โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"พรรคประชาชน" จี้ "รัฐบาลอนุทิน" จริงใจ พูดให้ชัด เหลือน้ำมันสำรองเท่าไหร่ มีแผนรับมือหรือยัง

สยามรัฐ

อัพเดต 8 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

ัวันที่ 4 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊กของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความ ต่อสถานการณ์พลังงานในประเทศไทย ภายหลังเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ว่า

" หลังจากเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่า “ในช่วงนี้ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแน่นอน ยังมีการสำรองน้ำมันจะใช้ได้ ไม่ใช่แค่เพียง 60 วัน ไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเท่านั้น ยังมีภูมิภาคอื่นๆ อีก”

ขณะที่ทางกระทรวงพลังงานได้เปิดเผยเมื่อ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ไทยมีน้ำมันสำรองอยู่ในประเทศเพียง 38 วัน ถือว่าต่ำกว่าระยะเวลาที่ประชาชนเข้าใจว่าน่าจะมีน้ำมันสำรอง 60 วัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่นับรวมน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเลด้วย ไม่ได้แปลว่าปัจจุบันมีน้ำมันทั้งหมดอยู่ในประเทศเหลือพอสำหรับ 60 วันจริงๆ

ดังนั้น พรรคประชาชนเห็นว่า รัฐบาลควรมีความจริงใจในการสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ตามจริง เพื่อที่จะเตรียมพร้อมในการรับมือกับวิกฤตดังกล่าวพร้อมมีข้อเสนอในการรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเด็นเรื่องพลังงาน ดังนี้

1. รณรงค์ให้ประชาชนเริ่มใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าอย่างประหยัด เพราะมีความเสี่ยงที่น้ำมันอาจขาดแคลนได้ เราต้องเริ่มประหยัดการใช้พลังงานได้แล้ว เพื่อให้รับมือกับภาวะวิกฤตที่อาจขาดแคลนพลังงานในอนาคตได้

2. รัฐบาลต้องเป็นตัวอย่าง เริ่มประหยัดพลังงานทันที หน่วยงานราชการ Work from Home โดยสั่งให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เริ่มประหยัดการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันทันที หน่วยงานราชการต้อง Work from Home เท่าที่สามารถทำได้ เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ลง ลดการใช้ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการหลัง 17.00 น. เป็นต้นไป พร้อมทั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในที่ทำงานภาครัฐเป็น 26-27°C ทั่วประเทศ เป็นต้น

3. เปิดเผยสถานะปรับแผนความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Contingency Plan) และบริหารราคาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เร่งหาแหล่งนำเข้าพลังงานสำรอง (Alternative Sourcing) โดยรัฐบาลและปตท. ต้องแสดงความชัดเจนว่าจะนำเข้า LNG จากแหล่งอื่น (เช่น ออสเตรเลีย หรือ สหรัฐฯ) มาทดแทนส่วนที่หายไปจากกาตาร์ได้ทันท่วงทีหรือไม่ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะบริหารจัดการอย่างไร

รวมทั้งเปิดเผยสถานะกองทุนน้ำมันและงบประมาณอุดหนุนค่าไฟ โดยรัฐบาลควรชี้แจงว่า “หน้าตัก” ที่มีอยู่สำหรับอุดหนุนราคาน้ำมันและค่าไฟ (Ft) จะยื้อได้นานแค่ไหนในภาวะวิกฤตนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนไปเจอบิลเรียกเก็บค่าไฟที่สร้างความตกใจได้ในเดือนถัดไป

4. การปฏิรูปการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน อย่างแท้จริง ปัจจุบัน ระบบ Net Billing คือที่ประชาชนสามารถขายไฟให้รัฐได้ยังมีข้อจำกัดอยู่ในเชิงปริมาณการรับซื้อจากทางภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันโควตาของโครงการดังกล่าวเต็มและไม่ได้มีการขยายการรับซื้อเพิ่ม รัฐบาลจะต้องขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนในปัจจุบัน

รวมถึงต่อยอดระบบซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนให้เป็นระบบ Net Metering เหมือนต่างประเทศ เปลี่ยนจาก “ราคารับซื้อ” เป็น “การหักลบหน่วยไฟฟ้า” (Real Net Metering) ต้องผลักดันให้เป็น “จดหน่วยลบหน่วย” (ผลิตได้เท่าไหร่ เอาไปลบออกจากที่ใช้จริง 1:1) สิ่งนี้จะกระตุ้นให้คนติดตั้งโซลาร์เซลล์ทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐอุดหนุน

รวมถึงการใช้ระบบ “จดแจ้ง” แทน “ขออนุญาต” (One Stop Service) เนื่องจากปัจจุบันการติดโซลาร์เซลล์ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน (กบง., กกพ., การไฟฟ้าฯ, โยธาฯ) ใช้เวลานานมาก รัฐบาลควรเปลี่ยนเป็น ระบบแจ้งเพื่อทราบออนไลน์ หากขนาดติดตั้งไม่เกินที่กำหนด เพื่อความรวดเร็วและลดช่องว่างในการทุจริต

ประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ทางภาษี เรื่องการนำค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนก้อนแรกให้กับประชาชน ให้ประชาชนรับทราบเป็นวงกว้าง ลดการพึ่งพาก๊าซ LNG และพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว เรื่องนี้สำคัญที่สุดที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ

5. รัฐบาลควรเจรจากับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า ที่ปล่อยโรงงานไว้เฉยๆ ให้มีการลดค่าพร้อมจ่ายลง เพื่อเป็นตัวช่วยหนึ่งของการตรึงราคาพลังงานไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...