โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นมทางเลือก ไม่ได้ดื่มแค่คนแพ้นมวัว แพงกว่าคนยอมจ่าย ดันตลาดโต 4.2 พันล้าน ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass

Thairath Money

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

ท่ามกลางกระแสสุขภาพที่ยังคงแรงดีไม่มีตก ตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) ในประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิที่หอมหวานและเต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกจะแตะ 4,200 ล้านบาทภายในปี 2569 และเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี

ซึ่งเติบโตเร็วกว่านมวัว โดยมี “นมอัลมอนด์” ครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 50% ตามมาด้วยนมข้าวโอ๊ตที่กำลังเป็นดาวรุ่ง แม้จะดูเหมือนตัวเลขไม่หวือหวาเท่าช่วงหลังโควิดใหม่ๆ แต่ในแง่ของ “โครงสร้างตลาด” นั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก

จาก Soy Milk สู่ Nut & Grain Milk

เพราะเดิมทีตลาดนี้ถูกครองโดย “นมถั่วเหลือง” มายาวนาน แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมองหาตัวเลือกใหม่ที่มีแคลอรีต่ำกว่าและรสชาติพรีเมียมกว่า ทำให้ นมอัลมอนด์ และ นมข้าวโอ๊ต หรือนมพิตาชิโอ กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาดึงส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็ว

และหากสงสัยว่าทำไมตลาดนี้จึงกลายเป็นสมรภูมิที่แข่งขันกันดุเดือด นั่นก็เพราะ นมพืชถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Premium Beverage ผู้บริโภคมีความเต็มใจที่จะจ่าย ในราคาที่สูงกว่านมวัวปกติ 1.5 - 2 เท่า การวางตำแหน่งสินค้าเป็น “Lifestyle Brand” มากกว่าแค่ “Commodity” ทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสในการทำกำไรได้ดีกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

การแข่งขันที่เน้นสงครามราคาและรสชาติ

ขณะเดียวกันนมทางเลือกไม่ได้ขายแค่บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ได้กลายเป็น “วัตถุดิบมาตรฐาน” ในคาเฟ่และร้านกาแฟทั่วโลก เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเติบโต ร้านกาแฟจึงต้องการ Option นมทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Lactose Intolerant (แพ้นมวัว) และกลุ่ม Vegan การมีแบรนด์นมทางเลือกติดพอร์ต จึงเท่ากับการได้ขยายธุรกิจไปในห่วงโซ่ของธุรกิจคาแฟ่ที่กำลังรุ่งเรือง

ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “Mass Adoption” หมายความว่านมทางเลือกไม่ใช่ของแปลกใหม่สำหรับคนเมืองอีกต่อไป การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก “การสร้างการรับรู้” ไปสู่ “สงครามราคาและรสชาติ” ซึ่งราคาต้องลงมาสู้ได้ จึงทำให้หลายๆ แบรนด์เร่งปรับเกมเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อและเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคยุคนี้

เช่นเดียวกันกับแบรนด์ผู้บุกเบิกอย่าง “137 Degrees” ภายใต้การนำของ “บริษัท ซิมเพิล ฟู้ดส์ จำกัด” ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงแค่ความสำเร็จเดิม ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าผ่านแบรนด์ “Wholly Nuts” (โฮลี่ นัทส์) ที่เน้นภาพลักษณ์เข้าถึงง่าย ราคาเป็นมิตรเพียง 20 กว่าบาท เพื่อเจาะฐานลูกค้ากลุ่ม Mass ที่เคยดื่มนมถั่วเหลืองราคาประหยัดให้ข้ามฝั่งมาดื่มนมอัลมอนด์ พร้อมการตลาดแนวใหม่ที่ดึง “บิวกิ้น พุฒิพงศ์” มาสร้างสีสันหวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ พร้อมกับดึงลูกค้ากลุ่ม Mass ที่เคยดื่มนมถั่วเหลืองราคาประหยัดให้ข้ามฝั่งมาดื่มนมอัลมอนด์

อริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ Wholly Nuts จะอยู่ในตลาดเพียงไม่กี่ปี แต่ในปีนี้ถือเป็นการรุกตลาดอย่างเต็มตัวในฐานะแบรนด์ลูกที่วางตำแหน่งทางการตลาดให้แตกต่างจากแบรนด์พรีเมียมอย่าง 137 Degrees โดยเน้นความเป็น "Daily Use" ที่ดื่มง่ายและราคาย่อมเยา ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ และนมพิสตาชิโอ ในขนาด 180 มล. ราคา 23 บาท สำหรับพกพา และขนาด 1 ลิตร ราคา 99 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่แข่งขันได้ดีเยี่ยมในตลาดนมพืชปัจจุบัน

จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) จนถึงวัยทำงาน อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป แต่หลังจากการรีแบรนด์และทำการตลาดเชิงรุก พบว่าฐานลูกค้าขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่เด็ก ผู้ปกครอง ไปจนถึงผู้สูงอายุ ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการใช้แบรนด์นี้เป็น "ประตูบานแรก" เพื่อ educate ผู้บริโภคให้หันมาดื่มนมทางเลือกมากขึ้น

นมทางเลือกยังโต Double Digit

“แนวโน้มตลาดนมทางเลือกทั้งในไทยและทั่วโลกยังเติบโตในระดับ Double Digit โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล งดแลคโตส และการเติบโตของกลุ่ม flexitarian ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในช่วง Growth Phase และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในระยะยาว”

อริสา กล่าวต่อว่า บริษัทวางกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการมีผู้เล่นมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของตลาด แต่ยังคงยึดแนวทาง “ไม่แข่งขันด้านราคา” และมุ่งเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างผ่านคุณภาพสินค้าและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง จุดแข็งของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในผลิตภัณฑ์ plant-based milk และมี positioning ที่ชัดเจนในระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพวัตถุดิบจากถั่วเต็มเมล็ดและมาตรฐานการผลิต ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ นมพิสตาชิโอ นมแมคคาเดเมีย นมวอลนัท และนมโปรตีนสูง โดยกลุ่มนมอัลมอนด์ยังคงเป็นรายได้หลัก ขณะที่โครงสร้างรายได้มาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 และมีการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกใน 5 ทวีป

“แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเดินเรือในตะวันออกกลาง ที่ทำให้การขนส่งล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังคงเดินหน้าบริหารจัดการ Resource และรักษามาตรฐานความยั่งยืนร่วมกับคู่ค้าอย่างเคร่งครัด”

ธนภูมิ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทั้งการขยายตลาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากมั่นใจว่าตลาดนมทางเลือกยังมีศักยภาพเติบโตอีกมากในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และบริษัทจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ชัดเจน และการยกระดับมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง

พลัง Collaboration และการตลาดแบบ Collectable

สำหรับไฮไลต์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นคือโปรเจกต์ Special Collaboration ร่วมกับ "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" ซึ่งเตรียมเปิดตัวในรูปแบบกล่องดีไซน์พิเศษ โดยนำกิมมิกเรื่องคำศัพท์วัยรุ่น เช่นคำว่า "จึ้ง" หรือ "โดน" มาพิมพ์ลงบนบรรจุภัณฑ์ ให้แฟนคลับและผู้บริโภคสามารถนำกล่องมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างความหมายใหม่ๆ เป็นการสร้างประสบการณ์แบบ Gamification และสะสม (Collectable) เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่องทางค้าปลีกอย่าง 7-Eleven ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท ทั้งนี้ความท้าทายใหญ่ในปีนี้คือ "ต้นทุน" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากราคาน้ำมันที่กระทบค่าขนส่ง ราคาวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผันผวนรายวันจากสถานการณ์สงครามและภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัทจึงมีการเตรียมการล่วงหน้า 6-9 เดือนในด้าน Supply chain กับการบริการจัดการความเสี่ยง

ขยายกำลังผลิต-บุกตลาดโลก 40 ประเทศ

และทั้งหมดนี้จึงฉายภาพให้เห็นชัดว่า ท่ามกลางกระแสคลื่นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดและพิจารณาทุกการจับจ่ายอย่างถี่ถ้วน ทว่ากลุ่มสินค้าสุขภาพที่มี “Value for Money” อย่างชัดเจน จะยังคงเป็นกลุ่มที่ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง

บทสรุปของสมรภูมินมทางเลือกในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันที่เรื่องของราคา แต่คือการใช้กลยุทธ์ Brand Building ผ่านพรีเซนเตอร์ที่โดนใจ การสร้าง Innovation ใหม่ๆ และการยึดหัวหาดในตลาด B2B จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยแบรนด์นี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมินมโลก

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นมทางเลือก ไม่ได้ดื่มแค่คนแพ้นมวัว แพงกว่าคนยอมจ่าย ดันตลาดโต 4.2 พันล้าน ผู้เล่นเร่งชิงตลาด Mass

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...