โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พาณิชย์รับมือปุ๋ยราคาดีดเท่าตัว น้ำมันซ้ำชะลอปลูกพืชเกษตร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 เม.ย. เวลา 12.29 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. เวลา 01.29 น.

พิษสงครามลามหนัก ‘ศุภจี-สุริยะ’ รับมือปุ๋ยแพงเกษตรกรเดือดร้อนจากต้นทุนพุ่งเท่าตัว เผยอินเดียประมูลซื้อปุ๋ยราคาสูงลิ่ว 1,000 เหรียญสหรัฐ ส่งผลราคาปุ๋ยในตลาดโลกเหวี่ยงแรง พาณิชย์ชี้ปุ๋ยลอตใหม่ราคาน่าห่วง เร่งนำเข้าเติมสต๊อก กลุ่มผู้ค้าแบ่งรับแบ่งสู้ ชาวนาร้องปัญหาน้ำมันซ้ำเติม จำใจชะลอปลูกพืชเกษตร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ปุ๋ยทั่วโลกเสี่ยงขาดแคลน โดยปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงสุดในรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และ 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง ทั้งเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยอันดับ 1 ของโลก 26%

ขณะที่ไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรีย 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และ 55% นำเข้าจากตะวันออกกลาง คาดการณ์ว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในเดือนพฤกษภาคม-กรกฎาคม 2569 ตรงกับช่วงปลูกข้าวนาปีที่ต้องใช้ปุ๋ยถึง 82% ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมีโอกาสฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%

ปุ๋ยลอตใหม่น่าห่วง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ราคาปุ๋ยเคมีต้องมอง 2 มิติ คือเรื่องราคาและความขาดแคลน เป็นความกังวลที่ต้องดูแล โดยราคาปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ขณะนี้ยังไม่มีการขอปรับขึ้น กรมการค้าภายในให้ข้อมูลว่า ปุ๋ยมีใช้พอถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้

ส่วนปุ๋ยที่นำเข้าจากตะวันออกกลางบนเรือ 5 ลำยังมาไม่ถึง โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เจรจากับโอมานแล้ว เพื่อขอเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว

แต่ปุ๋ยล็อตใหม่ที่นำเข้าจากมาเลเซียและบรูไนจะต้องปรับราคาใหม่ตามต้นทุนวัตถุดิบ แต่จะพิจารณาราคาอย่างรอบคอบที่สุด โดยช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวพลัส และเพิ่มการสนับสนุนเกษตรกรที่มีเล่มทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) จาก 200 เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และเพิ่มค่าซื้อเคมีเกษตร 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อครัวเรือน

หากเกษตรกรมีบัตรดินดีจะได้รับสิทธิลดเพิ่มอีก 1 กระสอบ หรือ 300 บาท คูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาทต่อครัวเรือน กระทรวงพาณิชย์เร่งประสานทูตพาณิชย์หาแหล่งนำเข้าใหม่ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสม และกำกับดูแลราคาให้สอดคล้องต้นทุน พร้อมตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด โดยดำเนินคดีแล้ว 48 ราย

ปุ๋ยรัสเซียมา พ.ค.นี้

ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับ 6 บริษัทผู้ผลิตปุ๋ยในประเทศ เพื่อรับทราบสถานการณ์การนำเข้าแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศ พร้อมร่วมหาแนวทางแก้ไข โดยขณะนี้มีเรือขนส่งปุ๋ยของผู้ประกอบการที่ลอยลำอยู่ 5 ลำ ประมาณ 250,000 ตัน ส่วนปุ๋ยในประเทศมีปริมาณสำรองอยู่ 900,000 ตัน คาดว่าคงเพียงพอ

ล่าสุดนายสุริยะได้เข้าพบนายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแม็กซิม มาโควิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ขอจัดสรรโควตาแก่ไทยในราคามิตรภาพ 1-2 ล้านตันต่อปี

พร้อมมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ประสานงานกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เพื่อให้มีการหารือทางธุรกิจของภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศ คาดรัสเซียจะส่งออกปุ๋ยได้ในเดือนพฤษภาคมนี้

อินเดียดันราคาพุ่ง

แหล่งข่าวจากวงการผู้ค้าปุ๋ยเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและสถานการณ์ที่กระทบเส้นทางขนส่งสินค้า ทำให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้นด้วย

ปัจจุบันราคาปุ๋ยยูเรียขยับขึ้นกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน บางช่วงแตะที่ 850-890 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ตามภาวะซัพพลายตึงตัว

