คลื่นซัด ทัพเรือ 'ฟริเกต' ล่ม คมเฉือนคม จับตา ขุนพลความมั่นคง จาก 'ผอ.นุ้ย-บิ๊กไก่-บิ๊กวิน' เสริมทัพ 'บิ๊กดุลย์' คุม กห.
รายงานพิเศษ
คลื่นซัด ทัพเรือ ‘ฟริเกต’ ล่ม
คมเฉือนคม
จับตา ขุนพลความมั่นคง
จาก ‘ผอ.นุ้ย-บิ๊กไก่-บิ๊กวิน’
เสริมทัพ ‘บิ๊กดุลย์’ คุม กห.
การที่สำนักงบประมาณ และกระทรวงกลาโหม เห็นพ้องว่าควรให้ชะลอโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 งบประมาณ 17,000 ล้านบาท ออกจากงบประมาณปี 2570 ไปพิจารณาอีกครั้งในงบประมาณปี 2571 กลายเป็นคลื่นอีกลูกหนึ่งที่ถาโถมเข้าใส่กองทัพเรือ แบบไม่คาดคิด
ด้วยเพราะในห้วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีรัฐบาลใหม่ “อนุทิน 1” จนมาถึง “อนุทิน 2” กองทัพเรือโดย บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. คนปัจจุบันที่ขึ้นมารับตำแหน่งตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ได้สานต่อภารกิจที่คั่งค้างมาจากยุคของบิ๊กแมว พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร. คนก่อน ในการผลักดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ให้สำเร็จ
หลังจากที่ในยุคของ พล.ร.อ.จิรพล มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จึงผลักดันการจัดซื้อเรือฟริเกตลำที่ 2 ไม่สำเร็จ
ในรัฐบาลสมัยนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมและรักษาการนายกรัฐมนตรีในช่วงหนึ่ง ปัดตกข้อเสนอของกองทัพเรือ ในการซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 เนื่องจากงบประมาณปี 2569 ที่ได้จัดทำในสมัยนั้น ได้อนุมัติให้จัดซื้อเรือฟริเกตแค่ 1 ลำก่อน งบประมาณ 17,000 ล้านบาท
ไม่สามารถที่แทรกเพิ่ม ในการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ได้เพราะกรอบวงเงินงบประมาณในภาพรวมจะสูงเกินไป
เมื่อ พล.ร.อ.จิรพลสนับสนุนให้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ขึ้นมาเป็น ผบ.ทร. เพื่อสานต่อภารกิจนี้ ด้วยการผลักดันซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 งบประมาณอีก 17,000 ล้านบาท ในงบประมาณปี 2570
มีรายงานว่าในห้วงแรกของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็มีทีท่าสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังรบและความพร้อมรบให้กับสามเหล่าทัพ
แต่ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง และปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ส่งผลให้นายอนุทินกล่าวในการให้นโยบายการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ว่าให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบก่อสร้าง และโครงการที่อาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน
แต่ก็ยังไม่ได้มีสัญญาณชัดเจนถึงโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ของ ทร. เพราะในห้วงหลายเดือนที่ผ่านมา พล.อ.ไพโรจน์ได้พบปะพูดคุยกับนายอนุทิน รวมถึงบิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ตั้งแต่เป็น รมช.กลาโหม จนมาเป็น รมว.กลาโหม ก็ดูเหมือนหนทางจะสะดวกราบรื่น แม้ว่ายังไม่ได้มีการรับปากใดๆ ก็ตาม
ยิ่งเมื่อนายอนุทินมาร่วมรับประทานอาหารค่ำกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่บ้านรับรอง ผบ.ทร. เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์เป็นเจ้าภาพ นั้นก็ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นความสัมพันธ์ใกล้ชิด
โดยเฉพาะเมื่อนายอนุทินได้เคยแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาไว้ รวมถึงการกล่าวในการมอบนโยบาย ว่าสนับสนุนการสร้างความพร้อมรบให้กับกองทัพอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศและประชาชนคนไทย
ก็อาจทำให้กองทัพเรือชะล่าใจ
ประกอบกับกองทัพเรือกำลังเร่งในเรื่องการคัดเลือกบริษัทที่จะต่อเรือฟริเกต ลำที่ 1 และลำที่ 2 ให้กองทัพเรือ โดยมีการรับข้อเสนอและเอกสารต่างๆ จาก 6 บริษัท เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา
โดยมีแค่ 6 บริษัท จาก 4 ประเทศ ยื่นข้อเสนอเข้ามา คือ บริษัทจากเกาหลีใต้คือ Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. และบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd.
