โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บราซิล แบนใช้ Stablecoin–คริปโทฯ เป็นตัวกลางโอนเงินข้ามประเทศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ธนาคารกลางบราซิล สั่งห้ามผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (eFX) ใช้ stablecoin และคริปโทฯอื่น ๆ เช่นบิตคอยน์ในการชำระเงินโอนเงินไปต่างประเทศ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม แต่นักลงทุนรายบุคคลยังสามารถซื้อและถือครองคริปโทฯได้ปกติ

3 พ.ค. 2569- เว็บไซต์ coindesk รายงานว่า ธนาคารกลางบราซิลสั่งห้ามผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (eFX) ใช้ stablecoin และคริปโทเคอร์เรนซี อย่างบิตคอยน์ในการชำระเงินโอนเงินไปต่างประเทศ โดยมาตรการนี้มีผลต่อบริษัทฟินเทคและผู้ให้บริการชำระเงิน ส่งผลให้ช่องทางชำระเงินเบื้องหลังสำหรับธุรกรรมข้ามพรมแดนถูกปิดลง แต่ผู้ลงทุนรายบุคคลยังสามารถซื้อและถือครองสินทรัพย์คริปโทฯได้

รายงานข่าวระบุว่า การชำระเงินผ่าน eFX จะต้องดำเนินการผ่านธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) หรือบัญชีเงินเรียลของผู้ที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ (non-resident real accounts) โดยบริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาตต้องยื่นขออนุมัติจากธนาคารกลางภายในเดือนพฤษภาคม 2027

คำสั่งนี้อยู่ภายใต้ Resolution No. 561 ของธนาคารกลางบราซิล (BCB) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 เมษายน โดยเป็นการปรับปรุงกฎเกณฑ์สำหรับระบบ eFX ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินระหว่างประเทศในรูปแบบดิจิทัลของบราซิล ครอบคลุมการชำระเงิน การซื้อ การถอน และการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยกฎใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวไปจนถึงปี 2027

ภายใต้กฎใหม่นี้ การชำระเงินระหว่างผู้ให้บริการ eFX กับคู่สัญญาในต่างประเทศ จะต้องดำเนินผ่านธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือบัญชีเงินเรียลของผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักในบราซิล โดยไม่อนุญาตให้ใช้คริปโทฯเป็นทางเลือกอีกต่อไป

อธิบายให้ชัดขึ้นคือ บริษัทที่ให้บริการโอนเงินไม่สามารถรับเงินเรียลจากลูกค้า แล้วแปลงเป็น USDT, USDC หรือ BTC เพื่อไปชำระเงินในต่างประเทศผ่านบล็อกเชนได้

แต่กฎนี้ไม่ได้ห้ามการซื้อขายคริปโทฯ นักลงทุนยังสามารถซื้อ-ขาย ถือครอง และโอนสินทรัพย์คริปโทฯได้ผ่านผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต ภายใต้ Resolution BCB No. 521 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดย Resolution 561 เป็นการปิดโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินเบื้องหลังที่บริษัท eFX ใช้ในการดำเนินธุรกรรม

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อบริษัทอย่าง Wise, Nomad และ Braza Bank ซึ่งก่อนหน้านี้ได้นำ stablecoin มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบชำระเงินข้ามประเทศ เช่น Nomad ใช้เครือข่ายของ Ripple ในการโอนเงินระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ และชำระบัญชีด้วย stablecoin ขณะที่ Braza Bank ได้ออก stablecoin ที่มีเงินเรียลหนุนหลังบนเครือข่าย XRP Ledger

ข้อมูลจาก Receita Federal ระบุว่า ตลาดคริปโทฯในบราซิลมีมูลค่าการเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 6,000–8,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดย stablecoin คิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมด นอกจากนี้ บราซิลยังติดอันดับ 5 ของโลกในด้านการยอมรับคริปโทฯในปี 2025 จากเดิมอันดับ 10 ในปีก่อนหน้า และมีประชากรราว 25 ล้านคนที่ถือครองหรือทำธุรกรรมคริปโทฯ

มติฉบับนี้ยังจำกัดให้บริการ eFX ดำเนินการได้เฉพาะสถาบันที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลาง เช่น ธนาคาร Caixa Econômica Federal บริษัทหลักทรัพย์ นายหน้าแลกเปลี่ยนเงินตรา และสถาบันการชำระเงินที่ทำหน้าที่เป็นผู้ออก e-money หรือผู้รับชำระเงิน ส่วนบริษัทที่ยังไม่ได้รับอนุญาตสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ต้องยื่นขออนุญาตภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2027 โดยต้องใช้บัญชีแยกสำหรับเงินลูกค้า และจัดทำรายงานรายละเอียดรายเดือน

ในอีกด้านหนึ่ง Resolution 561 ยังขยายขอบเขตของ eFX โดยอนุญาตให้ผู้ให้บริการสามารถจัดการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดการเงินและตลาดทุน ทั้งในและต่างประเทศได้ แต่จำกัดวงเงินไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ต่อรายการ ซึ่งเพดานเดียวกันนี้ยังใช้กับโซลูชันการชำระเงินดิจิทัลที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

กฎใหม่นี้ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบของการกำกับดูแลในวงกว้าง ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม สมาคมอุตสาหกรรมที่เป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 850 แห่ง ได้ออกมาคัดค้านการขยายการจัดเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงิน (IOF) ไปยังธุรกรรม stablecoin

ท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลบราซิลในครั้งนี้สะท้อนการขีดเส้นให้คริปโทฯ สามารถดำรงอยู่ในตลาดได้ แต่ไม่อนุญาตให้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการชำระเงินข้ามประเทศผ่านระบบ eFX อีกต่อไป

อ้างอิง: coindesk.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ คริปโทเคอร์เรนซี ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...