โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ได้ระบบแต้มบุญหนุนส่ง ชาตินี้พี่ขอรวยสุด [เนื้อหาหลักจบแล้ว]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2566 เวลา 06.18 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2566 เวลา 06.18 น. • tunkob
ตายแล้วได้ย้อนกลับมาแถมได้ระบบแต้มบุญหนุนเสริม ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ขอรวยให้สุดเลยแล้วกัน เรื่องนี้จะเน้นความกลมกล่อม สมจริง รวยแบบค่อยเป็นค่อยไป เห็นพัฒนาการ ให้ความรู้

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องนี้ไม่ฮาเร็ม พระเอกรักเดียวใจเดียว ไม่มีวนหลูบตกสาว พระเอกไม่ใช่หุ่นเชิดของระบบ เป็นนิยายระบบที่ไม่ใช่ระบบ เป็นนิยายรักครับ ! สาวๆอ่านได้เลย

ถ้าท่านอยากจะอ่านนิยายระบบที่ต่างจากเรื่องอื่นหน่อย! มาถูกที่แล้ว เรื่องนี้จะมีความสมจริงในตรรกะ ! เพราะผมเขียนโดยชูจุดตรงนี้ บางอย่างมันต้องมีที่มาที่ไป ผมจะพยายามใส่ความสมจริงลงไปในจุดที่ใส่ได้ แต่จุดที่เป็นแฟนตาซีนั่นก็อีกเรื่อง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าตรรกะในนิยายผม สิ่งที่ระบบจะให้ได้คืออะไรซึ่งปกติไม่มีอยู่บนโลก ! แต่ไม่ต้องห่วง พระเอกรวยสุด! OP สุด แน่นอน และจะเป็นการรวยแบบมีที่มาที่เป็น เห็นพัฒนาการในระดับความรวย พัฒนาการในการสร้างคอนเนคชั่น สะสมอำนาจ ทุกอย่างมันจะไม่มาปุบปับ ถ้าอยากจะเสพรับความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้เข้าไปรวยด้วย ไม่เว่อร์ ได้ความรู้ระดับหนึ่ง อ่านเลย ระบบจะมาช้าแต่มันมีเหตุผลรองรับ รอหน่อยครับไม่นานหรอก บอกไว้ก่อนให้รู้ ผมค่อนข้างจะเป็นนักเขียนที่มีจุดด้อยตรงการบรรยาย ผมบรรยายไม่เก่งนะครับ ขออภัยด้วย

นางเอก รริสาและลูกๆของนาง

เรื่องนี้เป็นแนวย้อนเวลา ดราม่าครอบครัวนิดๆในช่วงแรก ซึ่งเป็นเรื่องของตัวเอกที่ล้มเหลวในชีวิตและได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมายังร่างของตัวในเองอดีตเพื่อใช้ความรู้อนาคตแบบงูๆปลาๆจากตลาดคริปโตในช่วงแรกจนโครตรวยแบบ Easy แต่ถึงช่วงแรกจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคริปโต มันแค่ปูเรื่อง จริงๆคือนิยายรักนะครับ ชื่อเป็นนิยายระบบ แต่ระบบมันคือส่วนเสริม มันไม่ใช่ส่วนหลักที่ผลักดัน เนื้อหาช่วงหลังจะเป็นเกี่ยวกับความรัก เปย์แฟน ใช้ชีวิตแบบรวย ไม่ฮาเร็ม มีระบบแต้มบุญทำดี ตัวเอกทำได้หลายอย่าง ดำเนินเรื่องแบบ Slice of Life
**** สำคัญ ถึงจะเป็นนิยายเกี่ยวกับระบบที่มีดาดดื่น แต่เรื่องนี้ระบบไม่ใช่ตัวชูโรง ที่อะไรๆก็ระบบ ระบบมอบให้นะครับ ขอให้เข้าใจส่วนนี้ด้วย พระเอกรวยจากคริปโต และสมองของตัวเองขึ้นมา อีกอย่าง อย่ามัวยึดติดกับค่านิยมในนิยายระบบที่ต้องเก็บความลับ เพราะผมจะเขียนให้แตกต่างออกไป เขียนในสิ่งที่ท่านจะไม่ได้จากนิยายระบบเรื่องอื่น

ทีนี้มาถึงตัวผู้เขียนอย่างผม ผมเขียนนิยายมา 4-5 เรื่องแล้ว เขียนเรื่องยาว จบบริบูรณ์ไป 1 กำลังจะจบในเร็วๆอีก 1 สองเรื่องแรกผมเขียนไม่จบยังดองไว้ และมีแผนจะกลับไปเขียน ส่วนเรื่องนี้คือเรื่องล่าสุด ซึ่งค่อนข้างจะมีประสบการณ์มาเยอะแล้ว ผมจะเขียนให้จบแน่นอน จุดหมายในการเขียนเรื่องนี้ หนึ่งคือเพื่อเยียวยาหัวใจตัวเอง เขียนสนองนีท เอาสนุก แก้เครียด โครงเรื่องผมคิดมานานแล้ว มีในหัวจนจบ + ร่างคร่าวๆไว้แล้ว โดยแนวทางการเขียนนิยายของผมนั้นจะเน้นความสมจริงและความมีเหตุมีผลในนิยายร่วมด้วย ดังนั้นมันจะทำให้นิยายที่ผมเขียนค่อนข้างจะเป็นนิยายซึ่งมีตรรกะความคิด เหมาะแก่ผู้มีอายุระดับหนึ่ง

ตัวละครทุกตัวในเรื่อง เป็นตัวละครสมมุติขึ้นทั้งสิ้น เรื่องราวในเรื่องก็เป็นเรื่องแต่งทั้งหมด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลใดในโลกจริงนะครับ

ข้อมูลส่วนไหนที่เขียนไปแล้วมั่ว ท่านผู้อ่านสามารถช่วยแนะนำผมเพื่อให้แก้ไข และช่วยกันทำให้นิยายเรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้นได้ครับ เพราะนิยายที่ผมเขียนจะไม่ออกแนวเว่อร์วังเกินจริงไป ถึงจะแฟนตาซี แต่ก็ยังอิงเหตุและผลความเป็นจริงอยู่พอควร ไม่ได้หลุดโลกมาก

เรื่องป้ายทะเบียนถ้าไปตรงกับรถท่านใดขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ

7 ปี

“ออฟ เดี๋ยวเก็บของเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้วเข้าไปหาพี่ที่บริษัทด้วยนะ” จิ๊บเอเจนซี่บริษัทรับจัดงานอีเว้นเดินเข้ามาเอ่ยบอกกับออฟในวัย25ปีซึ่งกำลังเก็บของอยู่

“โอเคครับพี่..ผมก็ว่าจะหาโอกาสเข้าไปคุยกับพี่อยู่พอดี” ออฟเอ่ยขณะที่เงยหน้าขึ้นมายกมือปาดเช็ดเหงื่อ เมื่อเห็นว่าจิ๊บเดินออกจากโถงใหญ่ภายในห้างไปไกลแล้ว ออฟก็ถอนหายใจออกมาในใจก็นึกคิด “คงถึงเวลาแล้วสินะ..ที่เราอุตส่าห์อดทนมาตั้งนาน”

“ถึงเวลา” ที่ออฟหมายถึงนั้นกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถจะคาดเดาได้ออกว่าเป็นเรื่องอะไร แท้จริงแล้วออฟในตอนนี้ไม่สมควรจะมาอยู่ที่นี่ ในไทม์ไลน์นี้ พูดกันตามตรงแล้วออฟก็ไม่รู้และยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตนเองนั้นย้อนเวลากลับมาได้อย่างไร

ถูกต้องแล้วออฟนั้นเป็นคนที่ตายแล้วก็ย้อนกลับมาในร่างของตัวเองในอดีตจนก่อให้เกิดเป็นไทม์ไลน์ใหม่ที่ต่างออกไป ซึ่งการย้อนเวลาของออฟไม่ได้พึ่งจะเกิดขึ้น หากแต่มันผ่านมาได้หกถึงเจ็ดปีแล้ว แล้วอย่างนั้นเมื่อเป็นคนที่ย้อนเวลากลับมาและสามารถรู้อนาคตที่จะเกิดขึ้น ทำไมออฟถึงยังมาทำงานเป็นลูกจ้างรับจัดอีเว้นอยู่ภายในบริษัทเอเจนซี่จนถึงตอนนี้ ทั้งๆที่น่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่า?