บริษัท Singapore Technologies Engineering Ltd. จากสิงคโปร์
และอีก 2 บริษัท จากสาธารณรัฐตุรกี คือ Askeri Fabrika ve Tersane ??letmeleri A.?. และบริษัท TAIS Gemi ?n?a ve Teknoloji A.?.
อีกหนึ่งบริษัท Navantia S.A. จากราชอาณาจักรสเปน
จากเดิมที่ก่อนหน้านี้มีบริษัทแสดงความสนใจจำนวน 11 บริษัท แต่ 5 บริษัท ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) FINCANTIERI (อิตาลี) SK Oceanplant สิงคโปร์ CSTC จากจีน และ ROSOBORONEXPORT จากรัสเซีย ไม่ได้มายื่นข้อเสนอและเอกสารในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา
ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสเป๊กที่กองทัพเรือกำหนดใน TOR ทำให้เรือฟริเกตจากจีนและรัสเซีย ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งที่มาแรง ไม่ตรงสเป๊กของกองทัพเรือ
โดยเฉพาะการที่กองทัพเรือระบุเรื่องระบบอำนวยการรบและอาวุธยุทโธปกรณ์ในเรือ จะต้องได้มาตรฐานนาโต หรือ NATO Standard จึงทำให้จีนและรัสเซียไม่สามารถเข้าสู่รอบ 2 ได้
รวมถึงเรื่องโครงการชดเชยทางเศรษฐกิจ Offset Policy ที่บางประเทศ เช่น จีนและรัสเซีย อาจจะเข้าสู่ระบบนี้ได้ยากลำบากกว่าประเทศอื่น
ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่า หลายบริษัทจากหลายประเทศ ที่ไม่ได้เข้าสู่รอบการยื่นเอกสาร ก็มีการร้องเรียน ทั้งอย่างเป็นทางการ และการมีใบปลิวอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งต่อกันทางไลน์
แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นข่าวในหน้าสื่อกระแสหลักหรือสื่อโซเชียลมีเดียเท่าใดนัก เหมือนทุกอย่างจะดูราบรื่น
ในห้วงก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 เมื่อ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 3,788,000 ล้านบาทนั้น ได้มีการหารือระหว่างกองทัพเรือกับสำนักงบประมาณและกระทรวงกลาโหมอีกครั้ง
ก่อนที่สำนักงบประมาณจะขอให้กองทัพเรือชะลอโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 นี้ออกไปก่อน โดยจะพิจารณาใหม่ในปีงบประมาณ 2571
เนื่องจาก ทร.เร่งดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 เร็วเกินไป โดยเสนอของบปี 2570 หลังจากที่ในงบปี 2569 ทร.ได้รับการอนุมัติไปแล้ว 1 ลำ 17,000 ล้านบาท เริ่มผูกพันงบประมาณในปี 2569 แล้ว ทำให้เพดานหนี้ผูกพันงบประมาณปี 2570 จะสูงเกินไป เนื่องจากต้องมีหนี้ผูกพันทั้งเรือฟริเกต ลำที่ 1 และยังมีโครงการเรือดำน้ำจีนอีกด้วย
ประกอบกับงบประมาณปีนี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลาง จึงทำให้สำนักงบประมาณต้องคุมเข้มเรื่องกรอบเพดานหนี้ งบผูกพัน
แน่นอนว่าสำหรับกองทัพเรือ ต้องเร่งเสนอขอจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ก็เพื่อให้เป็นไปตามโครงสร้างกำลังรบ ที่กองทัพเรือต้องการเรือฟริเกตอีก 4 ลำ เพื่อมาดูแลผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและอธิปไตยในน่านน้ำไทย เนื่องจากใช้เวลาหลายปีกว่าจะต่อเสร็จและเข้าประจำการ
แต่ก็ยอมรับว่าทำให้กรอบวงเงินงบประมาณสูง เพราะมีงบผูกพัน โครงการเรือดำน้ำจีนลำแรก ที่กำลังต่ออยู่ด้วย
อีกทั้งในระหว่างนี้ ทร.มีกำลังทางเรือที่มีศักยภาพในการดูแลทางทะเลอยู่ ทั้งเรือฟริเกต เช่น เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร และเรือรบต่างๆ ที่สามารถดูแลอธิปไตยได้
