“บลจ.อเบอร์ดีน” ชี้ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” (EM) แรงต่อเนื่อง... มั่นใจปีนี้จะ Outperform “หุ้นสหรัฐ” อีกปี เหตุ “ราคาไม่แพง-กำไรโตดี-พื้นฐานแกร่ง” !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?…ปี2025“หุ้นตลาดเกิดใหม่” (EM) ให้ผลตอบแทน+33.57% Outperform “หุ้นสหรัฐ” (S&P500) ที่ +16.00% เป็นครั้งแรก และชนะ“หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” (DM) ด้วย (ที่มา: msci.com, วันที่ 31 ธ.ค. 25)
หลังจากเข้าสู่ “ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Decade) มายาวนาน Undetperform ทั้งตลาด “หุ้นโลก”, “หุ้น DM และ “หุ้นสหรัฐ”มาอย่างยาวนาน
ในปี “ม้าไฟ-2026” นี้ ทาง “บลจ.อเบอร์ดีน” ยังมองบวก “หุ้น EM”จะโดดเด่นและสามารถ Outperform หุ้น DM และหุ้นสหรัฐได้อีกปี
การปรับขึ้นมาในปีก่อนกว่า +33.57% นั้นยังไม่ทำให้ “หุ้น EM” แพงแต่ประการใด มี Forward P/E เพียง 15 เท่า ยังต่ำกว่า “หุ้นโลก” และ “หุ้นสหรัฐ” ที่ 24 เท่า และ 26 เท่า ตามลำดับ
อะไรทำให้“หุ้น EM” ยังคงโดดเด่นและน่าสนใจในปีนี้ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ไปอัปเดตข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย
เปิด 3 ปัจจัยบวก หนุน “หุ้น EM” ปีม้าไฟ…จะ Outperform “หุ้น สหรัฐ” อีกปี เหตุราคายังถูก-คาดกำไรโต 18%
โดย “พฤกษา เอี่ยมธงทอง”Head of Equities – Asia Pacific, Aberdeen Investment บอกว่า “ตลาดเกิดใหม่” (EM: Emerging Market) ทำผลงานเหนือความคาดหมายในปี 2025 โดยดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี2020 โดยปรับตัวขึ้น 34% เมื่อคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์คาดว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของ MSCI EM โตประมาณ 18% ในปี 2026 สูงกว่าเมื่อเทียบกับ S&P 500 ที่ 14.8% และ MSCI World ที่ 12% ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อทิศทางกำไรของตลาดเกิดใหม่ในปีนี้
ด้านมูลค่าหุ้น (Valuation) ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย Forward P/E ของตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า เมื่อเทียบกับ 26 เท่า ของ S&P 500 และ 24 เท่า ของ MSCI World
(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)
“ความแตกต่างด้านมูลค่านี้สะท้อนโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นกว่า ในช่วงที่ตลาดพัฒนาแล้วกำลังเผชิญระดับราคาหุ้นที่สูงและความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ทำให้ตลาดเกิดใหม่กลายเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่าของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk reward opportunity) ได้ดีกว่าในจังหวะเวลานี้ ทั้งนี้คาดว่าในปี26 นี้ ‘หุ้น EM’ จะ Outperform ตลาดหุ้นสหรัฐได้อีกปี”
ทั้งนี้มี 3 ปัจจัยที่สำคัญ ที่หนุนให้หุ้น EM กลับมาโดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ 1) ค่าเงินดอลลาร์แนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งสถิติในอดีตพบว่าหุ้น EM จะปรับตัวได้ดีในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่า เพราะ Flow มีแนวโน้มไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง 2) วัฏจักรการลงทุนทั่วโลก (capex cycle) ที่กลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง และ 3) หุ้น EM ราคายังถูก แม้ปีก่อนจะบวกมาแล้วกว่า 34% แต่กำไรโตชัดเจนคาด EPS โต 18%
“วันนี้ตลาดให้น้ำหนักกับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ ของตลาดเกิดใหม่มากกว่าความผันผวนระยะสั้น ทั้งกำไรที่เติบโตเหนือกว่า และมูลค่ายังถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ผนวกกับเงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่จุดแข็งของภูมิภาคนี้ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ เทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ ทำให้เส้นทางการเติบโตปีนี้ชัดและมั่นคงขึ้นมาก ขณะที่เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน เราพบว่าตลาดเกิดใหม่แข็งแกร่งขึ้น มีงบดุลแข็งแรงขึ้น สกุลเงินเสถียรขึ้น และแนวโน้มโอกาสการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ตอกย้ำว่าเฟสถัดไปของการเติบโตเศรษฐกิจโลกกำลังก่อตัวขึ้นในตลาดเกิดใหม่”
แนะกระจายลงทุน “หุ้น EM” ทั่วโลก…ชู “EM-เอเชีย” ยังโดดเด่นสุดนำการเติบโต-ส่วน “EM-ละตินอเมริกา” เสริมทัพผ่านโอกาสการลงทุนในกลุ่มทรัพยากร
สำหรับการลงทุนใน “หุ้น EM” นั้นแนะนำกระจายลงทุนทั่วโลกดีกว่า โดยมีโอกาสลงทุนกระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาคที่น่าสนใจแตกต่างกันไป สำหรับ “เอเชีย” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในตลาดEM จากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบทบาทที่ยาวนานในซัพพลายเชนโลก
“โดยเฉพาะ ‘เกาหลีใต้’ และ ‘ไต้หวัน’ ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่ขยายตัวในสินค้าเทคโนโลยีหลายกลุ่ม ทั้งเมมโมรี อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลให้ทั้งสองตลาดมีฐานรายได้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น รองรับการเติบโตของวัฏจักรเทคโนโลยีโลกได้อย่างแข็งแรง”