คำตอบก็คือในช่วงเวลาก่อน ชีวิตของออฟนั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จ จะบอกว่าล้มเหลวก็คงไม่ผิด ครอบครัวแตกแยก บ้านล้มละลาย เรียนไม่จบปริญญา ทุกอย่างซึ่งเป็นนิยามของคำว่า “ความล้มเหลว” รวมเข้ามาอยู่ในตัวของออฟ ทั้งๆที่สามารถจะมีอนาคตซึ่งดีกว่านี้ได้ ทั้งๆที่ถ้าตั้งใจทำอะไรอย่างจริงๆจังๆเรื่องราวของจุดจบมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ออฟกลับเลือกที่จะไม่พยายาม ไม่ทำอะไร และกลายเป็นเด็กติดเกมจนนำมาซึ่งความล้มเหลวในหลายๆด้าน ครั้งพอได้มีโอกาสย้อนกลับมายังอดีต ออฟจึงตัดสินใจที่จะใช้ความรู้ความเข้าใจจากความพยายามศึกษาลงทุนในช่วงบั้นปลายของชีวิตเพื่อสร้างชีวิตใหม่ในไทม์ไลน์นี้อย่างที่ฝันไว้ เป้าหมายคือการเป็นคนที่รวยติดอันดับโลก เมื่อเป็นอย่างนั้นสุดท้ายก็กลับมายังคำถามเดิม แล้วทำไมผ่านมาถึงเจ็ดปีแล้วถึงยังได้ทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทรับจัดงานอีเว้นอยู่? ซึ่งคำตอบง่ายๆก็คือออฟนั้นไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรให้มากเกินไปในช่วงเวลาที่ตนยังไม่พร้อม เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่พระเจ้าประทานให้ โอกาสที่จะได้แก้ไขข้อผิดพลาด

ถึงแม้ว่าจะตั้งเป้าหมายเอาไว้สูงลิบว่าในไทม์ไลน์นี้ตนเองจะเป็นคนซึ่งร่ำรวยที่สุด หากแต่ความเป็นจริงนั้นเรื่องราวกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด ต่อให้จะเป็นคนที่ย้อนกลับมาและรู้อนาคต แต่เพราะในช่วงบั้นปลายของชีวิต ความรู้ที่ออฟพอจะมีแบบงูๆปลาๆอยู่บ้างก็คือเรื่องของคริปโต

“คริปโต” คืออะไร? คริปโตนั้นคือสกุลเงินดิจิตอลซึ่งผูกเข้ากับเทคโนโลยีของบลอคเชนด้วยแนวคิดของการกระจายศูนย์อำนาจทางการเงินเพื่อหวังจะหลุดออกจากการควบคุมของรัฐบาล และสกุลเงินคริปโตที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายสกุลหลักๆในช่วงเวลาก่อนที่ออฟจะย้อนกลับมาก็คือ BTC [บิทคอยน์] ETH [อีเธอเรียม] และยังมีสกุลเงินยิบย่อยที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายร้อยสกุลซึ่งผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในช่วงหลังจากปี 2016 เป็นต้นไป

กล่าวเป็นนัยก็คือตลาดคริปโตก็คล้ายกับตลาดหุ้น มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนจากสกุลเงินหนึ่งไปอีกสกุลเงินหนึ่งได้อย่างอิสระ แน่นอนเมื่อมีความคล้ายเหมือนกับตลาดหุ้นก็สามารถเก็งกำไร และสิ่งที่ออฟจะนำมาช่วยให้ตนก้าวขึ้นสู่การเป็นคนที่ร่ำรวยติดอันดับโลกนั้นก็คือความรู้จากอนาคตว่าเหรียญไหนจะมีราคาพุ่งสูงขึ้น และช่วงเวลาไหนที่เหรียญจะถูกเทขายแล้วมีราคาดิ่งลงเหวเท่าที่พอจะจดจำได้

และในช่วงเวลาเจ็ดปีที่ผ่านมาออฟไม่ได้ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า หากแต่ที่มาทำงานในบริษัทรับจัดงานอีเว้นแห่งนี้ก็เพื่อหาเงิน ในเมื่อย้อนเวลากลับมาในอดีตและรู้ว่าเหรียญบิทคอยน์ซึ่งมีราคาเพียงเหรียญละไม่กี่ร้อยบาทในปี 2013 จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นไปจนแตะหลักล้านได้ในปี 2021 เหรียญอีเธอเรียมซึ่งมีราคาเปิดตัวในปี 2016 เพียงหลักร้อยจะพุ่งทะยานขึ้นไปถึงเหรียญละหนึ่งแสนสี่หมื่นบาทในปี 2021 ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของคริปโต เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือการซื้อเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อเก็งกำไร แน่นอนว่าการซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร พูดแล้วดูเหมือนว่าอาจจะเป็นเรื่องง่าย ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องง่ายถ้าเกิดว่าออฟตั้งเป้าหมายเอาไว้เพียงแค่อยากจะร่ำรวยในระดับทั่วไป หากแต่เป้าหมายที่ออฟตั้งไว้กลับสูงลิบ เพราะแบบนั้นถึงแม้จะย้อนกลับมาในช่วงเวลาที่เหรียญต่างๆยังมีราคาถูกติดดินอยู่ ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเงินทุนซึ่งจะเอามาไว้ช้อนซื้อเหรียญเหล่านี้เก็บ อีกทั้งในช่วงเวลาก่อนที่เหรียญเหล่านี้จะแพร่หลาย การเข้าถึงเหรียญเหล่านี้เพื่อที่จะได้มาครอบครองก็ไม่ได้สะดวกสะบายเหมือนอย่างตอนนี้

ด้วยเพราะย้อนกลับมาในช่วงวัยที่พึ่งจะเรียนจบมัธยมปลายมาหมาดๆ ทางเลือกของออฟในการหาเงินจึงมีไม่มากนัก ทำให้ออฟซึ่งมักจะแวะเวียนไปเล่นเกมที่ร้านอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยๆและมีเพื่อนทำงานในบริษัทเอเจนซี่รับจัดงานอีเว้นเลยเลือกจะใช้ช่องทางนี้ในการทำงานหาเงินตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา.. อย่างน้อยงานเอเจนซี่พวกนี้ก็มีรายได้ดีกว่าการทำงานเป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อ และถ้าขยันมากพอหรือทำงานเข้าตาเจ้าของบริษัท รายได้เฉลี่ยก็จะอยู่ในระดับสองหมื่นบาทต่อเดือนได้ไม่ยาก

“7 ปี กับความอดทนของเรา” ออฟคิดขณะที่รื้อเก็บอุปกรณ์จัดบูทงานลงมาใส่กล่องจากนั้นจึงเข็นออกไปรวมกับเพื่อนๆ “เฮ้ยฝากหน่อยได้รึเปล่าวะ เดี๋ยวกูจะกลับเข้าไปคุยกับพี่จิ๊บที่บริษัท” ออฟเอ่ยฝากกับเพื่อนในทีม

“มึงไปเถอะ…แต่นี่มันก็เกือบเที่ยงคืนแล้วนะ มึงยังจะเข้าไปคุยกับพี่จิ๊บเรื่องอะไรวะ?” เนเอ่ยถาม

“ก็เรื่องที่กูจะออกนั่นแหละ..เหมือนว่าพี่เขาจะไม่อยากให้ออกมั้ง” ออฟตอบ

“ว่าแต่มึงยังไม่ได้บอกเลยว่าจะออกไปทำอะไร?”เนเอ่ยถามต่อ

“ก็ไปจัดการกับชีวิต..กูว่ามันถึงเวลาแล้ว” ออฟบอก

“เรื่องที่บ้านมึงอะนะ?”

“เออ ก็อย่างที่มึงรู้นั่นแหละว่ากูมีปัญหากับที่บ้าน..นี่ก็ใกล้วันรับปริญญาของพี่กูแล้ว ไม่ไปคงไม่ได้” ออฟเอ่ย

ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง เนก็เอ่ยขึ้น “เอาจริงๆนะ กูไม่เข้าใจมึงเลยว่าแม่ส่งให้เรียนทำไมมึงไม่เรียน กูก็รู้นะว่ามึงมีปัญหากับที่บ้าน แต่ยังไงถ้ามีใบปริญญามันก็ดีกว่าไม่ใช่หรอวะ ถึงตอนนี้งานที่พวกเราทำอยู่มันจะพอไปได้ก็เถอะ แต่มึงก็รู้ว่ามันไม่แน่นอน บางช่วงก็มีงาน บางช่วงงานไม่มีก็ไม่มีอะไรจะแดกอย่างช่วงนี้ที่งานน้อย”

ออฟหัวเราะ “กูเข้าใจที่มึงจะสื่อนะ…แต่มึงเชื่อกูเถอะ คนเรามีทางเลือกเสมอ…กูเลือกเดินในทางของกู ใครจะรู้ว่าสักวันกูอาจจะรวยเป็นมหาเศรษฐีก็ได้”

เนหัวเราะอย่างติดตลก “คำพูดมึงดูหล่อนะ..ถ้าเกิดว่ามึงไม่ได้จิ๊กเงินค่าเทอมที่แม่มึงส่งมาให้นี่หล่อเลย กูถามได้ไหมวะ มึงเอาเงินไปทำอะไร? แม่มึงก็ส่งเงินให้เดือนละเป็นหมื่น ทำงานก็ได้เดือนละเกือบสองหมื่น ยังมีค่าเทอมที่ไม่ยอมเอาไปลงเรียนอีก..มึงเที่ยวก็ไม่ค่อยเที่ยว แฟนก็ไม่มี กูล่ะงง หรือว่าเล่นการพนัน?” เนถาม

“เฮ้ย..กูก็บอกแล้วว่าไม่ได้เล่น ดวงกูเหี้ยยังกับอะไร เล่นก็มีแต่เสีย” ออฟตอบ

“ก็นั่นดิ กูเลยงงว่ามึงเอาเงินไปทำอะไรหมด ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟก็ไม่ต้องจ่าย กูเห็นมึงทำงานแบบนี้มาหลายปีแล้ว เลยถามไง” เนเอ่ย

ออฟหัวเราะกลบเกลื่อน “เอาไปลงทุน”