รวมทั้งมีแผนในการจัดหาอากาศยานไร้คนขับมาประจำบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ตามสงครามสมัยใหม่ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ผลจากการระงับซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ทำให้แผนของกองทัพเรือต้องมีการปรับ จากเดิมที่การคัดเลือกบริษัทที่จะมาต่อเรือฟริเกตให้นั้น จะดีลทีเดียว 2 ลำ คือทั้งลำที่ 1 งบประมาณปี 2569 และลำที่ 2 งบประมาณปี 2570 เลย เพราะคิดว่างบประมาณจะผ่าน
แล้วจะทำให้บริษัทเอกชนต้องการจะมาร่วมลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศของไทย เพราะใน TOR ของกองทัพเรือนั้น บริษัทต่างประเทศจะต้องจับมือกับอู่ต่อเรือในประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ
รวมทั้งมีโครงการชดเชยทางเศรษฐกิจตอบแทนกลับคืน Offset Policy เช่นที่กองทัพอากาศเคยดำเนินการในห้วงการจัดซื้อเครื่องบินรบ Gripen จาก SAAB สวีเดน สำเร็จมาแล้ว
โดยบริษัทส่วนใหญ่เสนอการต่อเรือในประเทศ 100% เนื่องจากการต่อเรือในปัจจุบันจะต่อเป็นบล็อก สามารถนำมาประกอบในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการต่อเรือให้กับอู่ในประเทศไทยได้ด้วย
ด้วยข้อเสนอเหล่านี้จึงทำให้กองทัพเรือค่อนข้างมั่นใจว่าโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 จะผ่านฉลุยในงบประมาณปี 2570
แต่ที่สุดก็ผิดคาด เมื่อสำนักงบประมาณขอให้ชะลอออกไปหนึ่งปี
ในสายงานงบประมาณแล้วถือว่ารัฐบาลโดยสำนักงบประมาณตัดสินใจรวดเร็วและรอบคอบ เพราะหากอนุมัติให้อยู่ในงบประมาณปี 2570 แล้วไปโดนตัดออกในชั้นกรรมาธิการต่างๆ ก็อาจจะทำให้กองทัพเรือ ต้องเผชิญกับสภาพ “เงินตกน้ำ” ไปอีกเหมือนสมัยที่จะต่อเรือดำน้ำจีน ลำที่ 2
ดังนั้น ทำให้ขั้นตอนการคัดเลือกบริษัทยังคงดำเนินต่อไปตามเดิม ในการคัดเลือกบริษัทที่จะมาต่อเรือฟริเกตลำแรกเท่านั้น ส่วนเรือฟริเกต ลำที่ 2 หากได้งบประมาณในปี 2570 กองทัพเรือก็คงจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาใหม่ทีละลำ
แต่ทั้งนี้ก็น่าจับตาว่ากองทัพเรือจะมีสัญญาใจกับบริษัทที่ได้ต่อเรือฟริเกต ลำที่ 1 ที่กำลังจะคัดเลือก ว่าหากได้ลำแรกก็จะได้ลำที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพราะไม่สามารถทำเป็นสัญญา หรือข้อตกลงล่วงหน้า กับเรือฟริเกต ลำที่ 2 ได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า การที่ ทร.สะดุดครั้งนี้อาจเป็นเพราะการร้องเรียนของบริษัทและประเทศที่ไม่ได้อยู่ในจำนวน 2 บริษัท จาก 4 ประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะจีน ที่ก็คาดหวังว่าจะสามารถชนะโครงการต่อเรือฟริเกตทั้ง 2 ลำ ให้กับกองทัพเรือไทย
แต่อย่างไรก็ตาม จีนก็ยังไม่ได้หมดความหวังในโครงการนี้หรือโครงการต่างๆ ของกองทัพเรือ เพราะกองทัพเรือได้ต่อเรือดำน้ำจากจีนลำแรกแล้ว ในอนาคตก็อาจจะมีลำที่ 2 และลำที่ 3 ตามมา แต่ทว่าจีนเองในฐานะประเทศมหาอำนาจ ก็อาจจะไม่ยอมถอยง่ายๆ
และต้องไม่ลืมว่าในภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยนั้นก็ต้องพยายามบาลานซ์ระหว่างสหรัฐกับจีนโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังการมาเยือนไทยของนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน ก็อาจจะมีการส่งสัญญาณบางประการหรือไม่ ที่ทำให้วงการต่อเรือและวงการอาวุธยุทโธปกรณ์จับตามอง ว่าจะสะเทือนโครงการต่อเรือฟริเกตนี้หรือไม่
โดยคณะกรรมการคัดเลือกเรือฟริเกต ลำที่ 1 ซึ่งมีบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธาน ก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป ในการคัดเลือกเรือลำแรกที่ได้รับการอนุมัติในงบประมาณปี 2569
