โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“บลจ.อเบอร์ดีน” ชี้ “หุ้นตลาดเกิดใหม่” (EM) แรงต่อเนื่อง... มั่นใจปีนี้จะ Outperform “หุ้นสหรัฐ” อีกปี เหตุ “ราคาไม่แพง-กำไรโตดี-พื้นฐานแกร่ง” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 10.23 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Fun of Funds: รู้หรือไม่?…ปี2025“หุ้นตลาดเกิดใหม่” (EM) ให้ผลตอบแทน+33.57% Outperform “หุ้นสหรัฐ” (S&P500) ที่ +16.00% เป็นครั้งแรก และชนะ“หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” (DM) ด้วย (ที่มา: msci.com, วันที่ 31 ธ.ค. 25)
หลังจากเข้าสู่ “ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Decade) มายาวนาน Undetperform ทั้งตลาด “หุ้นโลก”, “หุ้น DM และ “หุ้นสหรัฐ”มาอย่างยาวนาน
ในปี “ม้าไฟ-2026” นี้ ทาง “บลจ.อเบอร์ดีน” ยังมองบวก “หุ้น EM”จะโดดเด่นและสามารถ Outperform หุ้น DM และหุ้นสหรัฐได้อีกปี
การปรับขึ้นมาในปีก่อนกว่า +33.57% นั้นยังไม่ทำให้ “หุ้น EM” แพงแต่ประการใด มี Forward P/E เพียง 15 เท่า ยังต่ำกว่า “หุ้นโลก” และ “หุ้นสหรัฐ” ที่ 24 เท่า และ 26 เท่า ตามลำดับ
อะไรทำให้“หุ้น EM” ยังคงโดดเด่นและน่าสนใจในปีนี้ ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ไปอัปเดตข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมๆ กันได้เลย

เปิด 3 ปัจจัยบวก หนุน “หุ้น EM” ปีม้าไฟ…จะ Outperform “หุ้น สหรัฐ” อีกปี เหตุราคายังถูก-คาดกำไรโต 18%

โดย พฤกษา เอี่ยมธงทอง”Head of Equities – Asia Pacific, Aberdeen Investment บอกว่า “ตลาดเกิดใหม่” (EM: Emerging Market) ทำผลงานเหนือความคาดหมายในปี 2025 โดยดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี2020 โดยปรับตัวขึ้น 34% เมื่อคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์คาดว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของ MSCI EM โตประมาณ 18% ในปี 2026 สูงกว่าเมื่อเทียบกับ S&P 500 ที่ 14.8% และ MSCI World ที่ 12% ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อทิศทางกำไรของตลาดเกิดใหม่ในปีนี้
ด้านมูลค่าหุ้น (Valuation) ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย Forward P/E ของตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า เมื่อเทียบกับ 26 เท่า ของ S&P 500 และ 24 เท่า ของ MSCI World

(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)

“ความแตกต่างด้านมูลค่านี้สะท้อนโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นกว่า ในช่วงที่ตลาดพัฒนาแล้วกำลังเผชิญระดับราคาหุ้นที่สูงและความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ทำให้ตลาดเกิดใหม่กลายเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่าของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk reward opportunity) ได้ดีกว่าในจังหวะเวลานี้ ทั้งนี้คาดว่าในปี26 นี้ ‘หุ้น EM’ จะ Outperform ตลาดหุ้นสหรัฐได้อีกปี
ทั้งนี้มี 3 ปัจจัยที่สำคัญ ที่หนุนให้หุ้น EM กลับมาโดดเด่นในปีนี้ ได้แก่ 1) ค่าเงินดอลลาร์แนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งสถิติในอดีตพบว่าหุ้น EM จะปรับตัวได้ดีในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่า เพราะ Flow มีแนวโน้มไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง 2) วัฏจักรการลงทุนทั่วโลก (capex cycle) ที่กลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง และ 3) หุ้น EM ราคายังถูก แม้ปีก่อนจะบวกมาแล้วกว่า 34% แต่กำไรโตชัดเจนคาด EPS โต 18%
“วันนี้ตลาดให้น้ำหนักกับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ ของตลาดเกิดใหม่มากกว่าความผันผวนระยะสั้น ทั้งกำไรที่เติบโตเหนือกว่า และมูลค่ายังถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ผนวกกับเงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่จุดแข็งของภูมิภาคนี้ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ เทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ ทำให้เส้นทางการเติบโตปีนี้ชัดและมั่นคงขึ้นมาก ขณะที่เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน เราพบว่าตลาดเกิดใหม่แข็งแกร่งขึ้น มีงบดุลแข็งแรงขึ้น สกุลเงินเสถียรขึ้น และแนวโน้มโอกาสการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ตอกย้ำว่าเฟสถัดไปของการเติบโตเศรษฐกิจโลกกำลังก่อตัวขึ้นในตลาดเกิดใหม่”

