โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

ลูก 11 ขวบ : เข้าใจวัยแห่งอารมณ์อ่อนไหว แต่ไม่ได้ตั้งใจดราม่า

Mood of the Motherhood

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 01.49 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 01.48 น. • Features

ยิ่งลูกโตขึ้นมากเท่าไหร่ คุณพ่อคุณแม่ก็ยิ่งรู้สึกว่าลูกเริ่มออกห่างและมีช่องว่างในครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเล่าเรื่องเพื่อนหรือเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง ก็เริ่มไม่ค่อยพูดคุยเหมือนก่อน หรือบางทีก็น้อยใจง่าย หงุดหงิดง่าย จนคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ว่าจะรับมือกับช่วงวัยนี้ของลูกยังไงดีสำหรับครอบครัวที่มี ลูก 11 ขวบ นี่คือช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพราะลูกเริ่มมีความคิดและความรู้สึกที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมหลายอย่างดูเปลี่ยนไปในสายตาคุณพ่อคุณแม่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พอจะทำความเข้าใจและรับมือกับ ลูก 11 ขวบ ได้ จึงไม่ใช่การพยายามหาคำตอบว่าควรทำยังไงให้ลูกทำตัวเหมือนเดิมมากที่สุด แต่คือการค่อยๆ สังเกตและเข้าใจวัยแห่งอารมณ์อ่อนไหวของลูกให้มากที่สุด1. เข้าใจวันที่ลูกอารมณ์ขึ้นลง โกรธง่าย ร้องไห้ง่าย

หากปกติลูกเป็นเด็กที่เคยยิ้มง่าย อารมณ์ดี และเชื่อฟัง แต่พอเริ่มโตก็กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย น้อยใจเร็ว หรือร้องไห้กับเรื่องเล็กน้อยในสายตาคนอื่นนั่นเป็นเพราะนี่คือช่วงที่สมองด้านอารมณ์ของลูกทำงานแรงขึ้นมาก ในขณะที่สมองส่วนที่ช่วยควบคุมอารมณ์และเหตุผลยังพัฒนาไม่ทัน เด็กจึงรู้สึกอ่อนไหวมากกว่าเดิม และสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ในช่วงนี้ ไม่ใช่การรีบทำให้ลูกใจเย็น หรือรีบอธิบายเหตุผล แต่คือการเป็นพื้นที่พักใจให้ลูกก่อน การพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ไม่ซ้ำเติมอารมณ์ และการบอกให้ลูกรู้ว่า คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกกำลังรู้สึกจริง แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม2. วันที่ลูกเองก็สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร

คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตได้ว่าช่วงวัยนี้ลูกอาจมีหลายอารมณ์ในแต่ละวัน บางครั้งลูกก็ดูอารมณ์ดีในตอนเช้า แต่พอกลับจากโรงเรียนกลับเงียบ ขรึม หรือหงุดหงิดโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และเมื่อคุณพ่อคุณแม่ถามว่าเป็นอะไร คำตอบที่ได้มักคือ ไม่รู้ หรือ ไม่เป็นอะไรสิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกไม่อยากคุย แต่หมายความว่าลูกกำลังเจอกับอารมณ์หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งความกดดัน ความคาดหวัง ความเหนื่อยล้าทางใจ แต่ยังไม่รู้จะเรียบเรียงมันออกมาเป็นคำพูดยังไง ความรู้สึกจึงแสดงออกผ่านพฤติกรรมแทนบทบาทของคุณพ่อคุณแม่ในช่วงนี้ คือการไม่เร่งคำตอบ ไม่บังคับให้ลูกต้องเล่าในทันที การเว้นระยะ การอยู่ใกล้ๆ อย่างไม่คาดคั้นหรือจับผิด ลองเปลี่ยนมาเป็นการชวนคุยเรื่องอื่นๆ อาจทำให้ลูกรู้สึกว่า บ้านคือที่ที่ไม่ต้องอธิบายทุกอย่างก็ได้ และเมื่อถึงเวลาที่พร้อม ลูกจะค่อยๆ เปิดใจเล่าเอง3. ช่วงที่เริ่มถามตัวเองว่า ‘ฉันเป็นใคร’

ในช่วงนี้ ลูกเริ่มมองตัวเองผ่านสายตาคนอื่นมากขึ้น เริ่มสังเกตและเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน ทั้งเรื่องรูปร่าง ความสามารถ ไปจนถึงการเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม หลายคนเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองอาจไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ หรือไม่เหมือนคนอื่น ความรู้สึกเหล่านี้มักไม่ถูกพูดออกมาตรงๆ แต่จะแสดงผ่านพฤติกรรม เช่น การเก็บตัวมากขึ้น ความไม่มั่นใจ หรือการไวต่อคำพูดและคำวิจารณ์กว่าที่เคยสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกได้ในช่วงนี้ คือการค่อยๆ เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเองในแบบที่ไม่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับใคร การชื่นชมความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ การพูดถึงสิ่งที่ลูกทำได้ดีในแบบของตัวเอง และการหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อน จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่า เขามีตัวตนที่มีค่าในแบบที่เป็นอยู่ ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครเพื่อจะได้รับการยอมรับ4. คำพูดบางคำของผู้ใหญ่ กลายเป็นเรื่องหนักในใจลูก

คำพูดหลายประโยคที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจพูดเพื่อสอนหรือเตือน อาจส่งผลกับความรู้สึกของลูกมากกว่าที่คิด เพราะลูกยังแยกไม่ชัดระหว่างการถูกตักเตือนเรื่องพฤติกรรมกับการถูกมองว่าไม่ดีพอ เช่น ‘โตแล้วนะ’ หรือ ‘ทำไมไม่คิดให้ดีก่อน’ คำพูดเหล่านี้อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังผิดหวังในตัวเขาสิ่งที่สำคัญก็คือน้ำเสียงและรูปแบบการพูด เลี่ยงประโยคที่ฟังเหมือนตำหนิ และเปลี่ยนเป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ลูกอธิบายความคิดหรือความรู้สึกของตัวเอง เช่น ตอนนั้นลูกคิดอะไรอยู่ หรือลูกอยากให้พ่อแม่ช่วยตรงไหน จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะลูกไม่ได้พยายามปกป้องความผิด แต่กำลังพยายามอธิบายสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกมาต่างหาก5. มีความรับผิดชอบต่อตัวเองมากขึ้น

ช่วงนี้ลูกมักอยากเลือกอะไรด้วยตัวเอง อยากมีพื้นที่ส่วนตัว และไม่อยากให้ผู้ใหญ่มาควบคุมเหมือนเดิม พฤติกรรมแบบนี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าลูกดื้อ หรือเริ่มห่างจากบ้านมากขึ้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าลูกไม่ต้องการครอบครัว เพียงแต่ลูกกำลังฝึกใช้ความคิดและความรับผิดชอบของตัวเองมากขึ้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือการลดการสั่งการลง แล้วเพิ่มการพูดคุยแทน เปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจในเรื่องที่เหมาะกับวัย และคอยอยู่ใกล้ในบทบาทของคนที่พร้อมช่วยเหลือมากกว่าคนที่ควบคุม วิธีนี้จะช่วยให้ลูกยังรู้สึกว่าบ้านเป็นที่ที่พึ่งพาได้ในทุกช่วงวัยของการเติบโตอ่านบทความ: ลูก 12 ขวบ: โค้งสุดท้ายของการเป็นเด็ก (ตอนปลาย) เพื่อเข้าสู่วัยรุ่น (ตอนต้น)อ้างอิงnetmumchild-encyclopediahealthychildrenparents

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...