ขณะที่มีรายงานว่านายอนุทินจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของกองทัพ แต่ให้นโยบายไว้แค่เพียงว่าขอให้เลือกของที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความพร้อมรบให้กับกองทัพ
โดยบทบาทหน้าที่เหล่านี้ให้เป็นเรื่องของแต่ละเหล่าทัพกับสำนักงบประมาณ และ พล.ท.อดุลย์ในฐานะ รมว.กลาโหมที่จะพิจารณาร่วมกัน
ขณะที่มีการจับตาไปที่บทบาทของ พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี
เพราะ พล.ร.อ.สุวินก็เป็นทหารเรือเก่า เติบโตมาจากสายกำลังรบ ย่อมมีความรู้และความเข้าใจในความจำเป็นของกองทัพเรือ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามด้านตะวันออก
พล.ร.อ.สุวิน อดีตรอง ผบ.ทร. และอดีตรอง ผบ.ทหารสูงสุด เป็นเพื่อนร่วมรุ่นอัสสัมชัญ 98 และ วปอ.61 กับนายอนุทิน ที่ช่วยดูแลงานความมั่นคง ในส่วนของกองทัพและกลาโหม โดยเติบโตมาในสายกำลังรบ เป็นผู้บังคับการเรือหลวงจักรีนฤเบศร และเคยเป็นผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และมาช่วยความมั่นคงด้านการต่างประเทศ เพราะเคยเป็นผู้ช่วยทูตทหารเรือ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
อีกทั้งการที่นายอนุทินคุมความมั่นคง คุมกลาโหม และคุมกองทัพเอง ที่แม้จะไม่ได้ควบ รมว.กลาโหม แต่ก็เสมือนควบก็ว่าได้ ดังนั้น นายอนุทินจึงต้องให้ พล.ร.อ.สุวินมาเป็นเพื่อนคู่คิด ในเรื่องงานทหารและความมั่นคง เพราะตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็ต้องทำงานใกล้ชิดนายกฯ และช่วยกลั่นกรองงานด้านความมั่นคงด้วย
นอกจากนี้ พล.ร.อ.สุวินยังดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อีกด้วย
นายอนุทินนั้นมีความใกล้ชิดกับ ผบ.เหล่าทัพ เพราะรู้จักสนิทสนมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว และพบปะพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพอยู่ตลอด โดยเฉพาะในห้วงของการสู้รบกับกัมพูชาเป็นห้วงที่นายอนุทินใกล้ชิดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพอย่างมาก
และมีประเพณีรับประทานอาหารระหว่างนายอนุทินกับปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. เดือนละ 1 ครั้ง หรือแล้วแต่ภารกิจ และสถานการณ์ โดยมี พล.ท.อดุลย์ และบิ๊กทหาร ที่นายกฯ เชิญเป็นรายบุคคลเพิ่มเติมมาร่วมโต๊ะ เพื่อพูดคุยงานต่างๆ และเพื่อให้รู้จักสนิทสนมกันมากขึ้น ให้รู้นิสัยใจคอของผู้นำทหารแต่ละคน
แต่กระนั้น นายอนุทินก็ต้องแต่งตั้งทีมขุนพลด้านความมั่นคงที่ไม่ใช่แค่ฝ่ายทหาร แต่รวมถึงฝ่ายพลเรือนด้วย เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีเลขาฯ หนุ่ม นายฉัตรชัย บางชวด เป็นเลขาธิการ สมช. อยู่แล้วโดยเป็นพลเรือน
และแต่งตั้ง “ผอ.นุ้ย” นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนภาคใต้ แม้จะมีข้อเสนอจากฝ่ายกองทัพหลายคน เช่น บิ๊กอั๋น พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการ สมช. และเพิ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ในช่วงรัฐบาล “อนุทิน 1” ในช่วงระยะสั้นๆ ที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุด นายอนุทินก็เลือกพลเรือน อีกทั้งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายฐนัตถ์อยู่แล้ว โดยที่นายฐนัตถ์จะเกษียณตุลาคม 2569 นี้