“ลงทุนห่าอะไร กูไม่เห็นมึงได้ลงทุนทำอะไร ก็เห็นทำงานกับกูอยู่นี่” เนตอบ

“ถ้ากูบอกว่าตอนนี้กูเป็นเศรษฐีพันล้านแล้วมึงจะเชื่อรึเปล่า?” ออฟเอ่ยทีเล่นทีจริง

“ถุย เชื่อก็โง่ ถ้าเงินแสนเงินล้านกูอาจเชื่อนะแต่พันล้าน ถุยเถอะ ถ้ามึงรวยขนาดนั้นไม่ไปซื้อแลมโบขับเลยวะ” เนเอ่ย

ออฟหัวเราะออกมาอีก “เออกูไปแล้ว ฝากดูเด็กๆมันเก็บของด้วย อย่าให้เสียชื่อทีมเรา” เอ่ยจบออฟก็หันเดินออกไป

“จะออกจะทิ้งกูไปแล้วยังจะมากลัวเสียชื่ออะไร” เนตะโกนเอ่ยไล่หลังอย่างเง้างอนตามประสาเพื่อน

ออฟที่เดินออกไปยิ้มหัวเราะพร้อมกับที่ยกมือขึ้นโบกให้ขณะที่หันหลังให้กับเน แน่นอนว่าในช่วงท้ายซึ่งออฟถามเนว่า “ถ้ากูบอกว่าตอนนี้กูเป็นเศรษฐีพันล้านแล้วมึงจะเชื่อหรือเปล่า?” นี่กลับไม่ใช่การคุยโวอวดเล่น หากแต่เป็นข้อเท็จจริง เพราะคำตอบที่ว่าออฟเอาเงินซึ่งหาได้ทั้งหมดไปไว้ที่ไหน นั่นก็คือเก็บไว้ในรูปแบบของเหรียญคริปโต เอาแค่เหรียญหลักๆอย่าง BTC ออฟก็มีเก็บไว้กระจายอยู่ในกระเป๋าฮาร์ดแวร์วอลเล็ต 3,340 เหรียญ ETH 14,300 เหรียญ ยังไม่รวมเหรียญยิบย่อยที่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาอยู่ไม่ถึงบาทหากแต่อีกในเจ็ดถึงแปดเดือนข้างหน้าราคาจะพุ่งไปถึงเหรียญละแปดสิบถึงเก้าสิบบาทอย่างเหรียญ ADA อีกด้วย นี่เป็นเพียงสามเหรียญสกุลหลักซึ่งออฟถืออยู่ และยังมีอีกหลายสิบซึ่งออฟคิดจะกระจายการลงทุนไปซื้อไว้ในเวลาหลังจากนี้

เพียงแค่นับเอาเหรียญสกุลหลักๆ อย่าง BTC ซึ่งราคาตลาด ณ ตอนนี้ เฉลี่ยอยู่ประมาณเหรียญละสองแสนบาท ETH ราคาเฉลี่ยอยู่ที่หกพันบาท ออฟก็มีทรัพยสินรวมกว่าเจ็ดร้อยล้านบาทแล้ว ยังมีเหรียญสเตเบิ้ลคอยอย่าง USDT ซึ่งออฟสำรองเก็บเอาไว้เพื่อเตรียมจะแปลงมาใช้เป็นเงินสดอีกนับล้านๆเหรียญ เพราะแบบนั้นการที่ออฟบอกว่า ณ ตอนนี้ตนเองอาจจะเป็นเศรษฐีพันล้านแล้วก็ได้กลับไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลยแต่อย่างใด

“อ้าวเสร็จแล้วหรอออฟ” จิ๊บเอ่ยถาม

“ครับพี่ ผมฝากให้เนมันดูแลต่อให้ ว่าแต่พี่จิ๊บมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรอครับ?” ออฟเอ่ยถามเปิด

“ก็เรื่องที่เราจะออกไง..ทำไมถึงจะออก? อยู่กับพี่มาตั้งนาน อยู่ช่วยพี่อีกหน่อยไม่ได้หรอ?” จิ๊บเอ่ย

“พอดีผมกะจะพักไปจัดการเรื่องที่บ้านน่ะครับพี่จิ๊บ..ต้องไปช่วยที่บ้าน” ออฟเอ่ยบอกเหตุผลออกไป

ได้ยินแบบนั้นจิ๊บก็แสดงออกถึงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเสียดายออกมา เพราะออฟนั้นเป็นคนที่ซื่อสัตย์และขยันอีกทั้งยังพึ่งพาได้ “พี่เพิ่มค่าแรงให้เอาไหม?” จิ๊บเอ่ยเสนอ

ออฟรัวเราะ “ผมออกเพราะเรื่องทางบ้านจริงๆครับพี่จิ๊บ อีกอย่างผมเองเก็บเงินได้ระดับหนึ่งแล้วเลยอยากจะลองออกไปทำอะไรเป็นของตัวเองบ้าง”

“ไม่ใช่ว่าจะมาเปิดบริษัททำแข่งกับพี่หรอกนะ” จิ๊บเอ่ยถามทีเล่นทีจริง

ยิ้มหัวเราะออกมาอีกครั้ง ออฟก็ยกมือขึ้นปัดป่ายปฎิเสธ “ไม่ใช่ครับ ผมไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่นอนครับพี่จิ๊บ”

ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จิ๊บก็ผลักซองขาวออกมาไว้ที่ด้านหน้าของออฟ “นี่ค่าแรงงวดสุดท้ายของเรา พี่เพิ่มให้พิเศษด้วย”

เห็นว่าออฟยกมือขึ้นมาไหว้ขอบคุณตนพร้อมกับที่รับเอาซองบรรจุเงินไปเก็บแล้ว จิ๊บก็เอ่ยขึ้นต่อ “ออฟออกไปแบบนี้พี่ก็แย่เลยน่ะสิ เดี๋ยวช่วงสิ้นปีงานเข้ามาเยอะคงจะยุ่งน่าดู”

“ผมออกแค่คนเดียวเองพี่จิ๊บ คนอื่นๆเขาก็อยู่ต่อ” ออฟเอ่ยตอบ

“คนอื่นๆเขาทำงานไม่เรียบร้อยน่ะสิ พี่ไม่ไว้ใจหรอก” จิ๊บถอนหายใน

“อย่างนั้นผมไปแล้วนะครับพี่” ออฟไหว้ลา

“อืม โชคดีนะน้อง ถ้ายังไงกลับมาทำกับพี่ได้ตลอดนะ พี่จะขึ้นค่าแรงให้” จิ๊บเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้

“ครับพี่” ออฟตอบพร้อมกับที่ลุกขึ้นยืนและเดินออกไป เมื่อเดินออกจากห้องทำงานของจิ๊บไปแล้วออฟก็ถอนหายใจออกมา เนื่องเพราะออฟนั้นรู้ดีว่าอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID 19 อย่างรุนแรงในประเทศไทยจนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี ในที่นี้นั้นรวมไปถึงธุรกิจของจิ๊บด้วย หากแต่การมาของไวรัสมรณะนี้กลับเป็นโอกาสและถือเป็นจุดเริ่มต้นในการไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้ที่ร่ำรวยระดับโลกของออฟ

ความไม่ลงรอยในครอบครัว

ใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วโมง สุดท้ายออฟก็เดินทางกลับมาถึงตึกแถวที่อยู่ในย่านลาดพร้าว เปิดประตูเหล็กเพื่อเดินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นที่สาม ออฟก็ต้องหยุดลงเนื่องเพราะสังเกตเห็นถึงผู้เป็นอาคนที่สามซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงาน ลังเลใจอยู่ชั่วครู่หนึ่งว่าตนจะเดินผ่านขึ้นไปยังชั้นที่สี่ซึ่งเป็นชั้นที่ตนพักอาศัยอยู่ตามอย่างที่ทำมาตลอดหลายปีหรือจะเข้าไปทักผู้เป็นอาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนดี สุดท้ายแล้วออฟก็ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปหาผู้เป็นอา จะยังไงเมื่อตัดสินใจจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเส้นอนาคตจากจุดนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องลังเลใจอีก

“สวัสดีครับอาเม้ง” ออฟเดินเข้าไปยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นอาที่นั่งจ้องโทรศัพท์มือถือของตนอยู่

“เออสวัสดีอาตี๋ออฟ ทำไมกลับมาดึกจัง?” เม้งผู้เป็นอาเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามตามมารยาท

“พอดีพึ่งทำงานเสร็จน่ะครับ” ออฟตอบ

“ทำงาน?” เม้งมุ่นคิ้วขมวดถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้เป็นหลานอย่างออฟมีการมีงานทำแล้ว เรื่องนี้จะโทษว่าเม้งก็คงไม่ได้ ด้วยเพราะสภาพของครอบครัวซึ่งมีความซับซ้อนและตัวเม้งเองก็มีธุรกิจรัดตัวทำให้นานๆครั้งจะได้เข้ามายังตึกแถวหลังนี้เพื่อตรวจความเรียบร้อย อีกทั้งออฟเองก็ไม่ใช่หลานซึ่งมีความโดดเด่นหรือมีเรื่องราวอะไรให้ตนเองต้องติดตาม

“ตี๋ออฟเรียนจบแล้วหรอ?” เม้งเอ่ยถาม

ออฟยิ้ม “ยังครับ”

เห็นว่าเม้งมุ่นขมวดคิ้วไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากได้รับคำตอบ ออฟก็ลอบถอนหายใจ จะยังไงตนก็ไม่ใช่คนที่เครือญาติคาดหลังว่าจะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ที่สำคัญ ด้วยเพราะอายุย่างเข้าปีที่ 25 แล้วทว่าตนกลับยังเรียนไม่จบและไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที การที่อีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าซึ่งปั้นยากออกมาในลักษณะนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร “เอ่อคือวันนี้ที่จริงผมอยากจะมาขอคำปรึกษากับขอความช่วยเหลือจากอาเม้งน่ะครับ”

ได้ยินแบบนั้นเม้งก็ยิ่งมุ่นขมวดคิ้วมากกว่าเดิม เนื่องเพราะโดยปกติแล้ว หลานคนนี้มักจะหลีกเลี่ยงและพยายามหลบหน้าตนทุกครั้งที่พบกันภายในตึกหลักนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาเอ่ยกล่าวสวัสดีทักทายเลย รู้ว่าวันนี้คงมีอะไรที่แปลกไป เม้งจึงวางโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือลง จากนั้นจึงผงกศีรษะตอบรับเพื่อวางมาดของญาติผู้ใหญ่ที่เตรียมจะรับฟังเรื่องราวของผู้เป็นหลาน “ตี๋ออฟมีเรื่องอะไร?”

