โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำธุรกิจแบบ ‘นานวนจันทร์’ ฟาร์มสเตย์และสาโทรสดีการันตีรางวัลจากกาฬสินธุ์

Capital

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

เราเจอ เก่ง–ทรงพล ผาฤพล ครั้งแรกที่ Bangkok Art Book Fair ปลายปี 2023 ในงาน ครั้งนั้นเก่งมาออกบูทขายซีนที่ชื่อว่า Sato ข้างๆ ซีนเล่มเล็กจิ๋ว มีคราฟต์สาโททำเองวางในขันสีเงินใบใหญ่ ใบแบบที่พ่อออกแม่ออกทางอีสานอุ้มไปใส่บาตรยามเช้า เราหยิบซีนมาหนึ่งเล่ม หยิบสาโทมาหนึ่งขวด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักกับ นานวนจันทร์

เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น เราได้เห็นสาโทนานวนจันทร์เดินทางไปอยู่ตามร้านอาหารเชฟเทเบิล และบาร์ดีๆ หลายที่ทั่วกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดราว 30 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกันนั้นยังมีสายรายงานว่าพบสาโทนานวนจันทร์วางขายที่ออสเตรเลีย

กลางปีที่ผ่านมา เก่งพาสาโทนานวนจันทร์คว้ารางวัล Best Traditional sato - Silver medal ในงาน Sake week Thailand 2025 รางวัลที่ให้คะแนนแบบ Blind Taste โดย Sake Sommelier ในไทยและญี่ปุ่น ที่เก่งบอกกับเราว่า “รางวัลนี้ถือเป็นการการันตีว่ารสนิยมของชาวบ้านอย่างเรา ก็พอจะแข่งขันกับเขาได้ “และส่งท้ายปีด้วยการลง Food & Wine นิตยสารกินดื่มชื่อดังระดับโลก”

เรากลับมาเจอเก่งอีกครั้งที่นานวนจันทร์ จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านเกิดของเก่ง อากาศร้อนระอุริมนาค่อยคลายลงหลังสิ้นเสียงเปิดขวดสาโทแช่เย็น บทสนทนาเรื่องความเป็นมาของ ‘นานวนจันทร์’ อันมีที่มาจากชื่อพ่อใหญ่นวนและแม่ใหญ่จันทร์ หรือคุณตาคุณยายของเก่ง จึงเริ่มต้นขึ้น

1
ต้นทุนชั้นดีคือทางบ้านไม่กดดัน

เก่งเกิดและเติบโตบนที่นาผืนใหญ่ราว 17 ไร่ แม่ของเก่งเป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งหมด 9 คนของพ่อใหญ่นวน และแม่ใหญ่จันทร์ การประไพ ด้วยความที่พ่อแม่ของเก่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด ชีวิตของเด็กน้อยในครอบครัวใหญ่จึงอยู่กับตานวนยายจันทร์เป็นหลัก การเป็นคนสนใจรายละเอียดของธรรมชาติและคอนเซปต์ในการใช้ชีวิตของเขาจึงมาจากการเลี้ยงดูของตากับยายแบบเต็มๆ

“เราอยู่บนบ้านไม้ ตายายจะห้ามเดินเสียงดัง ถ้าเสียงดังคือผิดผี เราเลยกลายเป็นคนที่ไปอยู่ที่ไหนก็เกรงใจคนเอามากๆ พ่อใหญ่แม่ใหญ่บอกว่าเวลาไปกินข้าวบ้านเขาต้องเอาข้าวบ้านเราไปด้วย ในอีกแง่ มันคือการสอนให้มีมารยาททางสังคมนั่นแหละ แต่เขาสอนเป็นวิถีทางประเพณี เป็นฮีตเป็นคลอง”

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่แม้ทางบ้านจะสอนลูกหลานด้วยการเอาเหตุผลเข้าว่า แต่ก็ไม่เคยกดดันเขา นอกจากที่นา เก่งมองว่าการที่ทางบ้านไม่กดดันนี่แหละคือต้นทุนชั้นดี พอไม่มีเรื่องกดดันในชีวิต เก่งจึงรักเรียนและเรียนดีมาโดยตลอด

พอโตเข้าวัยมัธยมเด็กชายเก่งก็ติดสอยห้อยตามเพื่อนไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด นั่งรถขอนแก่น-มุกดาหาร ไปกลับ 40 กิโลเมตร ทุกวัน ช่วงเวลาบนรถมุกฯ นี่เองที่เก่งใช้ไปกับการอ่านหนังสือ