ที่สำคัญความต้องการในตลาดโลกกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะอินเดียที่ประมูลนำเข้าปุ๋ยสูงถึง 2.5 ล้านตัน ยิ่งดันราคาปรับขึ้นอีก ส่วนไทยแม้นำเข้าปุ๋ยจากมาเลเซีย บรูไน และรัสเซีย แต่ต้นทุนรวมก็ยังสูง

ตลาดปุ๋ยไทยภาพรวมยังอยู่ในภาวะมีสินค้าแต่ราคาแพง สต๊อกไม่ถึงขั้นขาดแคลนแต่ต้องทยอยนำเข้า 3-6 เดือนข้างหน้า แนวโน้มตามทิศทางราคาพลังงานโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีความแน่นอน

น้ำมันปัญหาซ้ำเติม

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้นทุนการผลิตข้าวต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและน้ำมันที่แพงขึ้นมาก เกษตรกรต้องชะลอการเพาะปลูกในฤดูกาลนาปีนี้

ซึ่งปุ๋ยบางสูตรปรับจาก 800 บาท ขณะที่ปุ๋ยสูตรหลัก 16-20-0, 16-8-8, 15-15-15 รวมถึงยูเรีย (46-0-0) ได้ปรับขึ้นโดยเฉลี่ย 1,000-1,200 บาทต่อกระสอบ (50 กิโลกรัม)

นอกจากนี้ราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้สูบน้ำ ไถนา เก็บเกี่ยว ปรับหน้าดิน ก็เพิ่มขึ้นจาก 29 บาทเป็น 45 บาทต่อลิตร ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเท่าตัว อยู่ที่ 6,500 บาท อาจแตะ 7,000 บาทต่อไร่

สวนทางกับราคาข้าวเปลือกที่ปรับลดลงอยู่ที่ 5,500-6,000 บาทต่อตัน ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนทันที 1,000 บาทต่อตัน เป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบหลายปี

ขณะที่ราคาข้าวสารในตลาดกลับปรับตัวสูงขึ้น ข้าวขาว 13-14 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนความไม่สมดุลของกลไกราคาในห่วงโซ่

ส่วนภาคอีสานขอรอฝนในเดือนมิถุนายนเป็นหลัก และเสนอภาครัฐให้เข้ามาช่วยสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ มาตรการดูแลราคาปุ๋ยและต้นทุนการผลิต

“กลุ่มเกษตรกรเตรียมนัดประชุมช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อพิจารณาหาทางออก เพราะต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ”

วัตถุดิบต้นทุนขึ้นแรง

แหล่งข่าวจากวงการผู้ผลิตปุ๋ยเผยว่า แหล่งนำเข้าปุ๋ยจะมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน โดยเฉพาะมาเลเซียจะเข้ามาภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งปริมาณปุ๋ยในระบบยังพอรองรับได้ เนื่องจากมีสต๊อกสะสมช่วงข้ามปีและสำรองใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน แต่เมื่อมีข่าวสงครามในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทำให้ร้านค้าเร่งสต๊อกเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เช่น เดือนมีนาคมขายได้ 4,000 ตัน ปีนี้อาจเพิ่มเป็น 8,000 ตัน ซึ่งมองว่าไม่ใช่อุปสงค์จากเกษตรกร แต่ซื้อไปกักตุนมากกว่า

ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าปรับเพิ่มขึ้นรุนแรง ช่วงต้นปีราคาซื้ออยู่ที่ 12,300-12,500 บาท ล่าสุดขยับขึ้นมาที่ 29,000 บาทแล้ว เพราะมีดีมานด์จากหลายประเทศ ทั้งออสเตรเลีย อินเดียที่แข่งประมูล ทำให้ตลาดตึงตัวมาก ไทยทำอะไรไม่ได้เพราะต้องนำเข้าปุ๋ยเกือบ 100% โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่เป็นวัตถุดิบในภาคเกษตร

กรณีที่รัฐเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียนั้น รูปแบบคือการเปิดทางให้ซื้อขายระหว่างเอกชนไทยกับเอกชนรัสเซีย ไม่ใช่รัฐบาลไทยนำเข้าเอง โดยรัฐบาลรัสเซียเสนอรายชื่อบริษัทขายยูเรียแบบ granular หรือแบบเม็ดมาให้ 2 รายแล้ว แต่ราคาที่เปิดมายังสูงอยู่ เพราะต้นทุนขนส่งใช้เวลานานถึง 45-60 วัน เทียบเส้นทางผ่านฮอร์มุซที่ใช้เวลาเพียง 6-8 วันถึงแหลมฉบัง

จุดนี้ทำให้เอกชนไทยต้องชั่งน้ำหนัก เพราะหากเจรจาเริ่มในเดือนพฤษภาคม กว่าปิดดีลการเงินและจัดเรือถึงไทยก็อาจเข้าสู่ช่วงกรกฎาคม ซึ่งเหลือเวลาขายเพียงรอบเดียว ก่อนสิ้นฤดูใช้ปุ๋ยในเดือนสิงหาคมในภาคอีสาน หากนำเข้าราคาสูงแล้วขายไม่ทันฤดูกาลก็เสี่ยงขาดทุน

ทั้งนี้ ยูเรียยังเป็นปุ๋ยที่ใช้ในนาข้าว พืชอื่นมีใช้บ้างแต่ส่วนใหญ่นำไปผสมสูตร ภาคใต้จะใช้ยูเรียน้อยแต่ต้องการโพแทสมากกว่า จึงทำให้การบริหารสต๊อกต้องคำนึงถึงความต้องการรายภูมิภาค

ในมุมผู้ประกอบการถือว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกระยะยาว อย่างน้อยช่วยเพิ่มทางเลือกด้านซัพพลาย อาจมีผลทางจิตวิทยาต่อตลาด ทำให้ผู้ค้ารายย่อยที่กักตุนสินค้าไว้เริ่มคลายการถือครองและยอมปล่อยขายในราคาที่ถูกลง

ชะลอปลูกลดต้นทุน

นายชูศักดิ์ กองทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวีทองการเกษตร จำกัด ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร และผู้ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานระบบ Contract Farming ในภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง เผยว่า ราคาปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปรับตัวสูงขึ้น 55-60% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถือว่าปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี

ซึ่งเป็นระดับที่เกษตรกรแทบรับภาระไม่ไหวแล้ว แนวโน้มจะปรับตัวสูงถึง 1,500-1,600 ต่อกระสอบ ซึ่งจะกระทบต่อภาคเกษตรอย่างรุนแรงที่สุด

นายชูศักดิ์กล่าวว่า ราคาปุ๋ยเคมีที่แพงขึ้นตอนนี้กระทบต่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการราว 2,000 ราย พื้นที่ปลูก 40,000-50,000 ไร่ ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุน ทำให้เกษตรกรในจังหวัดกำแพงเพชรและสุโขทัยตัดสินใจชะลอการปลูกข้าวโพดและพืชเกษตรอื่น ๆ

“บริษัทมีสต๊อกปุ๋ยเหลือขายในโครงการเพียง 1 เดือนเท่านั้น และไม่สามารถซื้อปุ๋ยใหม่เข้ามาเพิ่มได้ เพราะในตลาดไม่มีปุ๋ยเลย เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก”

อย่างไรก็ดีต้องการให้ภาครัฐตรวจสอบข้อมูลกลุ่มเกษตรกร และความต้องการปุ๋ยที่ชัดเจน เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองได้ทั่วถึงตรงจุด

ภาค ตอ.ยูเรียขาดตลาด

นายธรรมรัฐพิทักษ์สันติสุข กรรมการผู้จัดการ หจก.ชัยพฤกษ์อโกรเทค จำกัด จ.จันทบุรี และ จ.ตราด เผยว่า ปุ๋ยเคมีทุกสูตรปรับราคาขึ้นแล้ว 10-20% โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียเพิ่ม 50-60% จากกระสอบละ 800-900 บาท เพิ่มเป็น 1,250-1,300 บาท

นายชลธีนุ่มหนู เกษตรกรและเจ้าของร้านไทยพรรณการเกษตร สาขาสะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด เสริมว่า การนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียเป็นสัญญาณที่ดี เพราะตราดและจันทบุรีขาดแคลนปุ๋ยยูเรียมานานนับเดือนแล้ว ชาวสวนได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะเมษายนเป็นช่วงที่ต้องใช้ปุ๋ยบำรุงต้น ใบ และดิน หลังเก็บเกี่ยว การขาดแคลนปุ๋ยจะกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พาณิชย์รับมือปุ๋ยราคาดีดเท่าตัว น้ำมันซ้ำชะลอปลูกพืชเกษตร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...