โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์

อัพเดต 38 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ

มาตรการดังกล่าวนี้ยังส่งผลมาถึงฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะวุฒิสภา นำโดย มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่เริ่มขานรับแนวคิดรัดเข็มขัด เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ และส่งสัญญาณว่าหน่วยงานการเมืองเองก็พร้อมปรับตัวตามสถานการณ์

ประเด็นแรกคือ มาตรการประหยัดงบประมาณของวุฒิสภา หลังมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภางดหรือเลื่อนการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประหยัดค่าน้ำค่าไฟภายในรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของคณะรัฐมนตรี

หากพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณจะพบว่ามาตรการดังกล่าวสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย โดยเฉพาะงบประมาณการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 21 คณะ ซึ่งถูกตั้งงบไว้คณะละ 3,714,000 บาท รวมทั้งสิ้น 77,994,000 บาท หากมาตรการงดการเดินทางถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ได้ทันทีเกือบ 78 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีงบค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของอาคารรัฐสภา ซึ่งมีค่าไฟฟ้ารวมประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี โดยวุฒิสภารับผิดชอบในสัดส่วน 30% หรือประมาณ 48 ล้านบาท ขณะที่ค่าน้ำประปารวมประมาณ 14 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนของวุฒิสภาคิดเป็นประมาณ 4.2 ล้านบาท หากสามารถลดการใช้ลงได้เพียง 10% ก็จะช่วยลดรายจ่ายได้อีกหลายล้านบาท

อีกส่วนหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ ค่าอาหารและเครื่องดื่มในการประชุมของรัฐสภา ซึ่งในปี 2566 มีงบประมาณรวมสูงถึง 72 ล้านบาท โดยมีหลักเกณฑ์เบิกจ่ายได้สูงสุดวันละ 1,000 บาทต่อคน หากสามารถปรับลดงบประมาณส่วนนี้ หรือจำกัดเวลาการประชุมไม่ให้ยืดเยื้อเกินเวลาอาหารค่ำและมื้อดึก ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณได้อีกจำนวนมาก

เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน มาตรการรัดเข็มขัดของวุฒิสภา หากทำได้ตามเป้าหมาย จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 155 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายนิติบัญญัติเองก็เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เงินภาษีอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ประเด็นที่สองคือ เสียงสะท้อนจากสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการลดค่าใช้จ่ายของฝ่ายการเมือง เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีสำหรับ สส. โดยให้เหตุผลว่า สส.มีเงินเดือนกว่า 1 แสนบาท จึงควรซื้ออาหารรับประทานเอง ไม่ควรใช้ภาษีประชาชนในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับลดจำนวนผู้ช่วย สส. จากเดิม 8 คน เหลือเพียง 3 คน โดยอ้างอิงจากหลายประเทศที่มีผู้ช่วย สส. เพียง 1-3 คนเท่านั้น หากปรับลดจำนวนผู้ช่วยลงตามข้อเสนอ จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละประมาณ 540 ล้านบาท ข้อเสนอเหล่านี้แม้จะยังเป็นเพียงแนวคิด แต่ก็สะท้อนกระแสในสังคมที่เริ่มตั้งคำถามต่อค่าใช้จ่ายของฝ่ายการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและพลังงาน

ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องการเมืองในสภาเกี่ยวกับการเสนอชื่อ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งถูกวิจารณ์ในเชิงการเมืองไม่น้อย แม้ในทางกฎหมายพรรคจะสามารถเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ในทางการเมือง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้จำนวนเสียงในสภาคือ ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง

ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนเคยแสดงจุดยืนว่าจะไม่เดินเกมจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง ทำให้การเสนอชื่อครั้งนี้ถูกตั้งคำถามจากสังคมทันที เพราะพรรคที่สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น “การเมืองแบบใหม่” มักถูกคาดหวังให้รักษามาตรฐานทางการเมืองสูงกว่าพรรคแบบเดิม โดยเฉพาะเรื่องการรักษาคำพูด

บทเรียนจากการเมืองไทยในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า หลายพรรคไม่ได้สูญเสียความนิยมเพราะแพ้เลือกตั้ง แต่สูญเสียความน่าเชื่อถือเพราะไม่สามารถรักษาคำพูดของตนเองได้นั่นเอง.

คางดำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...