UAE ถอนตัว OPEC ไม่ใช่รายแรก นักวิเคราะห์จับตาประเทศเสี่ยงตามรอย
UAE ถอนตัว OPEC ไม่ใช่รายแรก นักวิเคราะห์ชี้มีหลายประเทศที่อาจพิจารณาถอนตัวตาม หากความร่วมมือภายในยังเปราะบาง เสี่ยงเพิ่มความผันผวนต่อตลาดน้ำมันโลก
วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 11.15 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การตัดสินใจของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการถอนตัวออกจาก OPEC สร้างแรงสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก และสะท้อนรอยร้าวภายในกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีประเทศสมาชิกอื่นทยอยถอนตัวตาม หากยังไม่พอใจกับข้อจำกัดด้านโควตาการผลิต
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการตัดสินใจครั้งนี้มาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการโจมตีจาก Iran และการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของยูเออีโดยตรง
นักวิเคราะห์มองว่า ปัญหาหลักของโอเปกคือความไม่สมดุลระหว่างประเทศที่ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต กับข้อจำกัดจากโควตาที่กำหนดเพื่อพยุงราคา โดยยูเออีซึ่งมีกำลังการผลิตสูงกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ผลิตจริงต่ำกว่านั้นมาก เริ่มไม่ต้องการถูกจำกัดศักยภาพ
นอกจากนี้ยังมีประเทศที่ถูกจับตามองว่าอาจเป็นกลุ่มเสี่ยงถอนตัว เช่น คาซัคสถาน ซึ่งผลิตเกินโควตาต่อเนื่อง รวมถึงไนจีเรียที่หันมาเน้นการกลั่นน้ำมันภายในประเทศผ่านโรงกลั่น Dangote เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก และเพิ่มมูลค่าในประเทศ
ขณะที่เวเนซุเอลา ซึ่งกำลังฟื้นกำลังการผลิตและส่งออกน้ำมัน ก็ถูกมองว่าอาจต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เอื้อต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐ
แม้โอเปกและพันธมิตร (OPEC+) ยังคงบังคับใช้มาตรการจำกัดการผลิตน้ำมันราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันไปจนถึงปี 2569 แต่ความร่วมมือภายในเริ่มเผชิญแรงกดดันจากการที่บางประเทศไม่ปฏิบัติตามโควตาอย่างเคร่งครัด อีกทั้งบางประเทศ เช่น อิหร่าน ลิเบีย และเวเนซุเอลา ยังได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัด ทำให้การควบคุมตลาดยิ่งซับซ้อน
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากความเป็นเอกภาพของโอเปกลดลง อาจทำให้ตลาดน้ำมันมีความผันผวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองว่าโอเปกยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กลุ่มสามารถช่วยพยุงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ้างอิง : cnbc.com