แนะกระจายลงทุน “หุ้น EM” ทั่วโลก…ชู “EM-เอเชีย” ยังโดดเด่นสุดนำการเติบโต-ส่วน “EM-ละตินอเมริกา” เสริมทัพผ่านโอกาสการลงทุนในกลุ่มทรัพยากร

สำหรับการลงทุนใน “หุ้น EM” นั้นแนะนำกระจายลงทุนทั่วโลกดีกว่า โดยมีโอกาสลงทุนกระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาคที่น่าสนใจแตกต่างกันไป สำหรับ “เอเชีย” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในตลาดEM จากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบทบาทที่ยาวนานในซัพพลายเชนโลก
“โดยเฉพาะ ‘เกาหลีใต้’ และ ‘ไต้หวัน’ ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่ขยายตัวในสินค้าเทคโนโลยีหลายกลุ่ม ทั้งเมมโมรี อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลให้ทั้งสองตลาดมีฐานรายได้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น รองรับการเติบโตของวัฏจักรเทคโนโลยีโลกได้อย่างแข็งแรง”
ส่วน “จีน” แม้การบริโภคและตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดัน แต่จีนยังคงโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และระบบ AI ที่มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“แม้การฟื้นตัวของผู้บริโภคอาจต้องใช้เวลา แต่ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของจีนยังคงสะสมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมในตลาดเกิดใหม่”

ทางฝั่ง “อินเดีย” แม้ในปี2025 จะถูกปรับประมาณการกำไรลง ภายใต้แรงกดดันจากมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ผนวกกับความอ่อนแอของภาค IT แต่อินเดียยังคงเป็นประเทศที่เห็นการเติบของกำไรต่อหุ้นที่ระดับ 10% สะท้อนความแข็งแรงของโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับปี 2026 คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นอินเดียจะเร่งตัวขึ้นแตะที่ 16% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วและแข็งแรง เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่นของโลก
“ทั้ง 2 ปัจจัยนี้สร้างความสมดุลให้กับอินเดียมากขึ้น รวมถึงข้อตกลงการค้าล่าสุดระหว่างสหรัฐและอินเดียที่เพิ่งประกาศ ได้ช่วยขจัดปัจจัยกดดันสำคัญต่อหุ้นอินเดีย เนื่องจากความเสี่ยงด้านภาษีศุลกากรจากสหรัฐ เคยเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นอินเดียในปีที่ผ่านมา”
ขณะที่ “ละตินอเมริกา” ยังคงมีโอกาสลงทุน แต่จะเน้นเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพเติบโต สอดคล้องกับเทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรม แม้ภูมิภาคจะยังเผชิญความผันผวนทางการเมืองในประเทศสำคัญอย่างบราซิล, โคลอมเบีย, เปรู, คอสตาริกา และอาร์เจนตินา แต่ละตินอเมริกายังคงโดดเด่นด้วยทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งทองแดงและยูเรเนียม ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการแร่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เม็กซิโกได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมโยงซัพพลายเชนกับสหรัฐที่ลึกขึ้น และมีโอกาสที่ประเทศอื่นจะตามมาเมื่อการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเดินหน้าต่อไป
“เมื่อผสานความชัดเจนด้านกำไรของเอเชียเข้ากับข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรของ ‘ละตินอเมริกา’ ภาพเชิงกลยุทธ์ก็ชัดเจนมากขึ้น เราจึงยังคงให้น้ำหนักลงทุนในเอเชียที่สูงกว่า และเสริมด้วยการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่ได้รับอานิสงส์จากทรัพยากรและแร่สำคัญ ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อความเสี่ยงในช่วงนี้”

