โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“รสนา” ตั้งคำถามนโยบายรัฐ ชวนใช้น้ำมัน E20 ช่วยชาติหรือเอื้อโรงกลั่น

Manager Online

เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 17.33 น. • MGR Online

“อดีต สว.รสนา” ตั้งข้อสังเกตนโยบายส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน E20 ช่วยประชาชนหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการโรงกลั่น ชี้น้ำมันชีวภาพทั้งแกสโซออล์และไบโอดีเซลมีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่รัฐบาลทำให้ถูกลงด้วยกลไกทางคณิตศาสตร์ เอาเงินกองทุนน้ำมันไปจ่ายชดเชยลิตรละ 9.41 บาท แถมลดภาษีให้อีก ทำให้เอกชนได้ค่าการกลั่นลิตรละ 4.21 บาท สูงกว่าที่กระทรวงพลังงานเคยกำหนดให้ไม่เกินลิตรละ 2 บาท

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักเคลื่อนไหวด้านพลังงาน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กRosana Tositrakul ตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพื่อช่วยประเทศประหยัดพลังงาน โดยตั้งคำถามว่านโยบายดังกล่าวเป็นการช่วยชาติจริงหรือเอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจโรงกลั่น

นางสาวรสนาระบุว่า น้ำมันชีวภาพเคยเป็นพระราชดำริของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นนโยบายของรัฐบาลในอดีต เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลลง ทำให้เกิดการพึ่งตนเองด้านพลังงานอย่างยั่งยืน หากเรามีน้ำมันชีวภาพราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานสัก 2-3 บาทต่อลิตร เหมือนในประเทศโปร่งใสทั่วโลกเขาทำกัน ที่น้ำมันชีวภาพถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานเสมอ เพราะวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า

ต่อมาราคาน้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล ที่ผลิตจากกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง และไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันกลับมีราคาสูงมาก สูงกว่าน้ำมันเบนซิน ดีเซลราคาตลาดโลกมาก แต่รัฐบาลก็มีนโยบายให้ผสมขาย อ้างว่าเป็นการช่วยเกษตรกร โดยการใช้กองทุนน้ำมันมาอุ้มราคาเอทานอล และไบโอดีเซล ต่อมาแม้เลิกเอากองทุนน้ำมันมาชดเชย แต่น้ำมันตลาดโลกราคายังไม่ทะลุเพดาน 100 เหรียญสหรัฐ การผสมเอทานอลราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน จะใช้กลไกถ่างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ให้แพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถึงลิตรละ 8-9 บาท จึงเป็นการบีบให้ประชาชนต้องเลือกใช้น้ำมันผสมที่มีราคาถูกกว่า น้ำมันในไทยจึงไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่เป็นไปตามกลไกคณิตศาสตร์

ส่วนน้ำมันดีเซลไม่มีทางเลือกเรื่องราคา เพราะไม่มีดีเซลล้วน น้ำมันดีเซล บี 5 คือผสมไบโอดีเซล 5% รัฐบาลก่อนตอนน้ำมันถูกมี บี20 แต่ยกเลิก บี20 และบี 7 ตอนน้ำมันตลาดโลกแพง มาวันนี้น้ำมันคงยังไม่แพงที่สุด เพราะรัฐบาลประกาศจะเพิ่มไบโอดีเซลจาก 5% เป็น 7% ในวันที่ 14 มีนาคม 2569

หลังจากที่ราคาของเอทานอล และไบโอดีเซลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีราคาสูงมาก เป็น“แอกไขมัน” ที่ประชาชนต้องแบก แทบไม่ได้ช่วยเกษตรกรเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงแล้ว น่าจะช่วยเครือข่ายโรงกลั่นน้ำมันชีวภาพที่เป็นเครือข่ายของโรงกลั่นน้ำมัน จะได้ขายน้ำมันราคาที่แพงขึ้น ใช่หรือไม่ ?!

