เมื่อ Deepfake ลบเส้นแบ่งความจริง เราจะพิสูจน์ตัวตนได้อย่างไร?
เทคโนโลยี AI และ deepfake กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ของจริง” กับ “ของปลอม” เลือนหาย แม้แต่ตัวตนของมนุษย์ก็ถูกตั้งคำถาม ความน่าเชื่อถือกลายเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ยาก ขณะที่การสงสัยทำได้ง่าย อีก 1 คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะหลีกเลี่ยงการถูกหลอกได้อย่างไร แต่คือเราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าตัวเราเองคือ “ของจริง”
เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันถูกพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็ว จนเส้นแบ่งระหว่าง “ของจริง” กับ “สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น” เลือนรางลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากเดิมที่คนส่วนใหญ่มักกังวลกับการถูกหลอกด้วยข้อมูลปลอม แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าแม้เราจะพยายามบอกกับปลายสายว่าเป็นตัวเราจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
โดยเฉพาะการใช้ AI ทำ deepfake และการโคลนเสียงด้วย AI เรื่องนี้ใหญ่ถึงขั้นที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ ความเชื่อมั่นทางสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันได้เลย เพราะเมื่อการสร้างความน่าเชื่อถือ ต้องมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่การตั้งคำถามทำได้ง่ายนิดเดียว ดังนั้นอีกหนึ่งคำถามที่ควรถูกตั้งอาจไม่ใช่แค่ว่า เราจะหลีกเลี่ยงการถูกหลอกได้อย่างไร แต่อาจเป็นว่า “ในโลกที่ทุกอย่างถูกตั้งคำถามได้ง่าย ๆ เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านั่นคือตัวเราจริง ๆ”
นี่คือสถานการณ์ที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ต้องเผชิญในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นอยู่ที่การโพสต์วิดีโอที่มีแสงสะท้อน จนทำให้ดูเหมือนเนทันยาฮูมีนิ้วที่ 6 บนมือขวา สิ่งนี้เคยเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่านี่คือวิดีโอที่สร้างโดย deepfake แน่นอน นั่นทำให้โลกออนไลน์เต็มไปด้วยกระแสข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว และทางอิสราเอลกำลังปกปิดความจริง
แต่ไม่กี่วันต่อมาเนทันยาฮูก็โพสต์วิดีโออีกคลิป ในขณะที่เขาอยู่ในร้านกาแฟ พร้อมยกมือขึ้นโชว์ด้วยรอยยิ้มเพื่อยืนยันว่าเขามีนิ้วมือครบเหมือนคนปกติ
สิ่งนี้สะท้อนถึงอะไร?…นี่คือครั้งแรกที่คนระดับผู้นำประเทศ ต้องพยายามพิสูจน์อย่างเปิดเผยว่าตัวเองไม่ใช่ AI และดูเหมือนจะล้มเหลวด้วย เพราะผู้คนจำนวนมากยังคงเชื่อว่าเนทันยาฮูเสียชีวิตไปแล้ว
แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิดีโอจะยืนยันตรงกันว่าวิดีโอของเนทันยาฮูเป็นของจริงแน่นอน พร้อมชี้ว่าความผิดปกติที่เห็นนั้นถือเป็นสิ่งที่ปรากฏได้ในวิดีโอทั่วไป ตัวอย่างเช่น นิ้วที่ 6 นั้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเพียงแสงสะท้อนบนฝ่ามือของเนทันยาฮู ซึ่งอาจดูแปลกเมื่อหยุดภาพในจังหวะนั้น แต่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เพราะจริง ๆ ตอนนี้เทคโนโลยี AI ไม่ได้สร้างนิ้วเกินมาหลายปีแล้ว และยิ่งเป็นโมเดลที่สามารถสร้างวิดีโอระดับนี้ได้ ก็ไม่น่าจะพลาดในจุดนี้