“คือมันก็เริ่มยากอยู่นะครับ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อยู่พอสมควร….มันมีหลายเรื่อง ว่าแต่อาเม้งมีเวลาไหมครับ? ออฟจะได้ค่อยๆเล่าไป” ออฟตอบ

เม้งผงกศีรษะรับหน้าขรึมลง

“ที่จริงแล้วออฟไม่ได้ยังเรียนไม่จบ แต่ไม่ได้ไปเรียนมานานแล้วต่างหาก” ออฟเอ่ยเปิด

เม้งแสดงออกถึงความรู้สึกตกใจทันทีที่ได้ยิน “ไม่ได้ไปเรียนแล้ว? แล้วตี๋ออฟเอาเวลาไปทำอะไร” ถึงแม้จะพอคาดเดาได้อยู่แล้วเพราะเม้งเองก็พอจะรู้มาว่าหลานของตนคนนี้ค่อนข้างจะเป็นเด็กติดเกมตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชันมัธยมหากแต่ยังเลือกที่จะรักษาท่าทีเอาไว้และเอ่ยถามออกไป

“ออฟทำงานเก็บเงิน..ค่าเทอมที่แม่ให้มาออฟก็เอาไปลงทุน” ออฟเริ่มเอ่ยตอบ

แสดงออกถึงท่าทีที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งออกมา เม้งก็เอ่ยถามต่อ “ลงทุนทำอะไร? แล้วขาดทุนหมดเลยหรอ?” แม้จะยังไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้เป็นหลานเอ่ยบอก หากแต่ถ้าสิ่งที่ผู้เป็นหลานเอ่ยบอกคือความจริง อย่างนั้นผลลัพธ์ของการลงทุนก็คงมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือขาดทุน เพราะไม่อย่างนั้นผู้เป็นหลานที่มักจะหลบหน้าตนอยู่ตลอดคงไม่เดินเข้ามาพูดคุยขอคำปรึกษาในลักษณะนี้แน่

“เปล่าครับไม่ได้ขาดทุน…จริงๆคือมันได้กำไร ได้มาเยอะ เยอะมากๆ เพราะแบบนั้นเลยอยากจะมาขอคำแนะนำกับอาเม้งน่ะครับ” ออฟเอ่ยตอบ สังเกตเห็นเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของผู้เป็นอา ออฟก็เอ่ยต่อ “อาเม้งก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอครับว่าออฟกับแม่มีความเห็นไม่ค่อยตรงกัน อีกอย่างเรื่องพวกนี้อธิบายไปแม่เขาคงไม่เข้าใจ ที่สำคัญสิ่งที่ออฟลงทุนไปมันก็ไม่ใช่อะไรที่คนปกติจะเข้าใจได้ง่ายๆครับ เพราะแบบนั้นออฟเลยอยากจะมาคุยกับอาเม้งให้เข้าใจว่าออฟทำอะไรอยู่ อาเม้งจะได้ไปช่วยพูดกับแม่ให้เข้าใจด้วยอีกแรง ขืนออฟเดินเข้าไปพูดกับแม่ตรงๆแบบที่พูดกับอาเม้ง คงไม่ได้อธิบายอะไรกัน บ้านแตกก่อนแน่ๆ” ออฟเอ่ย

เม้งผงกศีรษะขณะที่พยายามจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จ้องมองไปยังผู้เป็นหลานอย่างสำรวจมองอยู่ครู่หนึ่ง เม้งก็เกิดความรู้สึกว่าหลานคนนี้ของตนกลับดูเป็นผู้ใหญ่กว่าที่ตนเคยประเมิน

“แล้วธุรกิจที่ตี๋ออฟไปลงทุนคืออะไร?” เม้งถาม

“คริปโตน่ะครับ อาเม้งเคยได้ยินเกี่ยวกับบิทคอยน์มาไหมครับ?” ออฟเอ่ยถาม

ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้รายละเอียดหากแต่เพียงได้ยินผ่านหูจากหน้าข่าวมาบ้างแต่เม้งกลับผงกศีรษะอย่างเข้าใจ

“ออฟเอาเงินที่เก็บไว้ไปลงในบิทคอยน์ครับ เรื่องสรุปๆมันก็ประมาณนี้” ออฟเอ่ยต่อ

“บิทคอยน?..มันเป็นพวกต้มตุ๋นไม่ใช่หรอ..อาได้ยินมาว่ามันฟองสบู่แตกแล้วนี่” เม้งเอ่ย

ได้ยินแบบนั้นออฟก็เข้าใจได้ทันทีว่าผู้เป็นอานั้นแทบไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าบิทคอยน์และคริปโตเลย “คงจะเหนื่อยกว่าที่คิด” ออฟลอบคิดกับตัวเองในใจ จากนั้นจึงขบคิดว่าจะอธิบายกับผู้เป็นอาให้เข้าใจยังไงดี? เพราะถ้าอธิบายให้ผู้เป็นอาเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงการอธิบายให้ผู้เป็นแม่เข้าใจเลย

“คืองี้ครับอาเม้ง บิทคอยมันไม่ใช่การหลอกลวงนะครับ มันเป็นสกุลเงินดิจิตอล พูดเอาเข้าใจง่ายๆมันก็เหมือนกับสินค้าตัวหนึ่ง หรือหุ้นตัวหนึ่งนั่นแหละครับ แต่ก่อนมันอาจจะยังไม่ได้รับความนิยมหรือแพร่หลาย ทว่าตอนนี้หลายส่วนก็เริ่มให้ความยอมรับเพิ่มมากขึ้นแล้ว มันก็มีกระดานเทรดเหมือนกับตลาดหุ้น ซื้อขายกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็เหมือนกับว่าออฟเอาของไปขายให้คนที่เขาต้องการซื้อ เขาก็จ่ายเงินให้ออฟ ออฟก็ให้บิทคอยน์เขา ไม่ได้ไปหลอกอะไร” ออฟเอ่ยอธิบาย

ถึงจะยังไม่เข้าใจดีแต่เม้งก็ผงกศีรษะรับ ปากก็เอ่ยถามต่อด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความงุนงงสงสัย “แล้วไอ้บิทคอยน์เนี่ย มันเอาไปทำอะไร?”

“มันเป็นสกุลเงินดิจิตอลครับ มันมีมูลค่าในตัวของมัน ถ้าจะให้เปรียบเทียบ มันก็คล้ายๆกับทองแต่อยู่ในรูปแบบของดิจิตอลน่ะครับอาเม้ง” ออฟตอบ

“แต่ทองมันก็คือทอง บิทคอยน์มันคืออะไรนะ เงินดิจิตอลมันก็แค่ตัวเลขไม่ใช่หรอ? อาไม่เข้าใจ” เม้งเอ่ยถามงงกับสิ่งใหม่ที่ได้ยิน

“ถ้าเจาะลึกคงจะยาว คือบิทคอยน์มันมีเทคโนโลยีบลอคเชนควบคุมอยู่ครับ ซึ่งคนที่ควบคุมมันก็กระจายอยู่ทั่วโลก เอาง่ายๆมันคือสกุลเงินแห่งอนาคตที่กระจายศูนย์อำนาจ ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกควบคุมหรือมายึดมันไปจากเราได้ เพราะแบบนั้นมันเลยมีค่าขึ้นมา เอาไว้เดี๋ยวออฟจะอธิบายเจาะลึกให้อาเม้งฟังอีกทีก็แล้วกันครับ ส่วนเรื่องฟองสบู่แตกแล้ว..จะว่าแบบนั้นก็ได้ครับอาเม้ง เพราะราคาต่อเหรียญของบิทคอยน์เคยขึ้นสูงสุดไปถึงหกแสนกว่าบาท แต่ตอนนี้ลงมาเหลือแค่สองแสนกว่าเอง เอาเป็นว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนี้หรอกครับ ออฟได้มาราคาถูกกว่านั้นมาก” ออฟเอ่ยอย่างเข้าใจ เนื่องเพราะจากมุมมองของเม้งที่ไม่ได้รู้อนาคต การที่ราคาบิทคอยน์ซึ่งเคยพุ่งสูงอย่างน่าประหลาดไปจนถึงหกแสนบาทอยู่ๆก็ตกดิ่งลงมาเหลือหนึ่งแสนบาทคงไม่ต่างอะไรกับคำนิยามที่ว่าฟองสบู่แตก ซึ่งเม้งคงไม่มีทางจะคาดคิดได้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าราคาบิทคอยน์จะเริ่มขยับออกตัวและดิ่งสูงขึ้นจากตอนนี้เป็นสิบเท่า เม้งคิดไม่ถึง ออฟในไทม์ไลน์เก่าก็คิดไม่ถึง ไม่มีใครคิดถึง

ยังคงปรากฎเค้าลางของความสับสนไม่เข้าใจอยู่บนใบหน้า เม้งก็เอ่ยถามต่อ “แล้วออฟอยากจะให้อาช่วยอะไร”

“เรื่องแรกคือช่วยคุยกับคุณแม่หลังจากที่เข้าใจสิ่งที่ออฟทำอยู่ครับ” ออฟตอบ

“อย่างนั้นเราคงต้องคุยกันอีกยาวเลยนะ” เม้งตอบเพราะยังไม่ได้ปักใจเชื่อในสิ่งที่ผู้เป็นหลานเอ่ยบอก จากนั้นจึงถามต่อ “แล้วเรื่องที่สองล่ะ?”

