โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา

THE STANDARD

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 02.58 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 02.58 น. • thestandard.co
Fed ยุคใหม่จะไม่เหมือนเดิม กับ 3 มิติความเปลี่ยนแปลงที่นักลงทุนต้องจับตา

ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา เราเห็นความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้มาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อจาก Jerome Powell ที่มีกำหนดจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026

ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนว่าทิศทางนโยบายการเงินยังคงเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มทิศทางของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุน บทความนี้ จึงจะพาไปทำความรู้จักกับหนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน Fed คนใหม่ รวมถึงมุมมองของเราต่อทิศทางของ Fed ในอนาคต

Kevin Warsh นับว่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการเศรษฐศาสตร์ การเงินและการเมือง เคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่สภาเศรษฐกิจแห่งชาติซึ่งทำงานใกล้ชิดกับทำเนียบขาวในช่วงปี 2002-2006 อีกทั้งยังเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ Fed (Governor) ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่อายุเพียง 35 ปี นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญเบื้องหลังในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยเป็นตัวประสานงานหลักระหว่าง Fed กับ Wall Street ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งในปี 2011 (ก่อนหมดวาระในปี 2018) เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในขณะนั้น

จุดยืนด้านนโยบายการเงินของ Kevin Warsh ในอดีตเป็นไปในทิศทางเข้มงวด (Hawkish) จากการวิพากษ์วิจารณ์การขยายงบดุลของ Fed หลังวิกฤติ Subprime ว่าไม่มีความเหมาะสมและอาจส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยมองว่าเป็นการสร้างความเสี่ยงด้านเสถียรภาพให้แก่ภาคการเงินอย่างไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังมักกล่าวถึงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้ออยู่บ่อยครั้งแม้ว่าในช่วงที่อัตราการว่างงานจะพุ่งสูงขึ้นมาก หรือในปี 2024 ที่ Fed ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 0.5 ในครั้งเดียว Warsh ระบุว่า Fed ควรลดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

อย่างไรก็ดี ในระยะหลังจุดยืนของ Warsh เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น (Dovish) โดย Warsh ให้ความเห็นว่า Fed ควรจะพิจารณาผลของ AI ที่หนุนผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และเป็นปัจจัยกดเงินเฟ้อให้ต่ำลงในระยะข้างหน้า ช่วยให้สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ รวมถึงมองว่า Fed ควรมองข้ามผลของภาษีศุลกากรต่อเงินเฟ้อเนื่องจากเป็นปัจจัยชั่วคราวเพียงเท่านั้น

สำหรับมุมมองของเรา ประเมินว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน Fed ท่านใหม่จะยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายด้านดอกเบี้ยของ Fed ใน 3 มิติหลัก คือ

1. นโยบายดอกเบี้ยในระยะสั้น คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เนื่องจากการกำหนดทิศทางนโยบายของ Fed นั้นต้องอาศัยเสียงส่วนใหญ่จากองค์ประชุม 12 ท่าน ส่งผลให้ Warsh จำเป็นต้องใช้เวลาสร้างรากฐานแนวคิดและพยายามโน้มน้าวกรรมการท่านอื่นๆ ให้ได้ว่า Fed ควรดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร

2. ด้านการบริหารงบดุลของ Fed คาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Fed เพิ่งกลับมาใช้นโยบายขยายงบดุล (Reserve Management Purchase) ซึ่งสามารถสะท้อนมุมมองของคณะกรรมการที่ไม่น่าจะเห็นด้วยกับการลดขนาดงบดุลในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน

3. การปฏิรูปการสื่อสาร คาดว่า Fed จะยกเลิกหรือลดการเปิดเผยประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) และการให้สัมภาษณ์ เนื่องจาก Warsh มองว่าการสื่อสารที่มากเกินไปคือการผูกมัดตัวเองและอาจทำให้ตลาดเข้าใจผิด

ภาพ: รอยเตอร์ส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...