[caption id="attachment_238524" align="aligncenter" width="1037"]
ภาพจาก https://www.youtube.com/@IsraeliPM/videos[/caption]
อีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าวิดีโอที่เนทันยาฮูมี 6 นิ้ว ไม่ใช่ deepfake คือ มีช่วงหนึ่งที่เนทันยาฮูบังเอิญชนไมโครโฟน ทำให้เกิดเสียงแทรกที่ตัดเสียงพูดออกไป ซึ่งความต่อเนื่องลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ขณะที่วิดีโอในร้านกาแฟของเนทันยาฮู ก็เป็นของจริงเหมือนกัน
Hany Farid ศาสตราจารย์ด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และผู้ร่วมก่อตั้ง GetReal Security ระบุว่า ทีมของเขาได้วิเคราะห์เสียง ตรวจจับใบหน้าแบบเฟรมต่อเฟรม ตรวจสอบแสงและเงาอย่างละเอียด “ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่านี่เป็นวิดีโอที่สร้างโดย AI”
แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่เพียงพอ เนทันยาฮูถึงกับโพสต์วิดีโอที่สาม ขณะที่ผู้ที่ไม่เชื่อก็ยังคงไม่เชื่อต่อไป นั่นทำให้คำถามที่ควรตั้งย้อนกลับมาว่า “เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านั่นคือเราจริง ๆ”
โทมัส เจอร์เมน นักข่าวอาวุโสด้านเทคโนโลยีของสำนักข่าว BBC ได้ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา และเขาเริ่มกระบวนการทดลองจริง ๆ ด้วยการวิดีโอคอลหาป้าของตัวเอง และบอกว่า “เดี๋ยวจะวิดีโอคอลมาใหม่ ให้ดูว่ากำลังคุยกับตัวจริงหรือ AI” เพราะเขาอยากพิสูจน์ว่า คนที่รู้จักเขามาตลอดชีวิตจะแยกออกได้หรือไม่ ซึ่งเขาไม่ได้ใช้ AI แต่แค่วิดีโอคอลกลับไปอีกครั้งเท่านั้น
ในช่วงเริ่มต้นการทดลอง ป้าของเจอร์เมนที่ไม่รู้บอกว่า “เสียงเหมือนคนจริง มีน้ำเสียงขึ้นลงที่ดูเป็นคนจริงมากกว่าจะเป็น AI” แต่พอเจอร์เมนบอกว่า AI ตอนนี้ก้าวหน้าอย่างมาก แค่น้ำเสียงเหล่านั้นสามารถทำขึ้นได้อย่างง่ายดาย จากนั้นป้าของเขาก็เริ่มลังเล และบอกว่า “ตอนแรกมั่นใจว่าเป็นคนจริงถึง 90% แต่ตอนนี้เริ่มลังเล เพราะเมื่อกี้เริ่มดูเหมือนของปลอมมากกว่า”
ความลังเลทำให้ความจริงเริ่มจางลง ป้าของเจอร์เมนเลยใช้วิธีอ่านมุกตลกจาก facebook เพื่อดูปฏิกิริยาว่าเป็นธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งเจอร์เมนก็หัวเราะปกติ แม้จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี ยิ่งพอเจอร์เมนทำอะไรที่ผิดไปจากเดิมเล็กน้อย แค่เปลี่ยนสีเสื้อที่เคยชอบ ก็ถูกมองว่ามีโอกาสเป็น AI แล้ว จนสุดท้ายเจอร์เมนเฉลยว่าเขาคือตัวจริง แต่ป้าของเขาก็ยังคงรู้สึกไม่แน่ใจอยู่ดี
การทดลองนี้ทำให้เห็นว่า แม้แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดมาตลอดชีวิตยังมีความลังเล ว่านั่นเป็นคนจริงหรือ AI กันแน่ เพียงแค่มีพฤติกรรมอะไรที่ผิดไปจากเดิมนิดหน่อยก็มีโอกาสถูกมองว่าเป็น AI ได้ และเรื่องนี้จะยากขึ้นมากหากปลายทางเป็นคนที่ไม่สนิท หรือไม่รู้จักกันมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนระดับนายกรัฐมนตรี และผู้ชมคือคนทั้งโลก