“อยากจะปรึกษาและขอความรู้เรื่องภาษีครับ เอาตรงๆเรื่องนี้ออพยังมีความรู้น้อย เลยอยากจะขอคำปรึกษากับอาเม้ง” ออฟเอ่ย

“เรื่องภาษี?” ได้ยินหัวข้อที่สองเม้งก็ยิ่งแสดงออกถึงความไม่เข้าใจออกมาอีก ไม่รู้ว่าในวันนี้ตนนั้นรู้สึกแปลกใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วกันแน่

“ก็อย่างที่บอกว่าออฟได้กำไรจากบิทคอยน์มาเยอะมาก…แต่ออฟยังไม่ได้แปลงเงินออกมาเป็นเงินเฟียสน่ะครับ”

“เงินเฟียส?” เม้งถามอีก

“อ่อ..หมายถึงพวกสกุลเงินกระดาษ ในที่นี้ก็เงินบาทครับ ที่ยังไม่แปลงออกมาเพราะกลัวเรื่องภาษี พอดีว่าอาเม้งทำธุรกิจอยู่คงพอจะรู้ช่องทางอะไรมากกว่าออฟ” ออฟเอ่ย

คิ้วบนหน้าผากยังคงมุ่นขมวดเข้าหากันไม่ได้คลายออก เม้งก็เกิดความรู้สึกสงสัยใจขึ้นมาอีก เพราะถ้าเงินจำนวนไม่เยอะมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หลานตนเองก็ไม่น่าจะมีศักยภาพอะไรที่ถึงกับต้องมาเกรงกลัวเกี่ยวกับเรื่องภาษี นึกคิดถึงจุดนี้สิ่งที่เกิดต่อมาก็คือความเริ่มอยากรู้ที่ผุดขึ้นมาในใจ

“แล้วไอ้บิทคอยน์เนี่ยมันซื้อขายกันยังไง?” เม้งถาม

“ปกติก็เทรดกันในกระดานเทรดนั่นแหละครับ ส่งยจะแปลงเป็นเงินบาทยังไง ถ้าจำนวนไม่เยอะมากเราขายออกมาเป็นบาทแล้วก็กดโอนจากกระดานเทรดให้เข้าตรงบัญชีเราได้เลย แต่ถ้าเยอะมันก็จะวุ่นวายขึ้นมาหน่อย ยิ่งถ้าในกระดานเทรดของเมืองนอกที่ใหญ่กว่า กรรมวิธีมันก็จะยุ่งขึ้นอีกพอสมควรครับ” ออฟเอ่ย

“ปกติไอ้การซื้อขายออนไลน์นี่เขาตรวจไม่ได้หรอกนะตี๋ออฟ ยิ่งถ้าเราทำแอบๆไม่กระโตกกระตาก นอกเสียจากว่าจำนวนเงินมันจะเยอะมากๆ” เม้งบอก

ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง “ปัญหาของออฟคือจำนวนเงินมันเยอะครับ ที่จริงออฟก็อยากจะรออีกหน่อย แต่ตอนนี้สถานการณ์ที่บ้านก็ไม่ค่อยจะดี หลังจากงานรับปริญญาของพี่หมิว แม่กับพ่อเขาก็ต้องไปขึ้นศาลล้มละลายแล้วครับ เพราะแบบนั้นออฟเลยตัดสินใจจะนำเงินออกมาเคลียร์หนี้ แม่เขาจะได้สบายใจไม่เครียด”

“อะไรนะ?” เม้งที่พึ่งจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเอ่ยอย่างรู้สึกตกใจ ถึงแม้จะรู้ระแคะระคายเรื่องสถาพคล่องทางการเงินของผู้เป็นพี่สาวคนโจมาบ้างแต่เม้งก็ไม่คิดว่าจะหนักถึงขั้นนี้

“แม่เขาปิดไว้หมดน่ะครับ กลัวญาติๆไม่สบายใจ อาเม้งเองก็ช่วยแม่ไว้เยอะ อันนี้ออฟก็รู้” ออฟบอก อันที่จริงแล้วเหตุผลแท้จริงซึ่งนิดาแม่ของออฟปิดเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพทางการเงินเอาไว้ไม่ยอมบอกใครไม่ใช่เพราะกลัวญาติๆไม่สบายใจหากแต่เป็นเพราะกลัวจะถูกญาติๆดูถูก อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งเหตุผล

“ถ้าไปบอกเขาแล้วพวกเขาก็จะกลัวกันหมด อย่างนี้จะมีใครกล้ามาช่วยเราอีก ใครเขาจะให้เรายืมเงิน?” นี่คือคำพูดซึ่งนิดาเอ่ยบอกกับออฟเมื่อครั้งอดีต และนี่ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ออฟไม่ลงรอยกับผู้เป็นแม่ตลอดมา

“แม่ธุรกิจของเรามันไปไม่ได้แม่ก็ต้องยอมรับ ยืมหนี้กลบหนี้ไปแบบนี้มันก็ไม่จบ มีแต่จะดึงให้คนอื่นเขามาเดือดร้อนกับเราเปล่าๆ ถ้าธุรกิจมันไปไม่รอดก็ปล่อยล้มไป แม่จะยื้อทำไม? เริ่มกันใหม่ไม่ดีกว่าหรอ?” ภาพความทรงจำในอดีตซึ่งตนทะเลาะเรื่องเดิมๆซ้ำๆกับผู้เป็นแม่ตลอดมาผุดขึ้นมาในห้วงความคิด

เมื่อดึงสติกลับมาได้แล้วออฟก็เอ่ยต่อ “อาเม้งไม่ต้องกังวลหรอกครับ เรื่องหนี้ของแม่…ก็อย่างที่บอกว่าออฟได้กำไรจากบิทคอยน์มาเยอะ..เยอะมากจนจ่ายไหว แค่อยากจะรอให้คดีมันถึงที่สุดก่อน จะได้คุยประนอมลดยอดหนี้ลงมาง่ายหน่อย”

นิ่งเงียบประมวลความคิดจากเรื่องต่างๆที่ได้ยินมา ทั้งเรื่องหนี้สินของผู้เป็นพี่สาว ทั้งเรื่องที่ผู้เป็นหลานอยู่ๆก็เดินเข้ามาพูดคุยเรื่องอะไรแบบนี้กับตน เม้งที่ยังลังเลไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้เป็นหลานเอ่ยบอกอย่างเต็มร้อยก็ได้แต่ต้องเอ่ยถามจนกว่าจะแน่ใจ “แล้วยอดหนี้ที่เขาฟ้องมาน่ะเท่าไหร่?”

“ถ้าเอาตามตัวเลขที่ธนาคารฟ้องเข้ามา ที่เป็นชื่อแม่กับพ่อ ของธนาคารกรุงเทพอย่างเดียวรวมดอกเบี้ยทุกอย่างก็เกือบร้อยล้านครับอาเม้ง แต่จากที่ศึกษาหลายๆเคสมาออฟคิดว่าต่อรองสัก 55-60 ล้านธนาคารก็น่าจะโอเค ส่วนธนาคารอื่นๆยังไม่ได้ถูกยื่นฟ้องเพราะเป็นชื่อของพี่หมิวแยกส่วนกัน มีไม่เยอะหรอกอีก สิบกว่าล้าน” แน่นอนว่ายอดหนี้ร้อยล้านอาจจะฟังดูเยอะ แต่ความจริงแล้วในสมัยก่อนนั้นการจะสร้างเครดิตและยื่นกู้กับธนาคารไม่ได้มีความยากเหมือนกับสมัยนี้ กลับเป็นตัวธนาคารเองเสียงอีกที่เมื่อสามสิบปีก่อนเลือกจะเป็นฝ่ายส่งคนออกไปเยี่ยมเคาะตามร้านค้าแล้วถามว่าอยากจะกู้เงินไหม? ทางเราพร้อมทำวงเงินพร้อมใช้ให้นะ ทว่าเวลาผ่านมาสามสิบปีเรื่องราวก็เริ่มกลับตาลปัตรเสียแล้ว

