” ของลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเป็นต้นทาง “สำเนียงหลวง” ของอยุธยา จิตร ภูมิศักดิ์ บอกเบาะแสไว้นานแล้ว จะคัดมาแสดงไว้ชัดๆ เพื่อพิจารณาร่วมกันดังนี้

“ปลอกเขตภาษาที่เรียกกันว่าสำเนียงสุพรรณทั้งหมด ซึ่งคลุมในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, นครปฐม, ราชบุรี และเพชรบุรี เป็นสำเนียงภาษาที่มีความสูงต่ำทางวรรณยุกต์คล้ายคลึงกับภาษาลาวเหนือทางแขวงหลวงพระบางไปถึงซำเหนือ (หัวพัน). นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าแปลกใจมานานแล้ว. ภาษาพูดที่ชาวสุพรรณบุรีและกลุ่มสำเนียงนี้พูดเป็นภาษาไทย (ที่ว่า ภาษาไทย หมายความว่าเป็นภาษาที่ใช้ถ้อยคำและสำนวนอย่างไทยภาคกลาง ไม่ใช่ถ้อยคำและสำนวนอย่างลาวในประเทศลาว.) แต่สำเนียงเป็นสำเนียงลาวเหนือเจือปนจนสังเกตได้ชัด. จริงอยู่ในสมัยกรุงเทพฯ นี้ ได้เคยมีการกวาดต้อนพวกผู้ไทดำ (โซ่ง) ทางแขวงซำเหนือและลาวเวียงทางเขตเวียงจันทน์ ตลอดจนชาวเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง) มาไว้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี-ราชบุรี-เพชรบุรี ; แต่นั่นไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้สำเนียงภาษาไทยของชาวสุพรรณเป็นดังที่เป็นอยู่นี้ เพราะพวกที่ถูกกวาดมาในชั้นกรุงเทพฯ นี้ ตั้งบ้านของเขาอยู่เป็นหมู่ใหญ่ต่างหากไม่ปะปนกันกับชาวสุพรรณบุรี-ราชบุรี-เพชรบุรี เดิม และยังคงใช้ภาษาเดิมของตนจนกระทั่งทุกวันนี้, หาได้เคล้าคละปะปนทั้งชีวิตประจำวันและภาษาเข้ากับชาวเจ้าของถิ่นเดิมไม่ ; ทั้งสำเนียงของชาวสุพรรณบุรีก็เป็นแบบลาวเหนือมิใช่แบบผู้ไท” (สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฯ พ.ศ. 2547 หน้า 312-313)

สำเนียง “เหน่อ” แบบสุพรรณเป็นตัวอย่างซึ่งรู้จักแพร่หลายที่สุด แต่ยังมีแบบอื่นซึ่งสำคัญมาก ได้แก่ สำเนียงโคราช ล้วนมีต้นตอจากสำเนียงภาษาในวัฒนธรรมผู้ไทเมืองแถน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | ผู้ไท เมืองแถน บรรพชนต้นทางไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...