“ช่วงที่ต้องนั่งรถขอนแก่น-มุกดาหาร เข้าไปเรียนนี่แหละที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเยอะ พกหนังสืออ่านเล่นติดตัวตลอด ตอนนั้นก็เป็นอีกจุดหนึ่งเหมือนกันที่หล่อหลอมจนเราเป็นเราในทุกวันนี้”

ถึงแม้ตานวนกับยายจันทร์จะจากไปตั้งแต่เขาอยู่ราว ม.2-3 แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตเก่งก็คือสิ่งที่ตายายเคยสอน สอนให้เป็นคนรักเรียน สอนให้ทำเรื่องดีๆ ในฮีตในคลอง

“พอเราทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต” เก่งเสริม

พอเข้ามหาวิทยาลัย เก่งเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะครอบคลุมและมีผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งที่เขากังวล นั่นก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาเลือกเรียนในสาขาวิชาสถาปัตย์หลักโดยไม่ได้คิดว่าจะจบมาเป็นอะไรด้วยซ้ำ ประจวบกับที่ได้ไปฝึกงานที่ ‘สถาปนิกพอดี’ ออฟฟิศที่ออกแบบให้กับจิม ทอมป์สันฟาร์ม และ Wonderfruit เก่งเล่าว่า “พอเรียนจบเขาเสนองานให้เราเลยได้ทำงานต่อ 4-5 ปี แต่เราไม่ชอบกรุงเทพฯ” เขาจึงตัดสินใจขอกลับมาทำงานที่บ้าน เรียกว่า teleworking ก่อนกาล ก่อนยุคโควิด

2
จากกรุงเทพฯ กลับนานวนจันทร์

เมื่อกลับมายังกาฬสินธุ์ นอกจากที่ดินที่ตากับยายทิ้งไว้ให้แม่ 11 ไร่ ให้ป้า 6 ไร่ รวมทั้งหมด 17 ไร่ เก่งก็ไม่มีอะไรนัก เขาจึงเริ่มคิดว่า ต้นทุนที่นาที่มีจะกลายเป็นอะไรได้บ้าง

เก่งบอกเราอย่างขำๆ ว่าเขาเป็นสถาปนิกออกแบบบ้านให้ลูกค้าเสียสวยหรู แต่ไม่มีห้องทำงานเลย เก่งจึงต้องกู้ ธกส.มา 5 แสน แล้วจัดการรีโนเวตบ้านเสียใหม่ โจทย์คือทำยังไงก็ได้ให้ประหยัดที่สุด เพื่อจะได้มีห้องทำงานไว้ปั๊มเงิน ส่วนที่เหลือจะได้เริ่มปรับปรุงที่นา

ตกมาปี 2021 เก่งเริ่มสร้างอินสตาแกรมของนานวนจันทร์ เพราะอยากให้มี archive เก็บไว้ ตอนนั้นเขาสารภาพว่ายังไม่ได้คิดว่าจะขายอะไร

“ในการทำแบรนดิ้งจะมีสิ่งที่เรียกว่าดิจิทัลฟุตปรินต์ ถ้าเราเก็บสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้เรามีตัวตนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่พบเห็นคำว่า ‘นานวนจันทร์’ เราอยากให้นานวนจันทร์มีประวัติศาสตร์ของมัน ตายายของเราเป็นชาวบ้านธรรมดา เกิดมาแล้วก็ตายไป แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้คือคอนเซปต์และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เราอยากเขียนประวัติศาสตร์ให้ตากับยาย เราเชื่อว่าคนที่ตายไปจริงๆ คือคนที่ไม่มีใครคิดถึงเขาแล้ว แต่ถ้ายังมีคนคิดถึงเข้าอยู่ก็แปลว่าเขายังอยู่ในความทรงจำของเรา”

นอกจากโอกาสที่มองเห็นในมรดกที่นาที่ทำให้เขากลับมาฟื้นฟูผืนดิน 17 ไร่เพื่อให้กลายเป็นฟาร์มสเตย์ เก่งเห็นว่าการปลูกข้าวของที่บ้านนี่แหละ คือนามบัตรชั้นดีที่พาเขาไปพบเจอคน เพราะทุกครั้งที่ชาวนานวนจันทร์จะกินข้าว ต้องไปเอาข้าวในเล้ามาสีใหม่เสมอแล้วจึงหุงกิน และเก่งอยากให้คนได้กินข้าวในแบบที่เขาได้กิน เขาจึงเริ่มขายข้าว

