โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) ชี้แจงแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านพลังงาน โดยยืนยันเดินหน้าตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้หลักการดูแลผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค ผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่ยังมีแนวโน้มผันผวน

ดร. สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย ปัจจัยที่เห็นชัดคือ “ต้นทุนบรรจุภัณฑ์” จากภาวะเม็ดพลาสติกในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาถุงและกระสอบที่ใช้บรรจุน้ำตาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น สร้างผลกระทบตั้งแต่การขนส่งสินค้าไปยังคลัง ไปจนถึงการกระจายไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นในทุกกระบวนการผลิตและจัดจำหน่าย

โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายได้พยายามบริหารต้นทุนอย่างเต็มที่ ทั้งการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และการควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ แต่ด้วยสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานโลกที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์หลายรายทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านต้นทุนในรอบนี้ได้

“ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมพยายามบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยตนเอง เพื่อชะลอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น จึงมีมติร่วมกันในการตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเวลาที่ผลกระทบต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน"

อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มต้นทุนที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายปัจจัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของระบบโดยรวม ทั้งในด้านการผลิต การบริหารสภาพคล่อง และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นการเตรียมปรับราคาขายปลีกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จึงเป็นแนวทางในการดูแลเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อให้ทุกภาคส่วนในระบบ ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคง”

ดร. สมชาย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและกำลังการผลิตน้ำตาลทรายรวมอยู่ที่ประมาณ 11.8 ล้านตันต่อปี โดยมีปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ราว 2.35 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นการบริโภคทางตรง หรือ การจำหน่ายปลีกสำหรับภาคครัวเรือน ในปริมาณประมาณ 450,000 ตัน นอกนั้นเป็นการบริโภคทางอ้อม หรือการจำหน่ายในภาคอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา ซึ่งในการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้ อุตสาหกรรมได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเลือกที่จะปรับขึ้นเฉพาะในส่วนของ “ราคาขายปลีก” เท่านั้น ขณะที่ราคาจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมจะยังไม่มีการปรับในรอบนี้ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจโดยรวม

“การพิจารณาปรับราคาในครั้งนี้ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วน ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนของโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความต่อเนื่องของทั้งระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย การปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เป็นแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคเกษตรและภาคการผลิตของประเทศ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางและพร้อมที่จะปรับตัวตามกลไกตลาดให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร จะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างมั่นคง” ดร. สมชาย กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...