บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ
มาตรการดังกล่าวนี้ยังส่งผลมาถึงฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะวุฒิสภา นำโดย มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่เริ่มขานรับแนวคิดรัดเข็มขัด เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ และส่งสัญญาณว่าหน่วยงานการเมืองเองก็พร้อมปรับตัวตามสถานการณ์
ประเด็นแรกคือ มาตรการประหยัดงบประมาณของวุฒิสภา หลังมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภางดหรือเลื่อนการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประหยัดค่าน้ำค่าไฟภายในรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของคณะรัฐมนตรี
หากพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณจะพบว่ามาตรการดังกล่าวสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย โดยเฉพาะงบประมาณการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 21 คณะ ซึ่งถูกตั้งงบไว้คณะละ 3,714,000 บาท รวมทั้งสิ้น 77,994,000 บาท หากมาตรการงดการเดินทางถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ได้ทันทีเกือบ 78 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีงบค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของอาคารรัฐสภา ซึ่งมีค่าไฟฟ้ารวมประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี โดยวุฒิสภารับผิดชอบในสัดส่วน 30% หรือประมาณ 48 ล้านบาท ขณะที่ค่าน้ำประปารวมประมาณ 14 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนของวุฒิสภาคิดเป็นประมาณ 4.2 ล้านบาท หากสามารถลดการใช้ลงได้เพียง 10% ก็จะช่วยลดรายจ่ายได้อีกหลายล้านบาท
อีกส่วนหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ ค่าอาหารและเครื่องดื่มในการประชุมของรัฐสภา ซึ่งในปี 2566 มีงบประมาณรวมสูงถึง 72 ล้านบาท โดยมีหลักเกณฑ์เบิกจ่ายได้สูงสุดวันละ 1,000 บาทต่อคน หากสามารถปรับลดงบประมาณส่วนนี้ หรือจำกัดเวลาการประชุมไม่ให้ยืดเยื้อเกินเวลาอาหารค่ำและมื้อดึก ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณได้อีกจำนวนมาก
เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน มาตรการรัดเข็มขัดของวุฒิสภา หากทำได้ตามเป้าหมาย จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 155 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายนิติบัญญัติเองก็เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เงินภาษีอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ประเด็นที่สองคือ เสียงสะท้อนจากสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการลดค่าใช้จ่ายของฝ่ายการเมือง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีสำหรับ สส. โดยให้เหตุผลว่า สส.มีเงินเดือนกว่า 1 แสนบาท จึงควรซื้ออาหารรับประทานเอง ไม่ควรใช้ภาษีประชาชนในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับลดจำนวนผู้ช่วย สส. จากเดิม 8 คน เหลือเพียง 3 คน โดยอ้างอิงจากหลายประเทศที่มีผู้ช่วย สส. เพียง 1-3 คนเท่านั้น หากปรับลดจำนวนผู้ช่วยลงตามข้อเสนอ จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละประมาณ 540 ล้านบาท ข้อเสนอเหล่านี้แม้จะยังเป็นเพียงแนวคิด แต่ก็สะท้อนกระแสในสังคมที่เริ่มตั้งคำถามต่อค่าใช้จ่ายของฝ่ายการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและพลังงาน
ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องการเมืองในสภาเกี่ยวกับการเสนอชื่อ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งถูกวิจารณ์ในเชิงการเมืองไม่น้อย แม้ในทางกฎหมายพรรคจะสามารถเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ในทางการเมือง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้จำนวนเสียงในสภาคือ ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง
ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนเคยแสดงจุดยืนว่าจะไม่เดินเกมจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง ทำให้การเสนอชื่อครั้งนี้ถูกตั้งคำถามจากสังคมทันที เพราะพรรคที่สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น “การเมืองแบบใหม่” มักถูกคาดหวังให้รักษามาตรฐานทางการเมืองสูงกว่าพรรคแบบเดิม โดยเฉพาะเรื่องการรักษาคำพูด
บทเรียนจากการเมืองไทยในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า หลายพรรคไม่ได้สูญเสียความนิยมเพราะแพ้เลือกตั้ง แต่สูญเสียความน่าเชื่อถือเพราะไม่สามารถรักษาคำพูดของตนเองได้นั่นเอง.
คางดำ