เก่งเริ่มออกแบบแพ็กเกจกิ้งข้าวออร์แกนิกที่นานวนจันทร์ปลูกและสีเอง ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์ เขียนการ์ดส่งให้ลูกค้า แต่ยังไม่ได้กำไร สิ่งที่ได้กลับมาในตอนนั้นคือความสนุกและลูกค้าคิดถึงนานวนจันทร์ทุกครั้งที่ได้กินข้าวใหม่อร่อยๆ และการขายข้าวก็ได้พาเขาไปรู้จักคนใหม่ๆ นอกแวดวงสถาปนิก

“เราได้รู้จักคนใหม่ๆ ที่เป็นใครไม่รู้แต่สนใจเรื่องเดียวกับเรา บางคนเป็นเชฟ บางคนทำฟาร์ม บางคนทำงานคราฟต์ ต่างฝ่ายต่างติดตามกัน กลายเป็นคอมมิวนิตี้ออนไลน์และสุดท้ายมันพาผมไปเจอคนในโลกจริง” เก่งเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

3
คำถามสำคัญ “ข้าวเป็นอะไรได้บ้าง”

จากขายข้าวกลายมาเป็นขายสาโทได้ยังไง เราถาม เก่งอธิบายว่าตัวต้นเรื่องก็คือการที่เขาอัพเดตในอินสตาแกรมแอ็กเคานต์ว่าทำสาโทเป็น ลูกค้าที่ซื้อข้าวจากเขาก็อยากชิม เขาก็ส่งให้ ลูกค้าท่านนั้นเมื่อได้ชิมก็นำไปโพสต์ต่อว่าสาโทจากนานวนจันทร์อร่อยมาก เมื่อ มิ้น–ธัญพร จารุกิตติกุล และเชฟปริญญ์ ผลสุข เจ้าของร้านสำรับสำหรับไทยมาเห็นเข้าจึงติดต่อเพื่อซื้อสาโทกับเก่งโดยตรง

“พี่เขาอุดหนุนเราตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่ first batch เลย ผมบอกว่าไม่ได้ทำขาย ผมทำแจกเพื่อนตอนปีใหม่ แต่ถ้าอยากซื้อก็มีอยู่ 2 ขวด พอพี่เขาสั่งปุ๊บเราก็เริ่มตระเวนหาขวดตามร้านและรีบออกแบบแพ็กเกจจิ้งภายในคืนนั้นเลย”

เก่งบอกเราว่าตอนนั้นเหมือนแทงหวย ลองดู เพราะไม่เคยอยู่ในวงการอาหารวงการเครื่องดื่มมาก่อน ออกแบบฉลากเอง ตั้งราคาเอง และแน่นอนว่าหมักสาโทเอง นับจากวันนั้นเป็นต้นมาเก่งก็หมักสาโทขายมาเรื่อยๆ จนสร้างโรงหมักและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายให้สมกับเป็นสาโทเมคเกอร์อาชีพ

ย้อนกลับไปสมัยเก่งอายุ 14 ปี ขณะที่เพื่อนทำเนื้อแดดเดียวส่งครูในวิชาถนอมอาหาร แต่ยายจันทร์กลับสอนเก่งทำข้าวหมาก

“ยายบอกว่าถ้าเทน้ำลงไปแล้วหมักต่ออีกหนึ่งคืนมันจะกลายเป็นสาโท เหมือนว่าตอนนี้เราได้เอาสิ่งที่ยายสอนกลับมาทำ เราได้สร้างโรงหมักและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เรากลายเป็นผู้ผลิตสาโท แล้วเราก็มารู้ทีหลังจากป้าเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนพ่อใหญ่นวนแม่ใหญ่จันทร์ก็เคยต้มเหล้าขาย มันเป็นรากเหง้าของเรานี่แหละ เพียงแต่เราไม่เคยมีบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์”

นอกจากสาโทแล้ว เก่งยังหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับแบรนด์นานวนจันทร์พร้อมคำถามสำคัญที่เขาบอกเราว่าตั้งเอาไว้ในใจเสมอ นั่นคือโจทย์ที่ว่า ข้าวเป็นอะไรได้บ้าง

“ตั้งแต่ที่ผมสร้างแบรนด์นานวนจันทร์มา เราไม่ได้บอกว่าจะขายอะไร เราให้ลูกค้าเป็นคนบอกเองว่าอยากให้เราขายอะไร เราปล่อยให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ โดยที่เราไม่ได้มีภาพสุดท้าย”

