TRIS เตือนควอนตัมภัยเงียบระดับชาติ จี้ยกเครื่องระบบความปลอดภัยก่อนสาย
ทริส คอร์ปอเรชั่น กางแผนยุทธศาสตร์รับมือ "Quantum Threat" เตือนองค์กรไทยเร่งปรับตัวก่อนสายเกินแก้ ชี้ความเสี่ยงควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤตระดับชาติที่ต้องบริหารจัดการ
วันที่ 2 เมษายน 2569 – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ทวีความรุนแรง เทคโนโลยี “ควอนตัมคอมพิวติ้ง” (Quantum Computing) กำลังก้าวเข้ามาเป็นทั้งโอกาสอันมหาศาลและภัยคุกคามที่น่าสะพรึงกลัวต่อระบบความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทั่วโลก
ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เปิดมุมมองเชิงลึกถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งเปรียบเสมือน “คลื่นใต้น้ำ” ที่อาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างรุนแรงหากไม่มีการวางรากฐานการป้องกันตั้งแต่วันนี้
ลบภาพจำ "เรื่องไกลตัว" ควอนตัมคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง
ดร.อัมพร เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายองค์กรที่มองว่าเทคโนโลยีควอนตัมเป็นเรื่องของอนาคตหรือเป็นเพียงประเด็นทางเทคนิคขั้นสูงของฝ่ายไอทีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบของควอนตัมมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"หลายคนมองว่าเครื่องมือควอนตัมยังไม่มาถึง แต่ความจริงคือเราต้องสื่อสารเรื่องความเสี่ยงที่แท้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคหรือแท็กติกด้านไอทีเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจ"
ทริส คอร์ปอเรชั่น ในฐานะบริษัทแม่ที่มีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาและประเมินผลองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ มองเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้เกิดขึ้นในระดับยุทธศาสตร์ แม้ว่าภาพลักษณ์ของกลุ่มทริสจะโดดเด่นในด้านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ผ่านบริษัทลูก แต่ในบทบาทของบริษัทแม่ ทริสมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลเพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐและความมั่นคงของประเทศ
อำนาจในการเจรจาและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในมิติของการแข่งขันระดับสากล ดร.อัมพร ชี้ให้เห็นว่าความพร้อมด้านเทคโนโลยีควอนตัมคือดัชนีชี้วัด "ความสามารถในการแข่งขัน" ที่สำคัญยิ่ง ความน่าเชื่อถือของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแกร่งของระบบความมั่นคงปลอดภัย หากประเทศไทยสามารถปรับตัวและวางระบบป้องกันภัยจากควอนตัมได้ทันท่วงทีในขณะที่ทุกประเทศกำลังเริ่มต้นพร้อมกัน จะถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ (Competitive Edge) เหนือคู่แข่ง
ดร.อัมพร กล่าวถึงกรณีในอดีตที่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสงครามของมหาอำนาจอย่างเยอรมนีหรือญี่ปุ่น ล้วนมีจุดเปลี่ยนจากการถูกถอดรหัสลับทั้งสิ้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ "ผู้ที่มีความสามารถในการเจาะระบบมักจะไม่ประกาศให้โลกรู้" เพื่อแอบเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากข้อมูลที่รั่วไหลโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว
อีกประเด็นที่น่าสนใจและเห็นภาพชัดเจนที่สุด คือการเปรียบเทียบระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์กับ "ยุทโธปกรณ์ระดับชาติ" อย่างเรือดำน้ำ ดร.อัมพร อธิบายว่าการมีระบบความปลอดภัยที่ควบคุมโดยคนไทยเองเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
"หากเราซื้อเรือดำน้ำจากประเทศใด เราไม่สามารถใช้เกณฑ์หรือการควบคุมของประเทศนั้นทั้งหมดได้ เพราะเขายังคงถือขีดความสามารถในการควบคุมหรือสื่อสารในอาวุธนั้นอยู่ ระบบ Security ก็เช่นกัน การที่เรามีคอนโทรลในระบบรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเองคือหัวใจสำคัญ"
การที่ประเทศไทยมีบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นคนไทยเอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องความลับและอำนาจในการตัดสินใจ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการถูกควบคุมจากภายนอกในยามวิกฤต
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ ดร.อัมพร แสดงความกังวล คือระยะเวลาในการปรับตัว (Agility) ขององค์กรไทย โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและขั้นตอนการเตรียมการที่ซับซ้อน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ทนทานต่อควอนตัม (Quantum-Resistant) ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลาและการวางแผนที่ลึกซึ้ง
"การทำ Transformation ในเรื่อง Cryptography นั้นยากและซับซ้อนกว่าที่คิดมาก เราเห็นมาตรฐานสากลอย่าง NIST เริ่มกำหนดเกณฑ์ตั้งแต่ปี 2024 นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังขยับ และไทยเองก็ช้าไม่ได้ หากข้อมูลถูกเก็บไปตั้งแต่วันนี้ แม้จะยังถอดรหัสไม่ได้ แต่ในวันที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สมบูรณ์ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเปิดเผยย้อนหลังทันที"
โดย ทริส คอร์ปอเรชั่น ยืนยันความพร้อมในการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์เพื่อร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการวางรากฐานความปลอดภัยนี้ ดร.อัมพร ทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า บุคลากรไทยมีความสามารถด้านคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ที่เพียงพอในการสร้างระบบป้องกัน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เรามีเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ก่อน แต่หัวใจสำคัญคือการ "รู้วิธีป้องกัน" และเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้เพื่อปกป้องอนาคตของประเทศจากภัยคุกคามที่มองไม่เห็น