เจอร์เมน ยังไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญว่า มีวิธีอะไรที่สามารถพิสูจน์ให้คนเชื่อได้ทันทีว่า ตัวเองไม่ใช่ AI ซึ่งคำตอบนั้นสั้นมาก คำตอบคือ “ไม่มี” แต่ก็พอมีวิธีที่ใช้ทดสอบเพื่อลดความเป็นไปได้ว่าไม่ใช่ AI เช่น เสียงในสภาพแวดล้อมนั้น เงาด้านหลังที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหว เงาที่สะท้อนบนแว่น หรือการทำกิจกรรมอื่นเช่น หยิบหนังสือ จดโน้ตระหว่างพูดคุย ซึ่งถ้าเป็น deepfake จะไม่ได้ทำสิ่งแบบนี้ แต่ทั้งหมดไม่ใช่วิธีที่การันตีได้จริง ๆ แค่ลดความน่าจะเป็น AI ลงเท่านั้น หากไม่มีขั้นตอนเหล่านี้แทบจะมั่นใจไม่ได้เลยว่าภาพที่เห็นคือคนจริงหรือ AI แม้แต่คนที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี ก็ยังยากมากที่จะยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นคนจริงหรือไม่
ในช่วงต้นของสงครามยูเครนหลังการรุกรานของรัสเซียในปี 2022 deepfake ยังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งในกาซา คอนเทนต์ปลอมมีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก และพอถึงเวเนซุเอลา คอนเทนต์ปลอมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจนถึงอิหร่านก็ยกระดับไปอีกขั้น
ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลกับเจอร์เมนว่า กรณีของเนทันยาฮู สิ่งที่เป็นปัญหาคือทีมงานใช้กล้องคุณภาพสูงและตั้งค่าระยะชัดลึกแบบพื้นหลังเบลอ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับวิดีโอ AI ทำให้ถูกสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยคอนเทนต์ปลอม ทำให้ความไม่ไว้วางใจกลายเป็นเรื่องปกติ และยากที่จะลบล้าง
แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเสนอ ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อน กลับเป็นสิ่งที่เรียบง่ายจนคนรุ่นก่อนก็คิดได้ นั่นคือการใช้ “รหัสลับ” โดยทั้งตัวเอง ครอบครัว คู่ธุรกิจ และคนที่ต้องพูดคุยเรื่องสำคัญ ควรมีรหัสลับที่รู้กันเฉพาะ เพื่อใช้ยืนยันตัวตนในกรณีฉุกเฉิน คล้ายกับการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (multi-factor authentication)
ข้อมูลที่ควรต้องทราบเพิ่มคือ การหลอกลวงด้วย deepfake กำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพ จากข้อมูลของ American Association of Retired Persons (AARP) การหลอกลวงที่ใช้ AI เพิ่มขึ้นถึง 20 เท่าในช่วงปี 2023–2025 โดยคนที่ถูกหลอกมีตั้งแต่คนทั่วไปไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ บริษัทวิศวกรรมของอังกฤษยังเคยสูญเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์ หลังถูกหลอกด้วย deepfake ของ CFO และแนวโน้มนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าคำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ “ยังไม่มีวิธีไหนที่ยืนยันได้ 100% ว่าปลายสายไม่ใช่ AI จากการคุยกันเฉย ๆ” แต่ในทางปฏิบัติ เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