ส่วน “จีน” แม้การบริโภคและตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดัน แต่จีนยังคงโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และระบบ AI ที่มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“แม้การฟื้นตัวของผู้บริโภคอาจต้องใช้เวลา แต่ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของจีนยังคงสะสมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมในตลาดเกิดใหม่”
ทางฝั่ง “อินเดีย” แม้ในปี2025 จะถูกปรับประมาณการกำไรลง ภายใต้แรงกดดันจากมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ผนวกกับความอ่อนแอของภาค IT แต่อินเดียยังคงเป็นประเทศที่เห็นการเติบของกำไรต่อหุ้นที่ระดับ 10% สะท้อนความแข็งแรงของโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับปี 2026 คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นอินเดียจะเร่งตัวขึ้นแตะที่ 16% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วและแข็งแรง เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่นของโลก
“ทั้ง 2 ปัจจัยนี้สร้างความสมดุลให้กับอินเดียมากขึ้น รวมถึงข้อตกลงการค้าล่าสุดระหว่างสหรัฐและอินเดียที่เพิ่งประกาศ ได้ช่วยขจัดปัจจัยกดดันสำคัญต่อหุ้นอินเดีย เนื่องจากความเสี่ยงด้านภาษีศุลกากรจากสหรัฐ เคยเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นอินเดียในปีที่ผ่านมา”
ขณะที่ “ละตินอเมริกา” ยังคงมีโอกาสลงทุน แต่จะเน้นเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพเติบโต สอดคล้องกับเทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรม แม้ภูมิภาคจะยังเผชิญความผันผวนทางการเมืองในประเทศสำคัญอย่างบราซิล, โคลอมเบีย, เปรู, คอสตาริกา และอาร์เจนตินา แต่ละตินอเมริกายังคงโดดเด่นด้วยทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งทองแดงและยูเรเนียม ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการแร่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เม็กซิโกได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมโยงซัพพลายเชนกับสหรัฐที่ลึกขึ้น และมีโอกาสที่ประเทศอื่นจะตามมาเมื่อการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเดินหน้าต่อไป
“เมื่อผสานความชัดเจนด้านกำไรของเอเชียเข้ากับข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรของ ‘ละตินอเมริกา’ ภาพเชิงกลยุทธ์ก็ชัดเจนมากขึ้น เราจึงยังคงให้น้ำหนักลงทุนในเอเชียที่สูงกว่า และเสริมด้วยการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่ได้รับอานิสงส์จากทรัพยากรและแร่สำคัญ ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อความเสี่ยงในช่วงนี้”
“เอเชีย-เทคฯ” เป็น Megatrend ที่มีพื้นฐานที่รองรับแกร่งกว่าฝั่งสหรัฐ…ส่วน “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้งดูดีขึ้น-รอจับตาดูพัฒนาการอีกครั้ง
หนึ่งในธีมการลงทุนที่โดดเด่นในเอเชียก็คือ “เทคโนโลยี” ซึ่งถือเป็นอีกขั้วหนึ่งของเทคโนโลยีโลกเคียงข้างกันมากับ “สหรัฐ” เมื่อหุ้นเทคสหรัฐเริ่มมีมูลค่าที่แพงขึ้น ก็มีเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีฝั่ง “เอเชีย” ที่มูลค่ายังไม่แพงและตอบโจทย์เรื่องการเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน
“ความกังวลเรื่อง ‘ฟองสบู่ AI’ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูแต่ตอนนี้ภาพยังคงไม่ได้น่ากังวลขนาดนั้น ถ้าถามว่าหากเกิดขึ้นจริงแล้วฟองสบู่แตกขึ้นมา ก็คงได้รับผลกระทบทั้งฝั่งสหรัฐและเอเชีย อย่างไรก็ตามด้วยพื้นฐานของเทคฯ ในเอเชียเชื่อว่ามีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้ มีตลาดและการใช้งานจริง มีการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นมาน่าจะได้รับผลกระทบจำกัดและฟื้นตัวได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามธีมเทคโนโลยีนี้เป็น Megatrend ของโลกการลงทุนที่จะกินระยะเวลาไปอีกนานทีเดียว”
ส่วน “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้งภาพของหุ้นไทยในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติก็ดูดีขึ้น “รัฐบาลมีเสถียรภาพ” แต่คงต้องรอดูพัฒนาการของการผลักดันนโยบายต่างๆ ว่าจะสามารถทำได้ขนาดไหน ถ้าทำได้ดีดีอาจทำให้หุ้นไทยกลับมาเป็นตลาดที่มี Growth จากเดิมที่ถถูกมองเป็นตลาดที่เน้น Yield เน้นลงทุนเอา “ปันผล” เป็นหลัก
“หุ้นไทยมีน้ำหนักในดัชนีหุ้น EM ไม่มาก ปัจจุบันเราก็ยัง Underweight ในหุ้นไทยอยู่ไม่มาก ก็คงต้องรอดูความชัดเจนต่างๆ อีกครั้งคงไม่ได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนอะไรในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้แต่ประการใด”
แม้ปีนี้ ตลาดยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน แต่ทาง “บลจ.อเบอร์ดีน” ยังมองบวก “หุ้นตลาดเกิดใหม่” (EM) ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี และสามารถจะ Outperform หุ้นสหรัฐได้อีกปี แม้ปีที่ผ่านมาจะบวกมาแล้วกว่า 34% ก็ตาม แต่ในแง่มูลค่าถือว่า “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับ “หุ้นสหรัฐ” และ “หุ้นโลก” ที่สำคัญกำไรยังคงเติบโตได้ดีนั่นเอง