ซึ่งนิดาแม่ของออฟก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาในช่วงเริ่มแรกนั้นจนประสบความสำเร็จ เมื่อประสบความสำเร็จจากร้านก่อสร้างขายวัสดุเล็กๆในเวลาช่วงสามสิบปีก่อนสุดท้ายร้านเล็กๆก็เริ่มขยับขยายเติบโตใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ธุรกิจเริ่มขยับขยายใหญ่ขึ้น วงเงินที่สามารถกู้ได้ก็ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น ด้วยเพราะขยับขยายอย่างรวดเร็วจนเกินไป ประกอบเข้ากับความรู้ที่มีเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงินนั้นไม่มากพอจึงทำให้นิดาเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอกับรายจ่ายทำให้เกิดสภาวะ “ขายดีแต่เจ้ง” ในที่สุด ทว่าถึงแม้จะประสบสภาวะขาดทุนสะสมมาเป็นเวลานานและธุรกิจเริ่มล้มลงจนถึงจุดที่ยากจะฟื้นฟูกลับมาได้ นิดากลับเลือกที่จะไม่ยอมปล่อยมือจากสิ่งที่สร้างมาและใช้เครดิตซึ่งตนสะสมมานานปีในการยืมหนี้กลบหนี้ เริ่มแรกการยืมหนี้กลบหนี้ก็ยังสามารถทำให้รอดพ้นผ่านวิกฤตไปได้บ้าง หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปยอดหนี้เริ่มเพิ่มพูน ดอกเบี้ยรายเดือนที่ต้องจ่ายก็พุ่งขึ้นสูงจนยากจะหาเงินมาจ่ายไหว ผู้คนที่จะสามารถหยิบยืมได้ก็ลดน้อยถอยลงพร้อมกันกับเครดิตที่สั่งสมมาซึ่งเริ่มพังทลาย สุดท้ายแล้ว แม้จะพยายามยื้อเท่าออกไปเท่าไหร่ นิดาก็ไม่สามารถที่จะประคับประคองธุรกิจซึ่งสร้างมาให้รอดพ้นผ่านไปได้ ซึ่งทุกอย่างกำลังจะเกิดขึ้นซ้ำรอยในไทม์ไลน์นี้

ได้รับฟังถึงยอดหนี้ที่ผู้เป็นพี่สาวถูกทางธนาคารฟ้องร้อง เม้งก็ได้แต่จมลึกอย่างรู้สึกใจหาย ตัวเลขขนาดนั้นถึงตนอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้เป็นหลานซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้านี้เลย “อาฟังไม่ผิดใช่ไหมตี๋ออฟ ตี๋ออฟบอกว่าสามารถใช้หนี้ให้แม่ได้ ? ร้อยล้าน?”

ออฟ ผงกศีรษะ “ได้ครับ ออฟเตรียมเงินเอาไว้แล้ว เหลือแต่แลกออกมาเป็นเงินบาท ที่ยังรออยู่ก็เพราะกลัวเรื่องภาษีด้วยส่วนหนึ่ง”

“ร้อยล้านเลยน่ะตี๋ออฟ ตี๋ออฟไปเอาเงินขนาดนั้นมาจากไหน?” เม้งเบิ่งตาเอ่ยถาม

“บิดคอยน์ไงครับอาเม้ง เมื่อเจ็ดแปดปีก่อนราคาบิทคอยน์มันเหรียญละไม่กี่สิบบาทจนถึงหลักร้อยเองครับ ตอนนี้สองแสนกว่า เงินที่แม่ส่งให้กับค่าเทอมออฟก็เอามาซื้อบิทคอยน์นี่แหละครับ” ออฟอธิบาย

ได้ยินแบบนั้นเม้งก็เริ่มจะมองเห็นเค้าลางของความเป็นไปได้ขึ้นมาหากแต่เรื่องราวที่ได้ยินมันออกจะเหลือเชื่อจนเกินไป ในวันนี้หลานที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของตนกลับเดินเข้ามาบอกว่ายังเรียนไม่จบ ไม่ได้ไปเรียน จากนั้นอยู่ๆก็มาบอกว่ามีเงินเป็นร้อยล้านอยากจะใช้หนี้ให้แม่ เรื่องแบบนี้มันออกจะ น่าเหลือเชื่อเกินกว่าจะสามารถเชื่อได้

ใช้เวลาอยู่อีกกว่าหนึ่งชั่วโมงเพื่ออธิบายและแสดงให้เม้งผู้เป็นอาเห็นภาพว่าคริปโตสามารถเทรดแลกเปลี่ยนออกมาเป็นเงินจริงได้ทุกเมื่อจากกระดานเทรดอย่างยากลำบาก ออฟก็เหลือบมองไปยังนาฬิกาบนฝาผนัง “โหนี่จะตีสี่แล้ว ออฟว่าอาเม้งพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ เอาไว้เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเกี่ยวกับรายละเอียดกันใหม่”

ออฟเอ่ยจากนั้นจึงยิ้มและลุกขึ้นเดินขอตัวไปอาบน้ำนอน

แปลก

หลังจากที่มองเงาหลังของผู้เป็นหลานที่จากไปแล้ว เม้งก็ใช้เวลาอยู่อีกกว่าครึ่งชั่วโมงเสริชหาข้อมูลเกี่ยวกับบิทคอยน์ภายในโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องเพราะเรื่องราวที่ได้รับฟังมาในวันนี้มันออกจะน่าเหลือเชื่อมากเกินไป

เหลือบมองดูเวลาซึ่งปาเข้าไปเกือบจะตีห้าแล้ว สุดท้ายเม้งก็ตัดสินใจกดโทรหาผู้เป็นลูกสาว รอสายอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เสียงงัวเงียของผู้เป็นลูกสาวก็ดังผ่านปลายสายมา “ฮัลโหลป๊า..โทรมาทำไม? นี่มันพึ่งจะตีห้าเองนะ”

“หลิว หนูรู้จักบิทคอยน์หรือเปล่า?” เม้งเอ่ยถามผู้เป็นลูกสาวผ่านปลายสาย

“ป๊าโทรมาเพื่อจะถามเรื่องนี้นี่นะ” หลิวเอ่ยโวย

“เออน่า รู้ไหม? บอกป๊าหน่อย” เม้งตอบ

หลิวที่งัวเงียลุกขึ้นมาจากเตียเอ่ยตอบทั้งที่ใบหน้ายังยับมุ่ยอยู่ “ก็รู้ไง ป๊าจำไม่ได้หรอว่าสองปีก่อนหลิวยังบอกกับป๊าว่าเสียดายที่ไม่ได้ซื้อไว้อยู่เลย…แต่ไม่ซื้อก็ดีแล้ว เห็นตอนนี้ราคาตกลงไปเหลือแสนสองแสนแล้วนี่ ฟองสบู่แตกแล้วมั้ง”

นิ่งเงียบอย่างครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เม้งก็เอ่ยถาม “แล้วมันใช่พวกต้มตุ๋นหรือเปล่า บิทคอยน์เนี่ย?”

“ไม่ใช่..มันก็เหมือนกับซื้อขายของนั่นแหละ มีตลาดซื้อขายเหมือนตลาดหุ้น ถ้าอยากซื้อก็เข้าไปซื้อ อยากขายก็ไปขาย แต่เล่นอะไรพวกนี้มันเสี่ยงกว่าหุ้นเยอะ ขึ้นแรงลงแรง วันนี้ราคาสองแสน ไม่รู้อาทิตย์หน้าจะเหลือถึงห้าหมื่นไหม” หลิวตอบ

“ว่าแต่พรุ่งนี้หนูว่างหรือเปล่า เข้ามาที่ลาดพร้าวหน่อย ป๊าจะให้ช่วยดูว่ามันจริงไหม?” เม้งบอก

“ดูอะไรป๊า?”

“ก็ตี๋ออฟน่ะสิ เขาเข้ามาปรึกษาป๊าในหลายๆเรื่อง..เอาไว้หนูเข้ามาแล้วค่อยคุยกัน” เม้งบอกผ่านปลายสาย

ผ่านไปจนถึงแปดโมงเช้า หลิวก็ขับรถเข้ามายังตึกแถวที่ลาดพร้าวเพื่อมาหาผู้เป็นพ่อ

“เฮียออฟนะหรอเล่นบิทคอยน์ด้วย?” หลิวเอ่ยหลังจากได้ฟังเรื่องราวของญาติผู้พี่จากผู้เป็นพ่อ

“ป๊าฟังๆมาแล้วก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ ยังไม่แน่ใจว่าตี๋ออฟโกหกหรือเปล่า?” เม้งบอก

“ซื้อไว้ตั้งแต่เจ็ดปีก่อน….ป๊า ถ้าเฮียเขาซื้อไว้ตั้งแต่เจ็ดปีก่อนจริงๆมันก็เป็นไปได้อยู่นะ” เอ่ยเสร็จหลิวก็เข้าเว็บเพื่อเสริชหาข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการราคาของบิทคอยตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กับผู้เป็นพ่อดู “ป๊านี่ไงดูสิ ปีนี้ 2020 ใช่รึเปล่า ก็ถ้าย้อนไปเมื่อ 7 ปีก่อน มันเหรียญละไม่กี่ร้อยบาทเองนะป๊า ตอนนี้ประมาณ สองแสน ถ้าซื้อไว้แล้วเอามาขายตอนนี้ก็กำไรเหนาะๆเป็นพันเท่า หลิวยังเคยพูดอยู่เลยไงว่ารู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า … เจ็ดปีก่อน เฮียก็พึ่งจะ 17 18 เองไม่ใช่หรอ?” หลิวเอ่ย

สังเกตเห็นถึงสีหน้าของผู้เป็นพ่อ หลิวก็เอ่ยถามขึ้น “นีี่นอนหรือยัง?”