“เอเชีย-เทคฯ” เป็น Megatrend ที่มีพื้นฐานที่รองรับแกร่งกว่าฝั่งสหรัฐ…ส่วน “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้งดูดีขึ้น-รอจับตาดูพัฒนาการอีกครั้ง

หนึ่งในธีมการลงทุนที่โดดเด่นในเอเชียก็คือ “เทคโนโลยี” ซึ่งถือเป็นอีกขั้วหนึ่งของเทคโนโลยีโลกเคียงข้างกันมากับ “สหรัฐ” เมื่อหุ้นเทคสหรัฐเริ่มมีมูลค่าที่แพงขึ้น ก็มีเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีฝั่ง “เอเชีย” ที่มูลค่ายังไม่แพงและตอบโจทย์เรื่องการเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน
“ความกังวลเรื่อง ‘ฟองสบู่ AI’ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูแต่ตอนนี้ภาพยังคงไม่ได้น่ากังวลขนาดนั้น ถ้าถามว่าหากเกิดขึ้นจริงแล้วฟองสบู่แตกขึ้นมา ก็คงได้รับผลกระทบทั้งฝั่งสหรัฐและเอเชีย อย่างไรก็ตามด้วยพื้นฐานของเทคฯ ในเอเชียเชื่อว่ามีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้ มีตลาดและการใช้งานจริง มีการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นมาน่าจะได้รับผลกระทบจำกัดและฟื้นตัวได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามธีมเทคโนโลยีนี้เป็น Megatrend ของโลกการลงทุนที่จะกินระยะเวลาไปอีกนานทีเดียว”
ส่วน “หุ้นไทย” หลังเลือกตั้งภาพของหุ้นไทยในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติก็ดูดีขึ้น “รัฐบาลมีเสถียรภาพ” แต่คงต้องรอดูพัฒนาการของการผลักดันนโยบายต่างๆ ว่าจะสามารถทำได้ขนาดไหน ถ้าทำได้ดีดีอาจทำให้หุ้นไทยกลับมาเป็นตลาดที่มี Growth จากเดิมที่ถถูกมองเป็นตลาดที่เน้น Yield เน้นลงทุนเอา “ปันผล” เป็นหลัก
“หุ้นไทยมีน้ำหนักในดัชนีหุ้น EM ไม่มาก ปัจจุบันเราก็ยัง Underweight ในหุ้นไทยอยู่ไม่มาก ก็คงต้องรอดูความชัดเจนต่างๆ อีกครั้งคงไม่ได้มีการปรับน้ำหนักการลงทุนอะไรในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้แต่ประการใด”
แม้ปีนี้ ตลาดยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน แต่ทาง “บลจ.อเบอร์ดีน” ยังมองบวก “หุ้นตลาดเกิดใหม่” (EM) ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี และสามารถจะ Outperform หุ้นสหรัฐได้อีกปี แม้ปีที่ผ่านมาจะบวกมาแล้วกว่า 34% ก็ตาม แต่ในแง่มูลค่าถือว่า “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับ “หุ้นสหรัฐ” และ “หุ้นโลก” ที่สำคัญกำไรยังคงเติบโตได้ดีนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...