โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปกรณ์วุฒิ ข้องใจมาตรฐาน ป.ป.ช. ยกเคสศักดิ์สยาม เทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปกรณ์วุฒิ ข้องใจมาตรฐาน ป.ป.ช. ยกเคสศักดิ์สยาม เทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล วันที่ 13 มีนาคม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ยื่นไปตั้งแต่ปี 2565 กรณีกล่าวหา คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ข้อหาจงใจปกปิดทรัพย์สินและแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. ซึ่งข้อหานี้เป็นกรณีเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไปแล้วเมื่อปี 2567 ว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นอย่างแท้จริง เป็นผลให้คุณศักดิ์สยามมีความผิดและทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงต้องห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ปีนับตั้งแต่ศาลมีคำวินิจฉัย เรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร” ซึ่งในความเห็นของผมและนักกฎหมายหลายๆ ท่าน สิ่งที่“ผูกพัน” ตามความหมายของประโยคนี้หมายถึง“ผลของคำวินิจฉัย” เท่านั้น เช่น การพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม การถูกตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 10 ปีของ คุณพิธา การสิ้นสภาพของพรรคก้าวไกล เหล่านี้คือ “ผลของคำวินิจฉัย” ซึ่งย่อมผูกพันทุกองค์กร ส่วนคำอรรถาธิบาย ไม่ว่าจะกี่สิบหน้ากี่ร้อยหน้าของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มิได้ผูกพันทุกองค์กรไปทุกตัวอักษร ดังที่เราเคยเห็นมาแล้วในกรณีการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. ว่าศาลยุติธรรม ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสิ่งที่ผูกพันทุกองค์กรคือ “ผลของคำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “คำอรรถาธิบาย” ของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ผมเห็นว่าการตัดสินหรือพิพากษาขององค์กรใดๆ ก็ต้องว่าไปตามพยานหลักฐานที่มี ไม่ใช่ยึดถือว่าทุกตัวอักษรที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยเขียนขึ้นมา จะต้องนิยามสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป ในกรณีคุณศักดิ์สยาม เอกสารหลักฐานที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2565 นั้น เป็นหลักฐานชุดเดียวกับที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญจนมีคำวินิจฉัยออกมาในปี 2567 ไม่ว่าจะเป็น – เงินที่ ผู้ถือหุ้นคนใหม่ ใช้ซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาท นั้น มีต้นทางเงินที่แท้จริง ที่โอนจาก นายศักดิ์สยาม โดยโอนผ่าน บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด และ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น – หลังจาก คุณศักดิ์สยาม โอนขายหุ้นไปแล้ว ยังคงมีการเบิกบิลน้ำมันรถส่วนตัวของ คุณศักดิ์สยาม 2 คัน ซึ่งเป็นรถตามที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. โดยปรากฎในใบเสร็จค่าน้ำมัน เขียนไว้ว่า “ติดตามนาย” – รวมถึง เอกสารหลักฐาน และเส้นทางการเงินอีกหลายรายการที่ชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธ ว่าเป็นการใช้นอมินี มาถือหุ้นแทน และยังนำ หจก. นี้ มารับงานภาครัฐอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ในปี 2568 กลับมีมติยกคำร้องดังกล่าว ซึ่งหากอ้างอิงจากข่าว ทาง ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า “เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้มีการสรุปสำนวนไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด” กรณีนี้จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า ป.ป.ช. ก็ใช้หลักเกณฑ์ตามที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่า “คำอรรถาธิบายทุกหน้ากระดาษของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเพียง ‘เหตุผลประกอบ’ ไปสู่คำวินิจฉัยนั้น มิได้ผูกพันทุกองค์กร” แต่เมื่อเราลองเปรียบเทียบกับคดีของ 44 ส.ส. พรรคก้าวไกล ที่ถูกร้องว่า ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง นั้น ทางเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายประการในกระบวนการการพิจารณา เช่น ถูกปฏิเสธการออกหมายเรียกพยานบุคคล และเอกสารหลักฐาน ตามที่ผู้ถูกร้องร้องขอ, ถูกปฏิเสธการขอเข้าชี้แจงด้วยวาจาของผู้ถูกร้อง, ถูกปฏิเสธคำร้องที่โต้แย้งชื่อคณะกรรมการไต่สวนที่มี Conflict กับผู้ร้อง, เมื่อร้องขอให้เปิดเผย ว่ากรรมการที่มี conflict กับผู้ถูกร้องนั้น มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้รับการเปิดเผย ยังไม่รวมถึงว่า ในการพิจารณาความผิดจริยธรรมนี้ พยานหลักฐานต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็น พฤติการณ์แวดล้อม และอาศัยการตีความทั้งสิ้น ต่างจากกรณีคุณศักดิ์สยาม ที่เป็นเอกสารหลักฐานทางการที่สามารถชี้ชัดถึงเจตนาได้ แต่ ป.ป.ช. กลับบอกว่า กำลังแก้ไขเพิ่มเติมสำนวนฟ้อง 44 ส.ส. เพื่อให้เชื่อมโยงตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าทุกตัวอักษรในทุกหน้ากระดาษของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องผูกพันทุกองค์กร ทั้งๆที่ เมื่อช่วงแรกๆของกระบวนการ ทาง ป.ป.ช. ก็เคยออกมาบอกเองว่า ลำพังการลงชื่อแก้กฎหมาย ไม่สามารถเป็นความผิดได้ ต้องดูพฤติการณ์อื่นๆ เป็นรายบุคคลไป แต่ท้ายที่สุด ป.ป.ช. กลับชี้มูลทั้ง 44 ส.ส. แบบเหมาเข่ง โดยพยายามอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ราวกับว่าคำวินิจฉัยนี้ เป็นหลังพิงเพียงสิ่งเดียว ที่ ป.ป.ช. จะสามารถชี้มูล 44 ส.ส. ได้ ซึ่งขัดแย้งกันเองกับมาตรฐาน ที่ ป.ป.ช. ใช้กับคดีของคุณศักดิ์สยาม โดยสิ้นเชิง นอกจากเรื่องมาตรฐานการอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กลับไปกลับมา หาความแน่นอนไม่ได้ เรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาก็น่าสนใจ ขณะที่การไต่สวนผู้ถูกร้อง 44 คน ที่มีพฤติการณ์แวดล้อมแตกต่างกันทั้งหมด ป.ป.ช. ใช้เวลาไต่สวนทั้งสิ้น 2 ปี แต่การไต่สวนผู้ถูกร้องคนเดียว คือคุณศักดิ์สยาม กับกรณีการซื้อขายหุ้น หจก. เดียว ป.ป.ช. กลับใช้เวลาไปถึงประมาณ 3 ปีครึ่ง ผมคงต้องให้สังคม ตั้งคำถามดังๆกับองค์กรนี้ว่า ค่านิยมหลักของ ป.ป.ช. ที่ว่า “ ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ” นั้น ยังเหลือข้อใดให้ประชาชนเชื่อถือได้อีกหรือไม่ และ ใครจะสามารถตรวจสอบ “จริยธรรม” ของผู้ที่มาตัดสินคนอื่นว่าผิดจริยธรรมได้บ้าง?

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปกรณ์วุฒิ ข้องใจมาตรฐาน ป.ป.ช. ยกเคสศักดิ์สยาม เทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...