โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่าน สังคมไทย ผ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ก่อน เปลี่ยนใหญ่

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 02.11 น.

บทความพิเศษ

อ่าน สังคมไทย

ผ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์

ก่อน เปลี่ยนใหญ่

ย้อนกลับไปอ่าน “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ของ เบนจามิน เอ. บัทสัน อีกครั้งหนึ่ง

“ดอกไม้สด” ม.จ.อากาศดำเกิง และ “ศรีบูรพา”

ไม่เพียงแต่ในด้านที่ทั้ง 3 นักเขียนทั้ง 3 ได้รับยกย่องว่างานเขียนของพวกเขาเป็น “นวนิยายไทยแท้”

หากแต่ยังเป็นภาพสะท้อนพัฒนาการทางความคิด ทางสังคม

Batson เห็นว่า ทั้งสามมีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้าน คือ ทั้งสามล้วนเกิดในกรุงเทพมหานครระหว่างปี 1905-1906 เคยเรียนในโรงเรียนแบบตะวันตกซึ่งเป็นผลพวงจากการปรับระบบการศึกษาที่ได้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

และในนวนิยายของทั้งสามคนตัวเอกของเรื่องต่างก็เคยไปศึกษา ณ ต่างประเทศทั้งหมด

และแก่นกลางของเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมของตะวันตกและวัฒนธรรมของตน

แต่ก็มีข้อแตกต่างในระดับพื้นฐานครอบครัวและอาชีพในระหว่างคนทั้งสาม

จาก กุหลาบ สายประดิษฐ์

ไฉน โยงถึง ปรีดี พนมยงค์

ม.จ.อากาศดำเกิงและ “ดอกไม้สด” มาจากราชสกุล แต่กุหลาบมาจากครอบครัวธรรมดาๆ

ม.จ.อากาศดำเกิงทรงตีพิมพ์นวนิยายอีกเพียงเรื่องเดียวก่อนที่จะเสด็จเดินทางไปฮ่องกงอย่างลึกลับ

และสิ้นชีพิตักษัยในเดือนพฤษภาคม 1932 อย่างกะทันหัน

หรืออย่างที่หลายๆ คนยังยืนกรานว่า พระองค์เลือกที่จะหายไปเฉยๆ

“ดอกไม้สด” เขียนต่อมาเรื่อยๆ เป็นเวลากว่าทศวรรษ เขียนทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เล่าเรื่องศีลธรรมความประพฤติของสังคมพวกชั้นสูงในกรุงเทพมหานคร

การที่ตัวละครของเธอสะท้อนถึงความอาลัยในอดีต การยึดถือหลักของพระพุทธศาสนา ทั้งหมดรวมกันทำให้เรื่องของเธอเป็นงานที่มีลักษณะ “อนุรักษ์นิยม” และเธอก็เป็นนักเขียนคนโปรดในวงการวรรณและการศึกษา

น่าสนใจตรงที่จากนั้น Batson เขียนถึง กุหลาบ สายประดิษฐ์ โดยเน้นรากฐานทางครอบครัว รากฐานทางการศึกษา

แล้วโยงไปยัง นายปรีดี พนมยงค์

พัฒนาการ ความคิด

กุหลาบ สายประดิษฐ์

กุหลาบนั้นเป็นนักเขียนที่ “การเมือง” ที่สุดในสามคนนี้ นวนิยายในปี 1928 ของเขาเรื่องที่นิยมกัน คือ “เด็กคนจนได้ดี” เป็นเรื่องแม้จะมีอุปสรรคและความอยุติธรรมในระบบเพียงไร

พระเอกก็ยังสามารถเข้ามามีตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลได้ (และได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนาง)

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกระบวนการเกี่ยวกับความรักต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม นวนิยายเรื่องสำคัญเรื่องต่อมาของเขาคือ “สงครามชีวิต” พิมพ์ในเดือนมิถุนายน 1932 ก่อนวันสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่กี่วันนั้นได้ชื่อว่าเป็นนวนิยายเกี่ยวกับการเมืองเรื่องแรกของไทย

เรื่องนี้แสดงออกให้เห็นถึงด้านที่มืดมนของสังคม มีเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่อง “คนจน” ของดอสโตเยฟสกี้

(เป็นครั้งแรกที่ใช้นวนิยายรัสเซียในนวนิยายไทย)

แต่ดัดแปลงให้เข้ากับบรรยากาศแบบไทย แสดงให้เห็นว่าอำนาจเงินตราเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นกว้างเสียจนพวกเขาถูกแบ่งออกเป็น “โลก 2 โลกที่แยกกัน”

ชีวิตคือการต่อสู้เช่นเดียวกับธรรมชาติของคนที่ “ใหญ่” และมีอำนาจจะฉวยโอกาสเอาเปรียบคนที่ “เล็ก” และอ่อนแอกว่า ตอนจบก็แตกต่างจากการจบอย่างสมหวังเช่นนวนิยายปี 1928 ของเขา

