ดอลลาร์อ่อนค่า ดัน “เงินเอเชีย” แข็งค่า หลังคาดสหรัฐร่วมญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงิน
"ดอลลาร์" อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน หลังตลาดคาดว่าสหรัฐอาจช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน หนุนเงินเอเชียแข็งค่า ขณะที่ทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก
วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักเกือบทั้งหมด หลังการเคลื่อนไหวของ Federal Reserve Bank of New York เมื่อวันศุกร์ จุดกระแสคาดการณ์ว่าสหรัฐอาจให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินเยน ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากดอลลาร์และสินทรัพย์สหรัฐ ขณะที่ทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลง และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ อ่อนแรง
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของบลูมเบิร์กร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นสูงสุดราว 1% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 154.22 เยนต่อดอลลาร์ หลัง อัตสึชิ มิมูระ ผู้ดูแลนโยบายค่าเงินของญี่ปุ่น ระบุว่าทางการโตเกียวจะรับมือความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด และประสานงานกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด สอดคล้องกับคำเตือนก่อนหน้านี้ของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมดำเนินมาตรการหากตลาดเคลื่อนไหวผิดปกติจากการเก็งกำไร
แรงกดดันต่อดอลลาร์ยังสะท้อนผ่านตลาดหุ้น โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 Index ปรับตัวลง 0.2% สะท้อนความต้องการสินทรัพย์สหรัฐที่อ่อนแรงลง ท่ามกลางความกังวลเรื่องความเสี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอีกครั้ง รวมถึงท่าทีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 100%
นักลงทุนจำนวนมากมองว่าการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับค่าเงินเยนของธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก เป็นสัญญาณว่าทางการสหรัฐอาจเตรียมพร้อมเข้าร่วมการแทรกแซงค่าเงินโดยตรง ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายว่ารัฐบาลวอชิงตันยอมรับการอ่อนค่าของดอลลาร์มากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความตึงเครียดทางการค้ากับยุโรป และแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ
แดเนียล เบซา รองประธานอาวุโสของ Frontclear ระบุว่า สาระสำคัญของตลาดไม่ได้อยู่ที่การแทรกแซงเพียงอย่างเดียว แต่คือการประสานนโยบาย หากตลาดมองว่าสหรัฐพร้อมปล่อยให้สภาพคล่องดอลลาร์ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับท่าทีเชิงผ่อนคลายของเฟด ก็อาจยิ่งตอกย้ำแรงกดดันด้านขาลงของเงินดอลลาร์ในระยะสั้น
ความสนใจของตลาดกลับมาโฟกัสที่ญี่ปุ่นและค่าเงินอีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ปรับตัวขึ้นแรงในสัปดาห์ก่อน จนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก โดยนักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายของเฟดในสัปดาห์นี้ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Tesla
การอ่อนค่าของดอลลาร์ส่งผลโดยตรงต่อสกุลเงินเอเชีย โดยค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ที่ราว 1.2684 ต่อดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.3% ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย และความคาดหมายว่า Monetary Authority of Singapore จะคงกรอบนโยบายค่าเงินในการประชุมสัปดาห์นี้ เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัว โดยสิงคโปร์ใช้นโยบายกำหนดกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินแทนการใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลัก
นักลงทุนยังมองสิงคโปร์เป็นแหล่งพักเงินที่มีเสถียรภาพ จากตลาดหุ้นที่เน้นหุ้นปันผล พันธบัตรอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AAA และนโยบายภาครัฐที่คาดการณ์ได้ โดยดัชนี Straits Times Index ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าราว 6% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ในตลาดเอเชีย ค่าเงินวอนเกาหลีใต้แข็งค่าขึ้นโดดเด่น โดยปรับตัวขึ้นสูงสุดราว 1.2–1.4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,443.25 วอนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่าสองสัปดาห์ และมีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 1,400 ต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรก ตามการประเมินของ Woori Bank
ขณะเดียวกัน ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียแข็งค่าขึ้นกว่า 0.8% มาอยู่ที่ระดับราว 3.9750 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 7 ปี จากความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตภายในประเทศ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของมาเลเซียในห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยนักลงทุนอย่าง T. Rowe Price มองว่าเงินริงกิตเป็นสกุลเงินที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เอเชีย
ฝั่งตลาดทุน ดัชนี MSCI Emerging Market Index ปรับตัวขึ้นสูงสุดราว 0.7% จากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี เช่น Samsung Electronics และ MediaTek ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ราว 4.21%
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า สัญญาณสนับสนุนค่าเงินเยนจากสหรัฐอาจจุดประเด็นการแทรกแซงค่าเงินแบบประสานงานอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นกลไกกดค่าเงินดอลลาร์ลง เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกสหรัฐ เมื่อเทียบกับจีนและญี่ปุ่น โดยแกเร็ธ เบอร์รี จาก Macquarie Bank ระบุว่า หากธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้าร่วมจริง จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเงินเยน และอาจสะท้อนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการเห็นดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงโดยรวม
ขณะเดียวกันทองคำยังคงพุ่งแรงต่อเนื่อง ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายโลก ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว สะท้อนการหลบภัยของนักลงทุนจากพันธบัตรและสกุลเงินหลักทั่วโลก
อ้างอิง : bloomberg.com, bloomberg.com, bloomberg.com, bloomberg.com