เม้งสายศีรษะ “พอดีมันมีหลายเรื่อง ป๊าก็พึ่งจะรู้จากตี๋ออฟเขามาว่าอาเจ้จะต้องไปขึ้นศาลล้มละลายเดือนหน้า”

“อ่าวสรุปเรื่องที่ม๊าบอกก็เรื่องจริงหรอที่ว่าป้่านิดาถังแตก?” หลิวเอ่ย“แล้วที่เฮียเขามาปรึกษากับป๊าก็เรื่องนี้หรอ” หลิวถามอย่างอยากรู้

“ไม่ใช่ซะทีเดียว..คือแบบนี้” เม้งเอ่ยพร้อมกับเริ่มเล่าให้กับผู้เป็นลูกสาวฟัง

นั่งคุยกับผู้เป็นลูกสาวอยู่พักใหญ่ เม้งก็สังเกตเห็นถึงออฟที่เดินลงบันไดมา “อ้าวตื่นแล้วหรอตี๋ออฟ”

“ครับอาเม้ง” ออฟเอ่ย

“เฮีย..เฮียเล่นบิดคอยน์ด้วยหรอ? หลิวเห็นป๊าบอก” หลิววิ่งเข้ามาเอ่ยทักถาม

ออฟยิ้ม “ก็ประมาณนั้น”

“งั้นสอนหลิวหน่อยสิ หลิวก็ว่าจะซื้อไว้อยู่เมื่อสองสามปีก่อน แต่ก็อด ไม่ทัน ไม่กล้าด้วย” หลิวบอก

มองดูลูกพี่ลูกน้องซึ่งอ่อนกว่าตัวเองอยู่สี่ปีเดินเข้ามาใกล้ ออฟก็ได้แต่อดรู้สึกประหม่าไม่ได้ ถ้าจะให้พูดตามความจริงแล้ว เนื่องจากมีเชื้อจีนทำให้ครอบครับเครือญาติของออฟออกจะมีลักษณะผิวที่ขาวตามแบบลักษณะของคนจีนมากกว่าคนไทย หลิวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และยิ่งภรรยาของเม้งนั้นมีชื้อสายจากคนจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะแบบนั้นเลยทำให้หลิวมีลักษณะเด่นของเชื้อจีนมากขึ้นไปอีก

ใช้เวลาอยู่นานเกือบสองชั่วโมงเพื่อสอนให้ญาติผู้น้องสมัครและกรอกข้อมูลจากเว็บเทรดภายในประเทศไทย เมื่อเสร็จแล้วออฟก็เอ่ยขึ้น “ถ้าจะผูกกับบัญชีธนาคารต้องรอให้ยืนยันตัวตนผ่านก่อน น่าจะไม่นาน”

“ไหนเฮียบอกว่าโอนเหรียญมาให้ยังไม่เห็นมีเลย” หลิวเอ่ย

“นี่ตรงนี้…ถ้าจะขายก็เข้าไปขายตรงนี้ได้เลย กรอกราคา ตอนกรอกก็ดูให้ดี… ถ้าจะโอนออกจากกระดานเทรดต้องสมัครกระเป๋าเอาไว้เก็บก่อน เฮียแนะนำให้ซื้อฮาร์ดแวร์วอลเล็ต จะได้ไม่ถูกแฮค พวกนี้ราคาไม่กี่พันหรอก ดูๆไปก่อน ไม่เข้าใจอะไรค่อยถามก็แล้วกัน เดี๋ยวเฮียไปสั่งข้าวกินก่อน” ออฟบอกจากนั้นจึงหันกลับมาถามเม้ง “อาเม้งเอาอะไรไหมครับ?”

เม้งส่ายศีรษะ

หลังจากที่ออฟเดินออกไปแล้ว เม้งก็เอ่ยถามผู้เป็นลูกที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาทดลองฟีเจอร์ต่างๆในแอปเทรดอยู่ “เป็นยังไง?”

“เดี๋ยวก่อนป๊า” ผ่านไปอีกพักใหญ่ หลิวก็เอ่ยขึ้น “นี่ไง ยืนยันแล้ว ผูกธนาคารเสร็จแล้ว เมมเบอร์ระดับหนึ่งยอดถอนได้วันละล้าน เหมือนจะเยอะ เอ่อมันก็น่าปวดหัวจริงๆนะถ้าจะถอนทีละมากๆอย่างที่เฮียอธิบาย” หลิวเอ่ยกับตัวเอง

“เป็นไง” เม้งเอ่ยถามขึ้นมาอีก

“อะไรคือเป็นไง?” หลิวถาม

“จริงหรือเปล่า เชื่อได้ไหม?” เม้งถาม

“จริง ตอนแรกหลิวก็ไม่อยากจะเชื่อนะ มันเหลือเชื่อเกิน แต่เมื่อตะกี้หลิวแอบดูบัญชีของเฮียเห็นแว๊บๆ ว่ามีบิทคอยอยู่เป็นร้อยจริงนะ เขาโอนมาให้หลิวอยู่ นี่ไง 3 เหรียญ เดียวลองขายดู ถ้าขายได้แล้วเงินเข้าบัญชีจริงๆก็ชัวแล้ว” หลิวตอบ

นั่งจิ้มๆทดลองขายอยู่พักหนึ่ง รออยู่เกือบยี่สิบนาทีหลิวก็พบว่าเงินที่กดถอนออกมากว่าหนึ่งแสนบาทโอนเข้ามาในบัญชีของตนแล้ว “เงินเข้าแล้วป๊า นี่ไงดูสิ”

“แสนเดียว? ไหนบอกว่าตี๋ออฟเขาโอนมาให้สามเหรียญ เหรียญละสองแสนไม่ใช่หรอ?” เม้งเอ่ยถาม

“ขายลองดู ไม่ได้จะขายหมด มันแบ่งขายได้ ทีละ0.1 0.05เหรียญ ก็ได้ จะขายหมดทำไม เฮียบอกว่าให้เก็บไว้ก่อน มันมีโอกาสจะขึ้นอีก ไม่ใช่สอนแสนด้วย ขายไปแสนเก้าหมื่นแปดพัน เสียค่าธรรมเนียมอีกนิดๆ ป๊าดูสิในกระดานเทรดมีเหรียญแปลกๆตั้งเยอะ” หลิวเอ่ยขณะที่ยื่นส่งโทรศัพท์ของตนไปให้ผู้เป็นพ่อดู

ได้ยินอย่างนั้นเม้งก็จมอยู่ในห้วงความคิด แน่นอนว่าจากที่ผู้เป็นลูกบอกว่าออฟนั้นโอนบิทคอยมาให้สามเหรียญเป็นค่าขวัญถุง ฟังดูอาจจะดูเหมือนน้อย…แต่มูลค่าเหรียญละเกือบสองแสนรวมกันก็เป็นเงินถึงหกแสนบาท เงินหกแสนบาทแม้จะสำหรับตนเองในตอนนี้ก็ถือว่าไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย

“เดี๋ยวเฮียกลับมาแล้วให้เฮียสอนเพิ่มดีกว่า” หลิวเอ่ย นั่งคิดอยู่พักหนึ่ง หลิวก็เอ่ยต่อ “จะว่าไปก็แปลกนะป๊า”

“แปลก?”

“ก็ถ้าเฮียเขามีเหรียญเยอะขนาดขายออกมาได้เงินเป็นร้อยล้านสามารถเอามาใช้หนี้ได้จริงๆ แล้วทำไมเฮียเขาถึงยังเป็นแบบนี้…หลิวหมายถึงทำเป็นเหมือนคนไม่มีอะไรน่ะ ป๊าก็รู้ไม่ใช่หรอว่าญาติๆเขามองเฮียยังไง?” หลิวเอ่ย

“หลิวจะบอกว่าตี๋ออฟโกหก?” เม้งถามงง

“ไม่ใช่ โกหกบ้าอะไรป๊า เมื่อกี้หลิวนั่งตรวจดูแล้ว เว็บนี้มันเป็นเว็บเทรดจริง ขนาดผูกกับบัญชีธนาคารได้แบบนี้มันต้องมีระบบหลังบ้านและน่าเชื่อถืออยู่พอควรป๊า ไม่ใช่เว็บหลอกเว็บปลอมอะไรแบบนั้นหลอก หลิวแค่งงว่าเฮียมีเงินเป็นร้อยล้านแล้วทำไมถึงรอมาจนป่านนี้?……บิทคอยน์มันราคาขึ้นไปสูงสุดเมื่อเกือบสองปีก่อนประมาณหกแสนนะป๊า ถ้าตามปกติเฮียเขาต้องขายแล้วเอาเงินมาใช้หนี้ให้ที่บ้านตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไหม? ยิ่งคิดหลิวก็ไม่เข้าใจ แปลกคน คนอะไรจะกล้าทุ่มหมดหน้าตักขนาดเอาค่าเทอมมา all in แบบนี้ … มันเหมือนกับว่าเฮียออฟเขารู้ว่าราคามันจะขึ้นมาขนาดนี้ได้ ป๊าลองคิดดู ถ้าเกิดราคามันไม่ได้ขึ้นมาขนาดนี้ เฮียคงแย่แน่ๆ ที่สำคัญเฮียเขามาบอกป๊าก่อนทำไม?..ที่จริงไปคุยกับป้านิดาเลยดีกว่าไหม?" หลิวแสดงความเห็น