เพราะในเรื่องนี้คนรักของพระเอกทิ้งเขาไปเพื่อแต่งงานกับเงิน

เส้นทาง กุหลาบ สายประดิษฐ์

เส้นทาง ของ นักหนังสือพิมพ์

แม้ว่าสมัยนี้รู้จักกุหลาบจากนวนิยายและเรื่องสั้นของเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่เกือบจะตลอดชีวิตของเขาเขาเป็นที่รู้จักในฐานะ “นักหนังสือพิมพ์”

ในช่วงปลายของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

และพร้อมๆ กับกลุ่มเพื่อนๆ ที่เขามักจะเป็นผู้นำเขาได้เขียนบทความให้หนังสือพิมพ์ชั้นนำในกรุงเทพมหานครหลายฉบับซึ่งจะจ้างเขาในระยะเวลาสั้นๆ และเขามักถูกเลิกจ้าง

เพราะเขียนคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมามากเกินไปเกี่ยวกับระบบการใช้อภิสิทธิ์ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม และระบบชั้นวรรณะในทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ ทำให้ถ้าไม่ถูกรัฐบาลบีบบังคับ

หน่วยงานของเขาเองก็บีบบังคับเขา

ตัวอย่างเช่น ก่อนการทำรัฐประหารปี 1932 ไม่นาน เรื่องเป็นตอนๆ ชื่อ”มนุษยภาพ” ที่ลงใน “ศรีกรุง” ของเขาก็ได้รับการตำหนิจากกลุ่มข้าราชการที่จงรักภักดี

และมีผลให้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นถูกปิดชั่วคราว

กลุ่มความคิด วิชาชีพ

ก่อน 24 มิถุนายน 2475

การมีสิ่งตีพิมพ์เกิดขึ้นมากมายในกรุงเทพมหานครทำให้เกิดสมาคมและภาคีต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพและกลุ่มที่มีความสนใจพิเศษขึ้น

ในปลายทศวรรษ 1920

ได้มีสมาคมครู วิศวกร แพทย์ พยาบาล เภสัชกรและทหารผ่านศึก แล้วยังมีสโมสรกีฬา กลุ่มพ่อค้านานาชาติ จีนและไทยอีกด้วย

สยามสมาคมซึ่งเป็นสมาคมที่ตั้งขึ้นดั้งเดิมเพื่องานวิจัยเกี่ยวกับอดีตของไทย

Batson อ้างอิงข้อความจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Times ฉบับประจำวันที่ 28 มิถุนายน 1927 ว่า ในระยะปีหลังๆ ก็ได้ “ตื่นจากการหลับใหลเหมือนตาย”

และสโมสรโรตารีที่ล้มไปแล้วก็ลุกกลับมาใหม่

สมาคมบำเพ็ญประโยชน์ก็ได้รับการปรับปรุงใหม่กลายเป็นสาขาหนึ่งของ YMCA

มีการจัดตั้งสมาคมภาพยนตร์ไทย โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีเป็นสมาชิกที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงได้

การศึกษาในสยามก็ยังคงค่อยๆ ก้าวหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ปัญหาใหญ่ที่พอจะมองเห็นได้ คือ นับเป็นครั้งแรกที่มีงานไม่พอกับจำนวนคน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานราชการซึ่งเป็นงานที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการ

ทั้งนี้เพราะมีผู้จบการศึกษาจากชั้นมัธยมและปริญญามากขึ้น ชาวจีนมักจะเรียนโรงเรียนพาณิชย์จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับงานทำ

ดังนั้น ในขณะที่รัฐบาลถูกเรียกร้องจากหลายๆ ฝ่ายให้ใช้เงินในการสนับสนุนการศึกษาให้มากขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับสภาวะคนล้นงานในบางสาขา และในขณะเดียวกันก็รู้ด้วยว่าถ้ามีกลุ่มปัญญาชนที่ว่างงานมาก

พวกนี้ก็จะสร้างปัญหาทางการเมืองด้วย

ดุลยภาพ ข้าราชการ

เศรษฐกิจ และสังคม

การเน้นประเด็นการศึกษาของ Batson ไม่เพียงสัมพันธ์กับปัญหาในทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลสะเทือนจากสถานการณ์โลกที่อยู่ในสภาวะตกต่ำ หากแต่ยังสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของระบบโรงเรียน

จากระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย

เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการ “ดุล” ข้าราชการออก พื้นฐานของคนเหล่านี้ล้วนมาจากระบบโรงเรียน

และที่สำคัญคือบรรดา “หัวกะทิ” ซึ่งเป็นนักเรียนทุน “หัวนอก”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ่าน สังคมไทย ผ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ก่อน เปลี่ยนใหญ่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...