เพื่อนมิตรคงจำข่าวตอนปิดด่านไทยกัมพูชา ว่ามีเรื่องมันสำปะหลังราคาถูกของชาวกัมพูชาที่กองอยู่ชายแดนมากมาย เอาเข้าไทยไม่ได้ น่าจะเป็นหลักฐานว่าพ่อค้าย่อมต้องฉวยโอกาสซื้อวัตถุดิบราคาถูกที่ไม่ได้ปลูกในเมืองไทยเข้ามาขายในราคาที่ตั้งไว้สูงเว่อร์ และยังไม่ได้ช่วยเกษตรกรไทยแต่อย่างใด ส่วนปาล์มน้ำมันช่วงออกผลผลิต ราคามักจะต่ำ พอพ่อค้ากว้านซื้อจากเกษตรกรหมด ราคาก็พุ่งพรวด ทำให้น้ำมันชีวภาพทั้ง 2 ชนิด มีราคาแพง เป็นความแพงที่ไม่มีการแข่งขัน และไม่มีกลไกตรวจสอบใดๆ ใช่หรือไม่?!

ปัจจุบันน้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ที่เคยประกาศราคาต่อลิตรในโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่เรียกกันว่าตารางส้มทุกวัน ก็ถูกถอดออกไป ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าปัจจุบัน ราคาเอทานอล ไบโอดีเซลราคาเท่าไหร่ ขึ้นลงราคากันอย่างไร

การเอาน้ำมันชีวภาพมาผสมในน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลจะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีราคาถูกกว่าน้ำมันตลาดโลกจริง ไม่ใช่มีราคาถูกเพราะกลอุบายทางคณิตศาสตร์

ถ้าน้ำมันชีวภาพมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน หรือราคาไม่แตกต่างกัน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะน้ำมันชีวภาพมีอัตราการขับได้ระยะทางที่น้อยกว่า จึงควรมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าราคาไม่ต่างกัน แต่ใช้กลอุบายลดนั่นลดนี่ เพื่อเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ ก็แสดงว่าเป็นกลไกล้วงกระเป๋าประชาชน ในการช่วยซื้อของถูกในราคาแพงเท่าตลาดโลก หรือแพงกว่า ใช่หรือไม่

ดิฉันลองคำนวณราคาน้ำมันในวันที่ 12 มีนาคม 2569 มาให้ดูเป็นตัวอย่าง

-เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น แก๊สโซฮอลล์ 91 เติมเอทานอล 10% ราคาลิตรละ 25.03 บาท

-เนื้อน้ำมันอี 20 เติมเอทานอล 20% ราคาลิตรละ 24.56 บาท

เนื้อน้ำมันทั้ง 2 ชนิด มีราคาต่างกันลิตรละ 46 สตางค์

ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

น้ำมันโซฮอล์ 91 ราคาลิตรละ 30.68 บาท

อี 20 ราคาลิตรละ 27.84 บาท

ราคาของน้ำมัน อี 20 ถูกลงลิตรละ 2.84 บาท

แต่ที่ถูกลงไม่ใช่เพราะเนื้อน้ำมันเอทานอลถูกกว่าน้ำมันเบนซินตลาดโลกลิตรละ 2.84 บาท แต่ที่ถูกลงเพราะ ลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ลงไปลิตรละ 75 สตางค์ ยังมีการชดเชยจากกองทุนน้ำมันอีกลิตรละ 9.41 บาท และผู้ประกอบการได้ถ่างค่าการตลาดเป็น 4.21 บาท ทั้งที่กระทรวงพลังงานเคยกำหนดค่าการตลาดเบนซินไว้ไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร แต่ไม่เคยทำได้จริง !!

จึงอยากถามท่านรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ที่บอกให้ใช้อี 20 เพื่อช่วยชาติประหยัดพลังงาน จริงหรือเฟค ?

จากข้อมูล ใช้อี20 ลดใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเนื้อน้ำมัน 46 สตางค์ต่อลิตร ประชาชนได้ลดราคาหน้าปั้มน้ำมัน 2.84 บาทต่อลิตร แต่เบื้องหลังมายากลคือ ประชาชนจ่ายราคาหน้าปั๊มจากกระเป๋าขวา ที่ลิตรละ 27.84 บาท แต่ต้องผ่อนจ่ายจากกระเป๋าซ้ายผ่านกองทุนน้ำมันอีก 9.41 บาทต่อลิตร แถมรัฐบาลยอมลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 75 สตางค์ต่อลิตร และช่วยให้ผู้ประกอบการได้ค่าการตลาดถึง 4.21 บาทต่อลิตร มากกว่าค่าการตลาดที่กระทรวงพลังงานเคยกำหนดไว้ไม่เกิน 2 บาท ไปอีกถึง 2.21 บาทต่อลิตร

อย่างนี้ควรเรียกว่าช่วยชาติประหยัดพลังงาน หรือเล่นกลช่วยโรงกลั่นได้กำไรเพิ่มกันแน่ ?!?

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...