เพราะฟาร์มสเตย์เองก็เริ่มจากการที่เชฟปริญญ์มาที่บ้าน เมื่อคนเห็นภาพก็อยากตามมาบ้าง ทั้งหมดจึงเกิดจากความต้องการของลูกค้า เก่งอธิบายว่า เขาและที่บ้านต้องการดูแลทุกคนเหมือนเพื่อน เราไม่ได้ต้องการแขกที่มาแล้วก็ไป one night เท่านั้น แต่ฟาร์มสเตย์นานวนจันทรต้องการเพื่อน ต้องการ community และการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

4
ข่อยเป็นค่อยไป ไม่โรแมนติไซส์บ้านนอก

ความท้าทายของนานวนจันทร์สำหรับเก่งตอนนี้คือ จะเป็นไปได้ไหมที่เขาจะเติบโตจากที่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ แน่นอนว่าเขาต้องทำหลายอาชีพเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้และอาชีพสถาปนิกก็เป็นหนึ่งในนั้น และหลายครั้งเก่งก็ได้ลูกค้างานออกแบบจากลูกค้าที่เป็นแฟนสาโทมาก่อน

“เราพยายามทำแบรนด์ที่ไม่ให้คนมาโรแมนติไซส์ นี่คือสิ่งที่ระวังมาก เพราะเราไม่อยากเป็นสารตั้งต้นของการโรแมนติไซส์บ้านนอก เรากินยังไง เราอยู่ยังไง เราก็บอกไปแบบนั้น และไม่พูดเกินจริงว่าการมาทำแบบผมจะทำให้คุณมีกินมีใช้ หรือการที่คุณมาอยู่ที่นี่แล้วคุณจะมีชีวิตที่ดี บ่ เฮาบ่เว่าแบบนั้น ทุกวันนี้พ่อแม่เราก็ต้องไปขายผักที่ตลาดเหมือนเดิม”

เก่งบอกกับเราว่าอีกสัก 10 ปีคงอยากเห็นนานวนจันทร์เขียวกว่านี้ เห็นต้นไม้มากกว่านี้ แต่ในระยะสั้นเขาอยากมีครัวกลาง และเวิร์กช็อปสเปซให้แขกได้มีที่นั่ง ได้ทำนั่นทำนี่ และอยากรับลูกค้าที่เป็นเชฟเพื่อให้เขาได้มาแลกเปลี่ยน know-how กับที่บ้าน

มากไปกว่านั้นเขายังคิดอยู่เสมอว่านานวนจันทร์จะสามารถเป็นอะไรได้อีกในอนาคต ไม่มีปลายปิด ด้วยเชื่อเสมอว่าคนเราสร้างทางเลือกให้ตัวเองได้

“ทุกอย่างมันมีพลวัตร ถ้าเราไม่ปรับตัวมันน่าเบื่อ คนเราเกิดและตายใหม่ได้ทุกวัน สำคัญคืออยากให้แบรนด์พัฒนาไปพร้อมๆ กับเรา และครอบครัวของเรา เพราะเราทำเองกันหมด เราชอบทำงานที่มีความสัมพันธ์อยู่ในนั้น ไม่ชอบทำงานตามโมเดลของคนในเมือง ไทบ้านนอกมีหยังก็ช่วยกัน มีหยังก็กินด้วยกัน มันเป็นแบบนั้น เราอยากให้งานของเรามีความสัมพันธ์อยู่ในนั้นด้วย พัฒนาไปนำกัน”

มาถึงตรงนี้เราเชื่อเก่งแล้ว เพราะจากงาน Bangkok Art Book Fair ปี 2023 เดินทางมาถึงต้นปี 2026 ผู้เขียนได้กลายมาเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง พร้อมกับพาพี่ชายของผู้เขียนเองไปกินข้าวป่าพร้อมแลกเปลี่ยน know-how การหมักเหล้าและปลูกต้นไม้กับเขาที่นานวนจันทร์ และยังแนะนำสาโทของเก่งให้กับเพื่อนที่ทำบาร์ได้ลองนำไปวางขายแล้วเรียบร้อย

What I’ve Learned

หนึ่ง เลือกสิ่งที่เราไม่ชอบออกก่อน สอง มองหาต้นทุนที่ตนมี สาม เคารพตัวเอง

“แม่เราเป็นแม่ค้า บอกอยู่เสมอว่า เขาอยู่ได้เราอยู่ได้ อย่าไปคิดราคาเขาแรงและอย่าไปคิดราคาถูกจนเราขาดทุน ไม่เอาปรียบใคร และเคารพตัวเอง สิ่งนี้จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่ได้และยั่งยืน” เก่งฝากทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...