“อาเจ้เขาคุยยาก…ถ้าไอ้เรื่องที่ตี๋ออฟเล่ามามันจริง ป๊าก็พอจะเข้าใจ… หนูลองคิดดู ขนาดเขาเดินเข้ามาอธิบายให้ป๊าฟัง ป๊ายังไม่เชื่อเลย ขนาดป๊าเป็นคนทำธุรกิจ นับประสาอะไรกับป้านิดาของหนูที่อยู่แต่ต่างจังหวัด”

คิดถึงผู้เป็นพี่สาวขึ้นมาได้ เม้งก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาผู้เป็นพี่

“โทรหาใคร” หลิวถาม

“อาเจ้หรอ..ว่างคุยไหม?” เม้งเอ่ย “อาเจ้ เดือนหน้าหลานรับปริญญาวันที่เท่าไหร่?..ออ .ออ ได้ๆ หาที่เลี้ยงฉลองไว้หรือยัง..ออ ดี ดี อย่างนั้นเดี๋ยวผมจัดการให้เองนะ” เอ่ยคุยเรื่องยิบย่อยสอบถามเกี่ยวกับผู้เป็นหลานชายอยู่พักใหญ่โดยที่นิดาพยายามเอ่ยตอบเลี่ยงๆ เพราะในความคิดของนิดา ผู้เป็นลูกชายของตนนั้นไม่ใช่อะไรที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อให้พูดคุยถึงได้ สุดท้ายเม้งก็ตัดสินใจที่จะเอ่ยถามขึ้น “เจ้..เดือนหน้าเจ้ต้องไปขึ้นศาลล้มละลายหรอ?…เจ้ไม่ต้องหลอกผม บอกผมตามตรง”

นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ นิดาก็เอ่ยถามกลับ “เม้งทำไมถึงรู้?”

“ผมรู้ก็แล้วกันอาเจ้” เม้งตอบ

“เม้งไม่ต้องเป็นห่วงหรอก…พี่หาช่องทางเอาไว้แล้ว” นิดาตอบ

“เจ้นั่นแหละไม่ต้องเครียด..ผมไปดูดวงมา เขาบอกว่าปีนี้อาเจ้จะเจอแต่สิ่งดีๆ ยังไงเจ้ก็ไม่ล้มหรอก” เม้งเอ่ยเป็นนัย

เงียบฟังผู้เป็นพ่อคุยอยู่กับป้าจนวางหูไป หลิวก็เอ่ยถาม “ป๊า ไหนบอกว่าเฮียเขาขอให้เก็บไว้ก่อนไง? ไปบอกป้าดาแบบนั้นทำไม?”

เม้งส่ายศีรษะเพื่อจะบอกเป็นนัยว่าแค่นี้เองจะเป็นไร “บอกม๊าหนูเอาไว้ด้วย จะได้ปรับตัวถูก กำชับไว้ด้วยนะว่าอย่าพึ่งเอาไปบอกใคร ขานั้นยิ่งเก็บความลับไม่ค่อยจะอยู่”

“ป๊าจะไม่บอกญาติคนอื่นๆหรอ?” หลิวถาม

เม้งส่ายศีรษะ “ให้ตี๋ออฟเขาตั้งสินใจเอง หนูก็รู้อยู่ไม่ใช่หรอว่าป้าๆเขาไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่น่ะ?”

เห็นถึงออฟที่เดินกลับขึ้นบันไดมา หลิวก็รีบวิ่งเข้ามาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อน “เฮีย ยืนยันตัวตนเสร็จแล้ว ลองขายดูแล้วแปบเดียวเงินเข้าบัญชีเลย..แล้วจะเติมเงินเข้าไปยังไงหรอเฮีย"

"ก็คล้ายๆกับถอนนั่นแหละ มันมีปุ่มให้ผู้บัญชี ผู้แล้วก็กดฝากเข้าได้ มันจะตัดเงินผ่านบัญชี" ออฟตอบ

“มีตัวไหนน่าซื้อไว้บ้าง เฮียแนะนำหน่อยสิ” หลินรีบถาม

“มันก็มีหลายตัว ในเว็บเทรดไทยตัวเลือกมันยังน้อยอยู่ หลักๆที่น่าซื้อเก็บตอนนี้ก็มี ETH แต่หนูห้ามทุ่มหมดหน้าตัก เด็ดขาดนะ พวกนี้มันขึ้นแรงลงแรง ถ้าอยากจะเล่นก็แบ่งเอาเงินที่เสียได้มาลง จริงๆเริ่มจากที่เฮียให้ไว้ก็พอมั้ง ตอนเฮียเริ่มทุนก็ไม่กี่หมื่นหรอก” ออฟบอก

“เฮียแล้วกระดานเทรดนอกกับไทยต่างกันยังไง?” หลิวถาม

“กระดานนอกมันก็ใหญ่กว่า น่าเชื่อถือกว่า วอลุ่มเยอะกว่า เวลาเราอยากจะปล่อยเหรียญเยอะๆมันก็จะปล่อยง่ายกว่ามีคนรอซื้อรองรับมากกว่าของไทยหลายเท่่า ค่าธรรมเนียมก็ถูกกว่า มีฟีเจอร์ให้ลองมากกว่า เอาไว้หลิวค่อยๆเรียนรู้ไปทีละขั้นก็ได้ อย่ารีบ จำไว้ว่าอย่าทุ่มหมด ถ้าจะซื้อเหรียญอะไรให้ลองศึกษาลึกๆก่อนว่าเหรียญพวกนี้มันคืออะไร ทำเกี่ยวกับอะไร มีพื้นฐานรองรับไหม ใครเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา จุดประสงค์เพื่ออะไร ถ้าเราวิเคราะห์ประมวลดูแล้วว่ามีอนาคตค่อยซื้อ” ออฟเอ่ย

“ค่อยสอนน้องไปนะตี๋ออฟ…หลิว ช่วงนี้ก็ปิดเรียนอยู่ไม่ใช่หรอ? ก็มาเรียนรู้กับเฮียเขาสิ” เม้งเอ่ย

ได้ยินอย่างนั้นออฟก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับท่าทีของเม้ง เพราะจากไทม์ไลน์ก่อน เม้งจะค่อนข้างเป็นคนหวงลูกสาว และไม่ได้อยากจะให้ผู้เป็นลูกสาวมาคลุกคลีอยู่กับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้ชายสักเท่าไร

“เรื่องนี้ไม่ต้องบอกหรอกป๊า สบายหลิว” หลิวตอบ “เฮีย เฮียถือเหรียญอะไรอยู่บ้าง”

“หลักๆก็ BTC ETH สองเหรียญนี้แหละ ถ้ายังไม่มีพื้นฐานอย่าไปซื้อเหรียญยิบย่อย มันเสี่ยง ไปศึกษาก่อน” ออฟตอบ

“เฮียถือไว้เยอะรึเปล่า” หลิวเริ่มเอ่ยถาม

“ก็พอมี..แต่ขายออกมาใช้หนี้หมดก็เหลือไม่มากแล้ว” ออฟเอ่ยตอบเลี่ยง

“อาตี๋ออฟ เรื่องภาษี อาลองถามเพื่อนให้ดูแล้วนะ..เขาบอกว่ามันพอจะมีช่องว่างและลู่ทางอยู่ ไม่ยากหรอก” เม้งบอกพร้อมกับที่ยื่นส่งกระดาษที่จดเบอร์ติดต่อของเพื่อนตนเอาไว้ให้

“ขอบคุณครับ งั้นเดี๋ยววันนี้ออฟไปเตรียมตัวก่อนนะครับ ว่าจะเข้าไปติดต่อกับบริษัทกระดานเทรดเรื่องแลกเงินออกมา พอดีว่าออฟนัดเขาไว้แล้ว เงินจำนวนเยอะเข้าไปคุยเองกับตัวจะสะดวกกว่าและเร็วกว่า…เรื่องแม่ยังไงออฟฝากอาเม้งด้วยนะครับ” เอ่ยจบออฟก็เดินขึ้นไปยังชั้นบน

“โถ่..ยังมีเรื่องอยากถามตั้งเยอะไปซะแล้ว หลอกถามไม่สำเร็จซะงั้น… หลิวว่าเฮียเขาไม่ได้มีแค่ที่เห็นแน่ๆ เพราะตอนที่เขาสอนหลิวเขายังมีหลุดบอกออกมาว่าเก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าฮาร์ดแวร์วอลเล็ตปลอดภัยกว่า แล้วการแยกเก็บหลายกระเป๋าก็จะช่วยลดความเสี่ยง จะโอนเข้ามากระดานเทรดก็ต่อเมื่อจะขายหรือซื้อเท่านั้น… ป๊าลองคิดดู ถ้าเฮียเขาเริ่มซื้อเก็บตั้งแต่เจ็ดแปดปีก่อนจริงๆ ตอนนี้จะมีเยอะขนาดไหน?…เผลอๆมีเป็นพันล้านแล้วแน่ๆ” หลิวบอก

“หนูอย่าเพ้อเจ้อลูก..” แม้ปากจะเอ่ยบอกออกไปอย่างนั้น หากแต่เม้งเองก็อดที่จะคิดตามไม่ได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...