1. สังเกตพฤติกรรมที่ AI ยังเลียนแบบไม่เนียน: แม้ AI จะเก่งมากแล้ว แต่ยังมีบางจุดที่พอจับสังเกตได้ เช่น
- ความต่อเนื่องของบริบท: คนจริงจะจำเรื่องก่อนหน้าได้แบบมีรายละเอียดเฉพาะตัว ให้ลองถามเรื่องเฉพาะที่เคยคุยกัน
- ปฏิกิริยาแบบไม่สมบูรณ์แบบ: คนจริงจะลังเล พูดติดขัด เปลี่ยนคำกลางประโยค AI มักลื่นเกินไป หรือดีเกินจริง
- การตอบคำถามนอกสคริปต์: ถ้าถามแบบฉับพลัน หรือเรื่องเฉพาะเจาะจงมาก AI บางครั้งจะตอบกว้าง ๆ หรือเลี่ยง
2. ใช้รหัสลับ: นี่คือวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำจริง และเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุด โดยให้ตั้งรหัสลับกับคนใกล้ตัว หรือคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อใช้ยืนยันตัวตนในสถานการณ์สำคัญ เช่น การทำธุรกรรมการเงิน หรือเรื่องที่ต้องมีการตัดสินใจสำคัญเร่งด่วน เพื่อทำหน้าที่เปรียบเหมือน 2FA (two-factor authentication) ในโลกจริง
3. ยืนยันผ่านช่องทางอื่น: อย่าเชื่อจากช่องทางเดียว หากมีคนโทรมา ให้ลองวางสายแล้วโทรกลับเบอร์เดิม หรือถ้ามีข้อความแปลก ๆ ให้ถามย้ำผ่านอีกแอปหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเงินต้อง double check เสมอ
4. สังเกตรายละเอียดทางภาพ/เสียง: ถ้าเป็นการวิดีโอคอล ให้สังเกตอย่างละเอียด เช่น เสียงกับภาพตรงกันไหม มีความต่อเนื่องของแสง เงา การเคลื่อนไหว หรือไม่ หรือมี interaction จริงไหม เช่น หยิบของ หรือทำของตก แต่ต้องเข้าใจว่าปัจจุบัน AI ขั้นสูงเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว
5. ระวังสถานการณ์เร่งด่วนผิดปกติ: โดยปกติแล้ว การใช้ Deepfake มักใช้กับสถานการณ์ที่บีบให้ต้องตัดสินใจเร่งด่วน เช่น ให้รีบโอนเงินเดี๋ยวนี้, ห้ามบอกใคร หรือเป็นเรื่องด่วนมาก ยิ่งถ้ามีแรงกดดัน ความลับ และเกี่ยวกับเรื่องเงินมักมีมีความเสี่ยงสูง
เทคโนโลยี AI นั้นพัฒนาไปไกลมาก การยืนยันให้มั่นใจ 100% ว่าตนเองไม่ได้กำลังถูกหลอก โดยใช้เพียงแค่วิธีคุยอย่างเดียวปัจจุบันไม่สามารถใช้ได้แล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือใช้หลายวิธีร่วมกัน มีรหัสลับ บวกกับการสังเกตอย่างละเอียด และสุดท้ายคือไม่ว่าจะเป็นเรื่องด่วนหรือสำคัญแค่ไหน อย่าเชื่อทันที โดยเฉพาะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ
มาปลุกสกิล AI ด้านการเงิน–การลงทุน เตรียมความพร้อมให้ตัวเองเพื่อคว้า“โอกาสสร้างความมั่งคั่ง” ใน งาน “มหกรรมการเงิน Money Expo 2026” วันที่ 7–10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ธีม “AI Wealth Creation” งานเดียวที่รวมทุกคำตอบของการสร้าง Wealth ไว้อย่างครบถ้วน พบเวทีสัมมนาเข้มข้นจากวิทยากรชั้นนำระดับประเทศที่พาคุณเข้าใจ AI แบบใช้งานได้จริง พร้อมผลิตภัณฑ์ทางการเงินและนวัตกรรมการลงทุนใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและยกระดับการลงทุนไปอีกขั้น
อ้างอิง: bbc.com