คาดว่าเพราะนายอนุทินต้องการให้ ผอ.สำนักข่าวกรองฯ คุมความมั่นคง คุมข่าวกรองในภาพรวม มาทำหน้าที่นี้โดยตรง เพราะนายอนุทินต้องการให้สังคายนางานการข่าวโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ใหม่
รวมทั้งการดึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มาอยู่ใกล้ตัว โดยมอบหมายงานให้ช่วยด้านความมั่นคงที่เกี่ยวกับชายแดนภาคใต้และมุสลิม ทั้งการลงพื้นที่การต้อนรับแขกที่มาจากตะวันออกกลาง หรือประเทศมุสลิม และการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เสมือนว่าเป็นนายกรัฐมนตรีสั่งการ
ที่ประชุม สมช.ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล” เพื่อสานต่อการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้มีการกำหนดตัวบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลประสานเชื่อมโยง ให้คำแนะนำ ชี้เป้าหมาย สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ โดยมีรูปแบบที่กระชับ ไม่ซ้ำซ้อนกับภาระของหน่วยงานปกติที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น
โดยคาดว่าอาจจะแต่งตั้ง บิ๊กเมา พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพราะเคยเป็นแม่ทัพภาค 4 อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2561 และเคยเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลนี้มาแล้ว
และยังแต่งตั้งบิ๊กไก่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. ซึ่งมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายอนุทิน และเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดต รมว.กลาโหมมาหลายสมัย ให้มาเป็นประธานที่ปรึกษา สมช.
ซึ่ง พล.อ.สุพจน์เคยเป็นที่ปรึกษาสมัยนายอนุทินเป็น มท.1 ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
แม้นายอนุทินจะคุมความมั่นคงเอง คุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในฐานะที่เป็น ผอ.รมน.เอง แต่ในขณะเดียวกัน นายอนุทิน ก็พยายามบาลานซ์อำนาจกับฝ่ายกองทัพ โดยการไม่เลือก อดีตบิ๊กทหารที่ฝ่ายอนุรักษนิยมเสนอมาทั้งหมด
และสนับสนุนให้ พล.ท.อดุลย์ สายตรงบุรีรัมย์ ขึ้นมาเป็น รมว.กลาโหม แม้ว่านายอนุทินเองจะมีเพื่อนฝูงที่เป็นบิ๊กทหารจำนวนมาก และมีความเหมาะสมที่จะเป็น รมว.กลาโหม แต่นายอนุทินก็ไม่ได้เสนอชื่อบิ๊กทหารไปแข่งกับ พล.ท.อดุลย์ เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไร พล.ท.อดุลย์ ที่เป็นสายตรงบุรีรัมย์ตัวจริง ก็จะได้นั่ง รมว.กลาโหมมาตั้งแต่ต้น
อีกทั้ง พล.ท.อดุลย์ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของนายอนุทิน อีกทั้ง พล.ท.อดุลย์เป็นเพื่อนรุ่น ตท.26 รุ่นเดียวกับผู้นำกองทัพและคีย์แมนกองทัพ จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบในการทำงานร่วมกับกองทัพได้เป็นอย่างดี
จนถูกมองว่า นายอนุทินเอาหลังอิงกองทัพ อิง ตท.26 รุ่นของ พล.ท.อดุลย์ ที่ปัจจุบันมีทั้งบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และบิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และคีย์แมนที่กำลังจะขึ้นมาในแต่ละเหล่าทัพอีกหลายคน
กล่าวได้ว่าถือเป็นการเดินเกมบาลานซ์อำนาจกับฝ่ายมั่นคงสไตล์อนุทิน ที่อยู่ในวงการทหารมานาน และมีกุนซือคอยให้คำแนะนำด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลื่นซัด ทัพเรือ ‘ฟริเกต’ ล่ม คมเฉือนคม จับตา ขุนพลความมั่นคง จาก ‘ผอ.นุ้ย-บิ๊กไก่-บิ๊กวิน’ เสริมทัพ ‘บิ๊กดุลย์’ คุม กห.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly