พิมไจ-ลักษณารีย์ แอ็กติวิสต์ เชื้อสายกบฏเงี้ยว สู่ สส.แพร่ พรรคประชาชน
ต่อจากนี้การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนจะดีขึ้น รวมไปถึงการทำให้วัฒนธรรมองค์กรของพรรคเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับผู้หญิง และกลุ่มคนที่เป็นผู้มีความหลากหลาย รวมถึงจะให้มีระบบรับเรื่องร้องเรียน เพราะประชาชนหรือผู้ที่มีอำนาจน้อยอาจต้องการ ระบบที่รู้สึกว่าสามารถเข้าไปแล้วพูดได้เลย โดยที่ตัวเองไม่ต้องมีคอนเน็กชันกับ สส.หรือส่วนกลางเป็นพิเศษในการรับแจ้งเหตุ ว่ามีสมาชิกพรรคหรือว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ในพรรคได้กระทำความรุนแรงหรือว่า ความไม่เป็นธรรมทางเพศ
สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 2569 เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังการเปิดประชุมสภานัดแรก 15 มี.ค. ส่วนที่ว่าสภาชุดนี้จะอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน มีโอกาสครบเทอม 4 ปีหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป
และสำหรับสภาชุดปัจจุบัน มี สส.หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ สส.เป็นครั้งแรกอยู่หลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือ "พิมไจ-ลักษณารีย์ ดวงตาดำ สส.แพร่ เขต 3 พรรคประชาชน" ที่เอาชนะแชมป์เก่า วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต สส.แพร่ 6 สมัย-อดีตรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง จากพรรคเพื่อไทย
ที่หลายคนสนใจและอยากรู้ว่า "พิมไจ-ลักษณารีย์ ดวงตาดำ" เป็นใครมาจากไหน เหตุใดถึงคว้าชัยในการเลือกตั้งมาได้ อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษนับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนจะรู้จักเธอมากขึ้น
"ลักษณารีย์ ที่มีชื่อเล่นว่า พิมไจ" เล่าชีวิตส่วนตัวก่อนจะเข้ามาเป็น สส.ว่าเป็นคนแพร่โดยกำเนิด เป็นคนอำเภอสูงเม่น จบการศึกษาปริญญาตรี ด้านสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนความสนใจทางการเมืองนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจริงๆ ตอนแรกเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียนครูภาษาไทย และด้วยความที่มีความสนใจเรื่องศิลปะมาตั้งแต่แรก ทำให้ต่อมาจึงสอบใหม่เพื่อไปเรียนสิ่งที่สนใจก็คือศิลปะ จนสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้
…ช่วงที่เรียนก็จะมีการสอนแนวคิดทางด้านมนุษย์และสังคม รวมถึงปรัชญาและพวกการเมืองต่างๆ ด้วย เพื่อให้สามารถนำแนวคิดต่างๆ มาสะท้อนผ่านงานศิลปะ ช่วงที่เรียนก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทัศนัย เศรษฐเสรี, อาจารย์ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักคิดสายสังคมต่างๆ โดยช่วงที่เรียนอยู่ประมาณปี 2 ถึงปี 3 ที่เป็นยุครัฐบาล คสช. ก็มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้น ตั้งแต่เพื่อนที่เคยเรียนครูภาษาไทยด้วยกันเขาก็เริ่มแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมือง แล้วก็ถูกออกหมายเรียกหมายจับ ทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาของประเทศในช่วงนั้นที่มีปัญหาเรื่องเสรีภาพการแสดงออก เพื่อนที่รู้จัก 2-3 คนก็ถูกหมายจับกันหมด จนมีการจัดม็อบที่หน้าสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งอยู่หน้า ม.เชียงใหม่ เราก็ไปร่วมฟังเพื่อนปราศรัย ทำให้เริ่มมีความรู้สึกร่วม
และช่วงเดียวกันนั้น ตอนที่เรียนก็ทำสารคดีเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เรื่องประชากรแฝง ทำให้เราได้ศึกษาวิถีชีวิตของคนชายขอบ ซึ่งตัวพิมเองก็มีเชื้อสายของชาติพันธุ์อยู่เหมือนกัน ทำให้เรามีความรู้สึกร่วมกับวิถีชีวิตของพวกเขามาก แต่ต่อมาได้รับข่าวร้ายจากอาจารย์ผู้สอนวิชาสารคดี ว่าเพื่อนของเราที่เขาเป็นชาวลาหู่ถูกวิสามัญฆาตกรรม ก็คือ "ชัยภูมิ ป่าแส" นักกิจกรรมชาวลาหู่ ทำให้นักศึกษาหลายกลุ่มในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งคนที่ทำละคร ทำเสวนาและสาขาที่เราเรียนคือ สื่อศิลปะและการออกแบบสื่อออกมาเคลื่อนไหว มันก็เกิดแรงขับ เกิดความความโกรธ มีความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนเรา กับเยาวชนที่เขาถูกวิสามัญฆาตกรรมไป ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครได้รับโทษ
…หลังจากนั้นก็ทำให้พิมสนใจที่จะติตตาม สนใจในการขับเคลื่อนทางด้านการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ การไปร่วมชุมนุมต่างๆ ในช่วงนั้น ช่วงประมาณปี 2560-2561 ก็เริ่มมีการก่อขบวนนักศึกษาขึ้นมา แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีแกนนำกลุ่มนักศึกษา แต่ว่ายังไม่ได้มีการรวมตัวกัน แต่เริ่มมีการติดต่อไปมาหาสู่กัน อย่างตัวพิมเองก็เคยไปภาคอีสาน ไปศึกษาปัญหาเกี่ยวกับเหมืองที่จังหวัดเลย ทำให้ได้รู้จักกับกลุ่มดาวดิน ส่วนทางภาคตะวันออกก็ได้รู้จักกับกลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่เขามาทำประเด็นสังคมและการเมือง
จนต่อมาก็นำไปสู่การจัดตั้ง "พรรคสามัญชน" ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งพิมเองก็ได้ไปเข้าร่วมการจัดตั้งพรรคด้วย คนที่เคยร่วมก่อตั้งพรรคสามัญชน ที่ปัจจุบันทำงานการเมืองกับพรรคประชาชนอีกคนหนึ่งก็คือ ปกรณ์ อารีกุล โดยแนวทางของพรรคสามัญชนก็คือ เป็นพรรคของประชาชน เป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เข้าถึงได้ง่าย เป็นพรรคการเมืองที่มีประเด็น นโยบายเกี่ยวกับเรื่อง เหมือง-ป่าไม้-ที่ดิน ที่เป็นประเด็นแรกเริ่มของกลุ่มประชาชนที่เขาได้รับความเดือดและอยากจะมารวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อที่จะต่อสู้ในฐานะของพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาเขาก็ทำม็อบกันมาตลอด เขาก็หาวิถีทางที่จะต่อสู้เอาชนะนายทุน
หลังการเลือกตั้งปี 2562 เสร็จสิ้นลง "พิมไจ-ลักษณารีย์" เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นก็กลับบ้านที่จังหวัดแพร่ และทำเรื่องสุราชุมชนกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักเคลื่อนไหวในจังหวัดแพร่เหมือนกัน รวมถึงร่วมเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ เคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ กับเอ็นจีโอ นักกิจกรรมในกรุงเทพฯ รวมถึงทำงานเกี่ยวกับการคุ้มครองเยาวชนและผู้หญิง ที่ทำให้ได้รู้จักกับทีมงานของพรรคก้าวไกล-พรรคประชาชนบางส่วน จนเมื่อหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งปี 2566 เลยไปทำงานเป็นผู้ช่วย สส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง ที่ตอนนั้นก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ประมาณหนึ่งปี จากนั้นก็มาเป็นผู้ช่วย สส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน จนมีการยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 ซึ่งก่อนยุบสภาก็ยื่นสมัครเข้ารับการคัดเลือกลงสมัคร สส.แพร่ พรรคประชาชน และได้รับการคัดเลือก จนลงสมัครรับเลือกตั้งและเข้ามาเป็น สส.แพร่ เขต 3 โดยเอาชนะนายวรวัจน์ พรรคเพื่อไทยมาได้
จากนักกิจกรรม สู่การขับเคลื่อน สุราชุมชน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
สำหรับเส้นทางชีวิตของ "พิมไจ-ลักษณารีย์" ยังมีจุดที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสุราชุมชน ฉาน สปิริตส์ จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่น #เหล้ากบฏเงี้ยว โดยที่มาที่ไปของการทำกิจกรรมดังกล่าว เกิดจากการที่จังหวัดแพร่จะมีกลุ่มนักกิจกรรมที่ผลักดันประชาธิปไตยกันอยู่ เราก็คิดว่าอยากจะสื่อสารเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นออกไปให้คนภายนอกได้รู้ เพราะพิมมองว่าทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในระบบการศึกษา จะเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ทางรัฐได้เรียบเรียงมา แต่ว่าตัวพิมเองด้วยความเป็น Localist ท้องถิ่นนิยม ที่ต้องการเห็นการกระจายอำนาจ และอยากจะผลักดันการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็เลยรวมตัวกัน ซึ่งพิมเองก็เป็นหนึ่งในเชื้อสายของกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ โดยต้นตระกูลก็เป็นหนึ่งในขบวนการ แต่ก็อาจจะไม่ใช่แกนนำ
…ในช่วงเริ่มต้นของการทำกิจกรรมสุราชุมชน ฉาน สปิริตส์ดังกล่าว เริ่มต้นจากการสื่อสารกับนักกิจกรรมด้วยกันก่อน เช่นกลุ่มขบวนการสามัญชน เพราะพรรคสามัญชนก็เกิดจากนักกิจกรรมหลายภาคส่วนมารวมกันเป็นขบวนสามัญชน และก็มีกลุ่มนักกิจกรรมอื่นๆ เราก็พยายามสื่อสารแนวคิดการกระจายอำนาจผ่านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จากนั้นเริ่มหาพันธมิตรที่เป็นร้านที่เขาสนใจเรื่องของการพัฒนาเมือง ศิลปวัฒนธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ในวันครบรอบการก่อการของกบฏเงี้ยว ในคืนวันที่ 24 กรกฎาคมของทุกปี โดยเชิญนักกิจกรรมจากเชียงใหม่ ลำปาง อุตรดิตถ์ มาร่วมกิจกรรม มีการจัดฉายหนังที่เกี่ยวข้องกับแรงงานคนพลัดถิ่น การกระจายอำนาจ ความเชื่อ วิญญาณ เป็นต้น
ในช่วงปีแรกที่มีกระแสสุราชุมชน ก็เป็นความพอดีกัน เพราะพอเราเปิดตัวออกมาประมาณเดือนเมษายน ปี 2566 ต่อมาหลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม พรรคก้าวไกลชนะในการเลือกตั้ง คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคตอนนั้นพูดเรื่องสุราชุมชนพอดี ทำให้เกิดกระแสก็สูงมาก มีสำนักข่าวมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับความเป็นมาของสุรากลั่นชุมชน เหล้ากบฏเงี้ยว แต่ด้วยความที่เราไม่ได้มองว่าจะทำให้เป็นธุรกิจระยะยาว แต่เราทำขึ้นมาเพื่อให้เป็นปรากฏการณ์ จะทำกันภายในกี่ปี หรือในเชิงพาณิชย์จะขายกันจำนวนเท่าใด คือไม่ได้ถูกวางไว้ว่าจะต้องเป็นธุรกิจที่ยืนยาว โดยหลังจากนั้นก็มีสมาชิกในกลุ่มไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลสองคน ส่วนตัวพิมเองก็ไปเป็นผู้ช่วย สส. มีคนไปทำเอ็นจีโอต่อสองคน มันก็เหมือนกับว่าก็ไม่เหลือคนที่จะมาคอยดำเนินงาน
…สำหรับความตั้งใจของพิมเอง คิดว่าอยากจะไปผลักดันสุราชุมชนที่บ้านวังลึก อ.วังชิ้น จ.แพร่ ซึ่งเป็นบ้านญาติของพิมมากกว่า โดยวังลึก ต.นาพูน เป็นหนึ่งในฐานสุราชุมชน อย่างเหล้ากบฏเงี้ยวที่ผ่านมาจะใช้ฐานการผลิตที่เป็นโรงกลั่น ซึ่งเป็นของพี่คนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะอยู่ที่อำเภอสอง ตำบลสะเอียบ ซึ่งทั้ง 2 ตำบลคือตำบลนาพูนกับตำบลสะเอียบ ก็มีชื่อในเรื่องของสุราชุมชนของจังหวัดแพร่ แต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน โดยของสะเอียบ จะหอมนุ่ม ดื่มง่ายและมีแหล่งน้ำที่ดี อุดมสมบูรณ์ ส่วนที่วังลึก-นาพูน จะขึ้นชื่อเรื่องของการใส่สมุนไพรต่างๆ ลงไปในแป้งเหล้า โดยพิมเองก็มีไอเดียว่า เมื่อก่อนทางครอบครัวหรือตระกูลของพิม ก็มีโรงเหล้าเป็นของตัวเอง ทำให้เราก็คิดว่าอยากจะกลับมาฟื้นตรงนี้มากกว่า
จากผู้ช่วย สส.เกือบสามปี สู่การลงสมัครรับเลือกตั้ง
ส่วนประสบการณ์ก่อนที่จะมาเป็น สส.แพร่ พรรคประชาชนในปัจจุบัน กับการเป็นผู้ช่วย สส.ร่วม 3 ปี "พิมไจ-ลักษณารีย์" เล่าให้ฟังว่า จากการที่ได้เป็นผู้ช่วย สส.เขต กรุงเทพมหานครและระยอง สิ่งที่เราเห็นก็คือความแตกต่างของการเมืองเชิงพื้นที่ที่ค่อนค่อนข้างชัด อย่างตอนที่ไปช่วย สส.เอิร์ธ-กมนทรรศน์ที่ระยอง ได้มองเห็นว่าความสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนส่วนท้องถิ่น-อบต.-นายกเทศมนตรี มีความสำคัญมากในการประสานงานเพื่อแก้ไขเรื่องเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ว่าตอนที่เป็นผู้ช่วย สส.กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่แล้วทางกรุงเทพมหานครจะดูแลเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างทันท่วงที โดยที่แบบ สส.อาจจะมีส่วนช่วยประสาน แต่ว่าไม่ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในงานสำคัญของ สส. แต่ว่าหากเป็น สส.ต่างจังหวัด พวกวาระเรื่องร้องเรียนหรือวาระที่ประชาชนจะมาแจ้งเกี่ยวกับสาธารณูปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะมีปริมาณที่เยอะมาก แล้วก็ทีมผู้ช่วยก็ต้องเข้าไปช่วยจัดการประสานงานอย่างเป็นระบบ ส่วนในสภาพิมก็ช่วยในมุมของพรรคประชาชน ซึ่งคิดว่าพี่ๆ สส.ของพรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสื่อสารการเมืองใหม่ และพยายามที่จะทำให้วัฒนธรรมการเมืองใหม่ ก็คือการแก้ไขปัญหาเชิงประเด็น การพูดถึงการแก้ไขเชิงโครงสร้างถูกยอมรับให้มากขึ้นผ่านพื้นที่สภา เพราะว่าประชาชนเขาก็ติดตามข่าวสารการอภิปราย
เมื่อบทสัมภาษณ์มาถึงประเด็นที่ว่า มาลงสมัคร สส.เขต 3 จังหวัดแพร่ สังกัดพรรคประชาชนได้อย่างไร มีกระบวนการคัดเลือกอย่างไรจากพรรค รวมถึงการทำไพรมารีโหวต เรื่องนี้ "พิมไจ-ลักษณารีย์ สส.สมัยแรกจากจังหวัดแพร่ พรรคประชาชน" เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เราฟัง โดยยอมรับว่าตอนแรกไม่ได้คิดจะลงสมัคร สส.ระบบเขต โดยพรรคประชาชนมีกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร สส.อย่างถี่ถ้วนมาก จนในหลายๆ เขตก็อาจจะแทบหาคนลงสมัครแทบไม่ได้ ทำให้หลายคนที่เดิมทีตั้งใจจะลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ ต้องถูกขอให้เปลี่ยนไปสมัครระบบเขต แต่ว่าอันนี้ไม่ใช่กับตัวพิม โดยตัวพิมตั้งใจจะขอสมัครลงระบบปาร์ตี้ลิสต์ในประเด็นของการคุ้มครองเยาวชนและการยุติความรุนแรงทางเพศ เพราะว่าเป็นประเด็นที่พิมก่อนหน้านี้ทำควบคู่กันมา คือให้คำปรึกษากับเคสที่เกิดปัญหา แล้วส่งต่อสู่ทนายหากเขา (ผู้เสียหาย) ต้องการที่จะต่อสู้ทางกฎหมาย แต่หากว่าเขายังไม่พร้อม ก็ให้เข้าสู่การเยียวยาประคับประคองไปจนเขาดีขึ้น
พิมเลยรู้สึกว่าอยากจะเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่พูดเรื่องความรุนแรงทางเพศต่อทุกช่วงวัย โดยเน้นไปที่เยาวชน โดยเฉพาะเรื่องของ Cyber Grooming หรือพวกหว่านล้อมทางออนไลน์ การล่อลวงทางออนไลน์ต่างๆ โดยเราก็เตรียมประเด็นดังกล่าวมาร่วมปี เพื่อเตรียมจะขอลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ แต่ว่าพอมีการเปิดคัดเลือกผู้สมัคร สส. โดยผู้สมัครที่มีชื่อตามทะเบียนบ้านก็ต้องไปประชุมรวมตัวกันที่จังหวัด ซึ่งเราที่เป็นจังหวัดแพร่ก็เลยได้เดินทางกลับจังหวัดแพร่ ได้ไปที่พื้นที่เลือกตั้งเขต 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งพี่ทนายเคน หรือพี่ติรานนท์ เวียงธรรม อดีตว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคก้าวไกล จ.แพร่ เขต 1 ประสบเหตุโดนรถเฉี่ยวชนจนเสียชีวิตเมื่อช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2566 เคยเข้าไปช่วยเหลือต่อสู้เรื่องเหมืองแร่มาก่อน โดยหลังเกิดอุบัติเหตุก็ยังไม่สามารถที่จะตามจับตัวคนที่ขับรถชนได้ ตัวพิมก็ได้ไปลงพื้นที่ ไปที่หมู่บ้านที่พิมเคยได้ไปผลักดัน เคยได้ไปร่วมงานไว้สมัยที่ยังเป็นนักกิจกรรม สมัยที่ยังทำกิจกรรมกับพรรคสามัญชน ซึ่งเป็นพรรคที่เคลื่อนไหวทำเรื่องปัญหาที่ดิน ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องแบบเอ็นจีโอ แต่เมื่อเราเป็นผู้ช่วย สส. หลายครั้งก็มีโอกาสได้ทำเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินหรือปัญหาที่ทับซ้อน ซึ่งจากประสบการณ์การลงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้พิมรู้สึกว่าจะต้องมี สส.มาแก้ไขปัญหาของจังหวัดแพร่ ก็คือเรื่องของเอกสารสิทธิ-พื้นที่ชุมชนทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐ รวมไปถึงเรื่องธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วย
…จากนั้นเราก็รวบรวมข้อมูล ประเด็นปัญหาในพื้นที่ ส่งเป็นการบ้านให้กับพรรคประชาชน ในลักษณะว่าหากเข้าไปเป็น สส.เขต จังหวัดแพร่ จะต้องทำอย่างไร โดยที่พรรคก็มีโจทย์ให้มาว่าให้เราส่งข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนประชากร ปัญหาในพื้นที่ และประเด็นที่อยากผลักดัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายจะทำยังไง เราก็ส่งไป โดยมีทั้งข้อเสนอการจัดการแก้ปัญหาที่ดิน เอกสารสิทธิ ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เช่นหลักเกณฑ์การตั้งโรงงานต่างๆ การทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ เรื่องของอุตสาหกรรมป่าไม้ เพราะที่แพร่ขึ้นชื่อเรื่องไม้ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน ที่เป็นปัญหาสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งในตอนนั้นก็มีคนที่เขาเสนอตัวจะขอลงสมัคร สส.เขต 3 ประมาณ 3-4 คน ตอนนั้นพิมก็ไม่ได้คิดว่าจะผ่านการคัดเลือกให้ลงสมัคร จนสุดท้ายก็ผ่านการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.แพร่ของพรรคประชาชน มีการประกาศอย่างเป็นทางการก่อนยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 ประมาณหนึ่งเดือน
กลยุทธ์หาเสียงล้มแชมป์เก่า
-มีแนวทางการหาเสียงอย่างไรถึงเอาชนะอดีตสส.แพร่หลายสมัย ที่เป็นตระกูลการเมืองบ้านใหญ่จังหวัดแพร่มาได้?
ก่อนหน้านี้ก็เคยเจออาแมว (วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) มาก่อนสมัยอยู่พรรคสามัญชน ที่ก็ต้องเดินสายไปดีเบต ร่วมงานเสวนาตามเวทีต่างๆ ที่ทำให้ได้เจอกับนักการเมืองรุ่นใหญ่ๆ หลายคนตามเวที ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคุณวรวัจน์ โดยเจอที่เวทีเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนั้นก็จำได้ว่าเขาได้มีการแสดงทัศนคติไปในทิศทางใด แล้วเราเองก็ศึกษารวบรวมข้อมูล โดยตัวเขาเองก็คงมีข้อมูลอยู่มาก เพราะมีประสบการณ์มากในทางการเมือง
ในตอนที่มีการสัมภาษณ์ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชนที่จังหวัดแพร่ ทางกรรมการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน เขาก็ถามคำถามนี้เลยเหมือนกันว่า คิดว่าจะเอาชนะได้อย่างไร พิมเองก็ตอบไปตามข้อสันนิษฐานของตัวเองจากข้อมูลที่รวบรวมมา คือเราก็มองว่าตัวเราเองเป็นสิ่งที่แตกต่างจากเขามาก และเราเชื่อว่าประชาชนต้องการสิ่งที่แตกต่าง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากให้โอกาสคนใหม่ เราเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วในระดับหนึ่ง
ต่อมาก็คือถ้าเกิดเขามีจุดแข็งอะไร จุดแข็งของเราก็ต้องไม่ไปซ้ำกับเขา เหมือนเป็นหลักมาร์เก็ตติง สมัยเรียนมีเดีย สื่อศิลปะมา ก็คือเราต้องวางจุดแข็งของตัวเองไม่ให้ไปซ้ำกับจุดแข็งของเขา เขามีตังค์ เราก็ไม่ต้องไปแข่งมีตังค์กับเขาอะไรอย่างนี้ เราก็ทำให้ประชาชนเห็นว่าเราก็สู้แบบไม่มีตังค์ สู้แบบไม่มีคน กลยุทธ์ของเขามันเป็นกลยุทธ์แบบคนละทางกับพรรคประชาชนอยู่แล้วด้วย สิ่งที่เราทำจะตรงข้ามกับเขาทุกอย่าง
พิมเดินไปถึงหน้าประตูบ้านทุกหลังเท่าที่เดินไหว แล้วก็เข้าหาโหวตเตอร์เอง เข้าให้ถึงทุกคนเท่าที่เป็นไปได้ เดินหาเสียงในตลาดก็เดินซ้ำหลายรอบต่อหนึ่งตลาด เดินประมาณสองรอบถึงสามรอบได้ โดยเฉพาะในพื้นที่แย่งชิง จนชนะมาด้วยคะแนน 23,987 คะแนน
ส่วนที่ชนะการเลือกตั้งมาได้เพราะเราเข้าถึงประชาชน และพิมคิดว่าวางตัวเป็นประชาชน ที่ไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนาย แต่เป็นลูกหลานที่เขาอยากจะเอาใจช่วย โดยก็มีพี่ๆ มาช่วยหาเสียงในพื้นที่ให้เช่น พี่ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พี่ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล, อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง เป็นต้น ที่ชนะมาได้คิดว่ากระแสพรรคประชาชนมีส่วนมาก แต่การทำงานในเขตก็ต้องทำอย่างสุดตัว สุดความสามารถ ต้องลงพื้นที่ให้หนัก
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรคส้มตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ มาก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน เคยปักธงที่จังหวัดแพร่ได้หรือไม่ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น เทศบาล อบต. อบจ. "พิมไจ-ลักษณารีย์" กล่าวว่า ยังไม่เคย แต่จริงๆ แล้วพรรคเคยได้ สส.เขตที่จังหวัดแพร่ ตอนเลือกตั้งปี 2562 แต่พิมมองว่าตอนนั้นไม่ใช่การเอาชนะแดงมาได้ (เป็นการชนะเลือกตั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ที่เป็นพรรคพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทย โดยเพื่อไทยไม่ส่งคนลงสมัคร สส.เขต จังหวัดแพร่ ทำให้ฝ่ายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ลงสมัคร สส.พรรคไทยรักษาชาติ รณรงค์ให้เทเสียงไปให้กับผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ทำให้สองผู้สมัครสส.พรรคอนาคตใหม่ คือ เอกการ ซื่อทรงธรรม และกฤติดนัย สันแก้ว จึงชนะเลือกตั้ง)
เราถามต่อไปว่า ใช่ที่ชนะเลือกตั้งแล้วต่อมาไปเป็นงูเห่าหลังมีการยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ "ลักษณารีย์" กล่าวตอบว่า "ใช่ ตอนนั้นมันคือการที่แดงเขาไม่มีทางเลือก ซึ่งพิมเองสมัยนั้นก็กาให้พรรคส้มด้วยความที่ไม่สามารถกาให้แดงได้ และมันก็เป็นแผลใหญ่ (งูเห่า) ที่อาจจะทำให้ถึงแม้กระแสพรรคดี แต่ก็ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถปักธง สส.(เลือกตั้งปี 2566) รวมถึงในการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างสมาชิกสภา อบจ.ได้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ได้ เพราะว่าแบบประชาชนเขาก็อาจจะกลัวว่า คัดใครมาจะเป็นงูเห่าหรือเปล่าอะไรแบบนี้
-ตอนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. มั่นใจหรือไม่ว่าจะชนะการเลือกตั้ง เอาชนะนายวรวัจน์ได้?
ตัวพิมเองรู้สึกสูสี คือห่างกันไม่มาก หากจะแพ้ก็คงแพ้ไม่มาก และถ้าชนะก็อาจชนะไม่มาก พิมก็รู้สึกแบบนี้ แต่ในการวิเคราะห์ของคนรอบข้าง ก็มีทั้งคนที่มองว่าพิมไม่มีทางชนะ และก็มีคนที่เขาก็มั่นใจว่าพิมจะชนะเลือกตั้ง ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เข้าใจคนที่เขามั่นใจว่าพิมจะชนะเหมือนกัน โดยคืนวันเลือกตั้งก็ไม่ทันได้ดีใจ เพราะห่วงกลัวบัตรหาย เราก็ไปนอนเฝ้า ไปกางเสื่อนอนเฝ้าอยู่ที่โรงเรียนลองวิทยา ที่เป็นศูนย์ประสานงานเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งของเรา
"พิมไจ-ลักษณารีย์ สส.แพร่ สมัยแรกของพรรคประชาชน" กล่าวถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ในการเข้าไปทำงานเป็นสส.หลังจากนี้ว่า พิมจะให้ความสำคัญของพื้นที่ โดยที่ในพื้นที่พิมเองก็มีปัญหาเรื่องของการจัดการที่ดินค่อนข้างเยอะ ดังนั้นพิมจะผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ที่ดิน ร่วมกับพี่ๆ สส.และอดีต สส.ของพรรคประชาชน ที่เคยมีการผลักดันเรื่องนี้มาในระดับหนึ่งแล้ว และจากนี้ก็จะผลักดันต่อไปเพื่อให้ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิ หรืออย่างการผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งตัวพิมเองก็ได้ไปร่วมพูดคุยกับตัวแทนภาคประชาชน รวมถึงภาครัฐเช่นกรมอุทยานฯ ในเรื่องของการจัดการหมอกควัน-ไฟป่า ก็คิดว่าในด้านของนิติบัญญัติก็ยังคงต้องผลักดันกฎหมายต่อไปควบคู่กัน แต่ว่าตอนนี้ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ค่อนข้างมากแล้วในในพื้นที่เขตของพิม ก็คือตามแนวที่ติดกับลำปางก็เริ่มมีการตั้งจุดตรวจคนที่เข้าป่า แต่ว่าทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ให้ข้อมูลมาว่า ตำบลใดที่เราจะต้องไปสร้างความเข้าใจเพิ่ม พิมก็เลยมองว่าเป็นภาพการทำงานร่วมกันระหว่างตัว สส.-เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ป่าไม้ และประชาชน โดย สส.เองก็ต้องทำงานทั้งความเข้าใจในพื้นที่ แล้วก็เข้าไปผลักดันกฎหมายในสภาควบคู่กัน อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของประเด็นอากาศสะอาด
เมื่อถามถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นวุฒิสภา มองว่าควรมีการยืนยันเดินหน้าต่อหรือไม่หลังสภาเปิด "ส.ส.แพร่ ลักษณารีย์" ย้ำว่า สภาควรเดินหน้าผลักดันเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไป เพราะว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง แต่หากใครไปเคลื่อนไหวแล้วมีการกระทำเช่นทำลายข้าวของ ก็สามารถใช้กฎหมายอื่นๆ เอาผิดได้ แต่การแสดงออกทางการเมืองไม่ควรต้องมารับโทษจำคุก ซึ่งพี่น้องของพิมหลายคนเข้าคุกแล้วเข้าคุกอีก อย่างไผ่ ดาวดิน
พรรค ปชน.ต้องทบทวน ระบบคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.
"พิมไจ-ลักษณารีย์" กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ก็มีประเด็นที่พิมสนใจอยู่ ก็คือพิมก็เป็นหนึ่งใน คณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) ที่เป็นคณะทำงานเพิ่งเกิดใหม่ที่เพิ่งจะมีข่าวกันในช่วงที่ผ่านมา (กรณีผู้สมัครจังหวัดมหาสารคามถูกศาลฎีกาพิพากษา ว่ากระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและลงโทษทั้งจำทั้งปรับ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)
…พิมก็มองเห็นปัญหาของพรรคในการคัดสรรคนลงสมัคร โดยตัวผู้คัดสรรก็เป็นผู้ชายด้วยกัน เขาอาจจะแบบไม่ได้ละเอียดอ่อนกับพฤติกรรมความรุนแรง และไม่ได้ละเอียดอ่อนกับพฤติกรรมละเมิดฯ เพราะผู้ชายเวลาอยู่ด้วยกันเขาอาจจะมองว่ามันแบบไม่เป็นไรก็ได้ คือพิมก็ไม่รู้ว่าตัวผู้คัดสรรเขาคิดยังไง แต่ว่าข้อเสนอของฝั่งนักการเมืองหญิง ซึ่งก็จะมีทางส่วนที่มาจากโรงเรียนนักการเมืองหญิงที่ทางพรรคได้เคยจัดกระบวนการมาก่อน แล้วก็มาจากนักเคลื่อนไหวผลักดันอิสระ อย่างพิมก็เป็นนักเคลื่อนไหวผลักดันที่ตอนแรกก็ไม่ได้ขึ้นกับพรรค ในการพูดเรื่องของต่อต้านการคุกคามทางเพศ ซึ่งพิมก็เคยออกมาคอลเอาต์เรื่องนี้ในตอนที่พรรคมีปัญหาเรื่องแบบนี้ในช่วงปลายปี 2566 พิมก็คิดว่ามันจะต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงในข้อบังคับของพรรคให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากคณะทำงานความเสมอภาคฯ
เมื่อถามต่อไปว่า หลังจาก คสพป.มีการออกแถลงการณ์กรณีที่เกิดขึ้นกับอดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม ของพรรคประชาชน ทางผู้บริหารพรรคมีการตื่นตัวเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน "พิมไจ-ลักษณารีย์" เปิดเผยว่า ในระดับผู้บริหารเขาโอเคกับการที่จะมีคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน แล้วก็โอเคกับการที่ให้ออกมาพูดและออกมาแถลง แต่ว่าอาจจะยังไม่ได้เป็นที่รับรู้ของทุกคนในพรรคในขณะนั้น เนื่องจากมันคงวุ่นวาย เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พรรคมีการให้ สส.เข้ามาสัมมนาอบรม (ที่กรุงเทพฯ) และการสื่อสารแจ้งข่าวมันคงไม่เท่าทันกันในทุกกลุ่ม เพราะว่าสมาชิกที่เป็น สส.เดิมหรือผู้สมัครใหม่ มันค่อนข้างมากขึ้น เพราะพรรคก็เป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น เป็นบ้านที่ใหญ่ขึ้น ก็เลยตอนนั้นก็อาจจะยังมีบางส่วนบางกลุ่มที่เขาไม่ได้รับแจ้งว่าผู้บริหารพรรคเห็นชอบหรือเห็นด้วยกับกับการมีคณะนี้เกิดขึ้น
โดยต่อจากนี้การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนจะดีขึ้น รวมไปถึงการทำให้วัฒนธรรมองค์กรของพรรคเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับผู้หญิง และกลุ่มคนที่เป็นผู้มีความหลากหลาย รวมถึงเราจะให้มีระบบรับเรื่องร้องเรียนขึ้นมา เพราะประชาชนหรือว่าผู้ที่มีอำนาจน้อย เขาอาจจะต้องการระบบที่รู้สึกว่าสามารถเข้าไปแล้วพูดได้เลย โดยที่ตัวเองไม่ต้องมีคอนเน็กชันกับ สส.หรือส่วนกลางเป็นพิเศษในการรับแจ้งเหตุ ว่ามีสมาชิกพรรคหรือว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ในพรรคได้กระทำความรุนแรง หรือว่าความไม่เป็นธรรมทางเพศกับเขา
ถามต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองและสังคมผ่านงานศิลปะ คิดว่าเรื่องของศิลปะสามารถที่จะมีส่วนในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมตรงนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนประเทศไทยยังอาจไม่ได้ให้พื้นที่ในส่วนนี้มากพอ "พิมไจ-ลักษณารีย์ สส.แพร่ พรรคประชาชน" ให้ความเห็นว่า พิมคิดอยู่เสมอว่าศิลปะคือเครื่องมือที่สำคัญในการบันดาลใจคน หน้าที่โดยธรรมชาติของศิลปะก็คือการดลใจบันดาลใจ แล้วพิมเองมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะศิลปะ เพราะการเป็นนักศึกษาศิลปะในวันนั้น เพราะว่าได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทัศนัยในวันนั้น พิมก็ได้นำเสนอโครงการต่อปีกวัฒนธรรมของพรรคประชาชนไป เพื่อที่จะมาสร้างพื้นที่ศิลปะกับเยาวชนในเขตของพิม แล้วก็ถ้าหากว่าโมเดลนี้สำเร็จก็อาจจะสามารถนำไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งเครื่องมือทางศิลปะก็มีหลายอย่าง นอกจากที่คนคุ้นเคยกันเกี่ยวกับการวาดเขียนแล้ว เรื่องของวรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรีเองก็เป็นศิลปะวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน ผนวกกับในปีนี้ 2569 ทางจังหวัดแพร่ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองศิลปะ หรือ Art City ของประเทศด้วย
ถามถึงว่า ฟังจากที่บอกที่เคยทำงานเหมือนกับเป็นเอ็นจีโอมาก่อน พอเข้าไปเป็น สส.จะนำความรู้ ประสบการณ์ไปทำงานในสภาได้อย่างไร "พิมไจ-ลักษณารีย์" กล่าวตอบเราว่า พิมต้องแก้ก่อนว่า พิมเคยเป็นแอ็กทิวิตส์ ที่ร่วมงานกับเอ็นจีโอ แต่ว่าพิมไม่ใช่เอ็นจีโอ ด้วยตัวเอง ก็คือจะมีเอ็นจีโอที่เขาจัดงานต่างๆ แล้วพิมก็แบบก็เข้าไปช่วย
สิ่งที่คิดว่าจะสามารถนำไปใช้ในการทำงานที่สภาได้ก็คือ การเข้าถึงประชาชน เพราะว่าเราเองก็ทำงานกับประชาชนอยู่ติดกับดิน กินกับทรายมาก่อนอยู่แล้ว เคยต้องไปนอนม็อบพีมูฟ นอนกับม็อบสมัชชาคนจนที่เขามาประท้วงกัน พิมคิดว่าการที่เราเข้าถึงประชาชนแล้วเก็บข้อมูลจากประชาชนได้โดยตรง มันเป็นสิ่งที่สามารถนำมาสะท้อนในสภาได้ ก็คือความต้องการของประชาชน จะนำมาสู่การเขียนเป็นกฎหมายได้ยังไง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พิมคิดว่ามันน่าจะกลั่นออกมาได้เข้มข้น แล้วก็ดีมากขึ้น
"พิมไจ-ลักษณารีย์" กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะเป็นสส.ใหม่เขต 3 จังหวัดแพร่ พิมจะเข้าไปผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ เช่น โครงการของท้องถิ่นที่เคยมีการผลักดันขับเคลื่อนมา แล้วเจอปัญหาเช่นเรื่องที่ดินทับซ้อน เรื่องป่าไม้ จนทำให้มีการก่อสร้างทำถนน ทำสะพานไม่ได้ เพราะติดปัญหาข้อกฎหมายบางฉบับเช่น พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ร.บ.อุทยานฯ เราก็จะเข้าไปขับเคลื่อนสองทางคือ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพร้อมจะเป็นคนกลางในการเชิญทั้งท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ รวมถึงภาคประชาชนมาพูดคุยร่วมกัน กับอีกทางก็คือการร่วมกันแก้ปัญหาร่วมกันในส่วนของคณะทำงานปีกป่าไม้-ที่ดิน ของพรรคประชาชน ที่ก็คงจะได้ทำงานร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มองเห็นปัญหาร่วมกันในเรื่องที่ดินทับซ้อน ที่ดินทำกิน ผ่านการทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการของสภาฯ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้จะเข้าไปขับเคลื่อนผลักดันในเรื่องความเสมอภาคและการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ผ่านการอภิปรายต่างๆ ในโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนและความปลอดภัยในด้านต่างๆ เช่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความปลอดภัยของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงผู้ชายด้วย ที่อาจเป็นเหยื่อของการคุกคามเช่นเดียวกัน รวมถึงการขับเคลื่อนด้านศิลปะ ซึ่งพิมในฐานะเป็นนักวัฒนธรรมและศิลปินคนหนึ่งจะผลักดันให้แพร่เป็นเมืองศิลปะอย่างเต็มที่.
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร