ความหมายของ ‘บ้าน’ ที่หมายถึง ‘หมา’ ในหนัง ‘โกฮัง’ กับพลังวิเศษของเจ้าน้อน ซึ่งทำให้เจ้านุด เป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้น
***มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์
สำหรับเรา ‘โกฮัง’ คือหนังชีวิต ที่ไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของหมาตัวหนึ่งตั้งแต่เป็นหมาเด็กจนโตมาเป็นหมาแก่ แต่ยังเล่าชีวิต ‘มนุษย์’ ซึ่งมีเรื่องราวการเดินทาง เพื่อหา ‘บ้าน’ ที่รู้สึกปลอดภัยทางใจและทำให้เขาเป็นเขาที่ดีขึ้น นั่นคือนิยามของบ้าน บ้านที่ไม่ได้แปลว่าสิ่งปลูกสร้างเสมอไป แต่คือบ้านที่หมายถึง ‘อีกชีวิต’ ที่อยู่เคียงข้างกัน ดังนั้น หากโกฮังผู้แรกเริ่มเป็นหมาจร จะตามหาบ้านจนเจอ ไม่ว่าจะบ้านหลังแรก หลังสอง หรือหลังสาม ตามเหตุการณ์ในชีวิตที่บังคับให้ออกเดินทาง ไม่ต่างจากมนุษย์เราที่ล้วนต้องเจอการเปลี่ยนแปลงเข้ามาอยู่เสมอ และมนุษย์เองก็คงอยากมีบ้านหลังนั้น ซึ่งเข้ามาเติมชีวิตให้เต็มในทุกการเดินทาง โดยบ้านที่ว่าอาจมีแค่หลังเดียว หรือหลายหลัง หรือต้องย้ายบ้านตามวันเวลาที่ผ่านไป ถึงอย่างนั้น เราจะรู้ได้เองว่าบ้านหลังไหนที่ใช่ และบางทีบ้านที่ว่าสำหรับบางคนก็อาจเป็นหมาหรือสัตว์เลี้ยงที่รักเนี่ยแหละ
เสน่ห์ของการตีความคำว่าบ้าน ที่สอดแทรกสัจธรรมชีวิตบางอย่างเข้าไปในหนังเรื่องนี้ ทำให้คนเลี้ยงหมาอยู่แล้วหลายคนเข้าไปดูคงร้องไห้กันได้ง่ายๆ แต่คนไม่ได้เลี้ยงหมาหลายคนเข้าไปแล้วก็อินได้และได้อะไร ‘กลับมา’ ทบทวนเกี่ยวกับชีวิตต่อได้เช่นกัน
‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ เป็นเรื่องราวของหมาจรที่เหตุการณ์ในชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตทำให้เขาได้มีเจ้านาย 3 บ้าน ผ่านมุมมอง 3 ผู้กำกับ หมู-ชยนพ บุญประกอบ, บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และอัตตา เหมวดี ตั้งแต่ หนึ่ง ผู้สูงอายุวัยเกษียณคนญี่ปุ่น ที่คุณค่าเดียวที่ยึดถือคืองาน แต่โกฮังทำให้เขาเรียนรู้ที่จะปล่อยวางคุณค่านั้น และมองเห็นคุณค่าอื่นในชีวิตและมีความสุขไปกับโมเมนต์ตรงหน้า สอง แรงงานชาวเมียนมา ผู้อยากทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมาย แต่กลับไม่ง่าย เมื่อถูกนายจ้างกดขี่ และข่มขู่ให้ทำเรื่องเลวร้ายแลกกับบัตรประจำตัว ซึ่งโกฮัง aka บราวนี่ ก็ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะไม่สูญสิ้นความเป็นคน และบ้านหลังสุดท้าย นักศึกษาเรียนไม่จบที่รู้สึกโดดเดี่ยว และเอาชีวิตไปผูกติดกับคนรักเก่าที่ตกลงกันว่าจะเลี้ยงหมาตัวนี้ด้วยกัน โกฮัง aka หิมะ ก็เป็นความหวังใหม่ที่ทำให้คนคนหนึ่งกล้าที่จะไปต่อ และกลับมาเห็นความสวยงามของชีวิต เพราะชีวิตเราไปต่อได้ ถ้าเรา “อยากจะไป”
เพราะหมาบางตัวอาจทำให้คนบางคนรู้สึกมีคุณค่าขึ้นมา หมาบางตัวอาจสอนให้เรารู้จักที่จะไม่ยึดติดกับอะไรบางอย่าง หมาบางตัวอาจทำให้เข้าใจสัจธรรมชีวิต เพราะทั้งการเปลี่ยนแปลง หรือการจากลาเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องรับมือ และหมาบางตัวก็อาจเป็น ‘บ้าน’ ที่พักพิง เป็นความสุขที่ทำให้ใครบางคนอยากมีชีวิตต่อไป และเรียนรู้ที่จะเต็มที่กับคำว่า ‘รัก’
- 1. เรื่องราวของ ‘ฮิโระซัง’ บ้านหลังแรกของโกฮัง กับความจริงของผู้สูงอายุหลายคนที่ไม่อยากเลิกทำงาน เพราะมองสิ่งนั้นเป็น ‘คุณค่า’ ที่ยังกอดไว้ได้ และอาจหมายถึงพวกเขายังอยากใช้ชีวิตให้เหมือนเดิมที่สุดอยู่ แต่บางครั้งสังคมก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทำเพราะอายุที่มากขึ้น
ฮิโระ (รับบทโดย คิตะ-ยาซูชิ คิตะจิมะ) คือ วิศวกรชาวญี่ปุ่นที่เป็นพนักงานซึ่งทำงานเก่งจนมีรางวัลเป็นตัวการันตี แต่แม้จะเก่งแค่ไหน เมื่อถึงเวลาที่บริษัทมองว่าเขาอายุเกินกว่าจะทำได้แล้ว จึงจำเป็นต้องให้เขาออกจากงานเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ทั้งที่ในหนังยังคงฉายภาพว่าเขายัง “ทำงานได้” สิ่งนี้สะท้อนความจริงของสังคมยุคนี้ ที่บางครั้งผู้สูงอายุก็ยังถูกมองว่าควรอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และปลงกับทุกอย่างได้แล้ว โดยอาจลืมไปว่า บางครั้งงานก็อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกยังมีคุณค่า ได้ทำอะไรที่อยากทำอยู่ ซึ่งส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดี และน่าคิดเหมือนกันว่า หากหลายๆ บริษัท ขยายอายุพนักงานมากขึ้น ก็อาจเป็นอะไรดีๆ ให้ผู้สูงอายุยังมีงานทำ เพื่อความสุขของตัวเอง
ทว่า เมื่อเส้นทางชีวิตไม่อาจเป็นไปตามใจหวัง ฮิโระ ก็ต้องทำใจปล่อยวาง ขณะเดียวกัน เขาก็ได้ค้นพบความสุขใหม่ในชีวิตคือการ ‘เลี้ยงหมา’ นั่นก็คือโกฮังที่อยากอยู่กับเจ้านายคนนี้อย่างสุดหัวใจ อนึ่ง งานไม่เลือกเขา แต่หมาเลือกเขา เขาจึงเลือกหมา และก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง กลายเป็นพ่อหมาแสนอบอุ่นที่มีความสุขในชีวิตที่ ‘เลือก’ ไม่ได้กลับญี่ปุ่นไปเลี้ยงหลานตามที่ครอบครัวยื่นข้อเสนอ นี่จึงเป็นภาพการเลือกชีวิตในวัยสูงอายุ ที่แม้จะเลือกทุกอย่างไม่ได้ แต่อย่างน้อย ถ้ายังได้เลือกอะไรเพื่อตัวเองบ้าง นั่นคือความสวยงามที่ทำให้คนคนหนึ่งมองเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง เรื่องราวในพาร์ทนี้จึงเป็นความอบอุ่นที่ชวนให้โอบกอดคุณค่าในตัวเองไม่ว่าเราจะเจอกับเรื่องราวอะไรก็ตาม ก็อย่าลืม appreciate กับโมเมนต์ตรงหน้า ที่เรายังสามารถมีความสุขใหม่ๆ ได้เสมอ เพราะความสุขเดียวที่เคยยึดถือ อาจไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป
- 2. เรื่องราวของ ‘เอชิน’ บ้านหลังที่สองของโกฮัง aka บราวนี่ กับชีวิตแรงงานข้ามชาติผู้ถูกกดขี่ และเห็นความไร้มนุษยธรรมของคนที่กระทำต่อคนด้วยกันและสัตว์เลี้ยง เธอจึงต้องเลือกระหว่างเอาตัวเองให้รอด กับช่วยหมาให้รอด ซึ่งเธอเลือกเส้นทางที่ทำให้เธอรู้ว่าเธอยังเป็น ‘คน’
เอชิน หรือ น้ำชา (รับบทโดย พิ้งกี้-ปู มามี ตา) คือ แรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานในไทย และตกอยู่ในสถานะ ‘แรงงานบังคับ’ ซึ่งหมายถึงแรงงานที่ไร้อำนาจต่อรอง นายจ้างใช้ความเปราะบางของลูกจ้างมาเป็นตัวประกันให้ต้องก้มหน้าทำงานเพื่อความอยู่รอด เธอเข้ามาเพื่อหวังหาเงิน และหวังได้บัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมายจากเจ้านายคนไทย ทว่า เธอกลับกลายเป็นแรงงานบังคับ ที่ถูกยึดโทรศัพท์ห้ามสื่อสารกับใคร ได้ค่าจ้างอย่างไม่ยุติธรรม และต้องเห็นเรื่องไร้มนุษยธรรม อย่างการทารุณกรรมสัตว์ แล้วนำสัตว์มาหากินในคราบมูลนิธิ ที่หลอกเงินผู้คนให้เข้ามาบริจาคช่วยเหลือ
พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่เข้มข้นและสะท้อนปัญหาสังคมได้ดี ตั้งแต่ปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ที่มีอยู่จริง โดยมีโกฮังเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกจับมาทำร้ายเพื่อใช้ความน่าสงสารทำเงินให้คนเลว ทั้งยังมีประเด็นแรงงานข้ามชาติ ที่นายจ้างใช้บัตรสีชมพูต่อรอง เพื่อกดขี่ให้ทำเรื่องหนักใจต่างๆ เพราะบัตรประจำตัวทำงานนั้นสำคัญต่อคนเป็นแรงงานต่างชาติอย่างมาก นี่คือเครื่องการันตีว่าพวกเขาเป็นแรงงานถูกกฎหมายในประเทศไทย รวมถึงเรื่องเหยียดเชื้อชาติผ่านการจงใจเรียกชื่อใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการเรียก จากเอชิน สู่ น้ำชา
แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย บางส่วนมีประสบการณ์การถูกกดขี่โดยนายจ้างไม่ต่างจากในหนัง แม้ว่าร้อยละ 4.3-6.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทยจะเกิดจากแรงงานข้ามชาติ โดยการสำรวจของ มูลนิธิไอเจเอ็ม ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงแรงงานพบว่า 1 ใน 4 ของแรงงานข้ามชาติเคยมีประสบการณ์อยู่ในสภาพการทำงานที่อันตรายและถูกบีบบังคับ ซึ่ง 17-18% ของแรงงานเมียนมา และกัมพูชา เคยถูกบังคับใช้แรงงานในไทย
สุวัฒน์ หลีเหม จากมูลนิธิไอเจเอ็ม กล่าวให้เราฟังว่า “เราถามลึกไปกว่านั้นว่า เมื่อเขาเจอสถานการณ์แบบนั้น เขาร้องทุกข์หรือเปล่า ขอความช่วยเหลือไหม สิ่งที่เราได้รับคำตอบคือเขาไม่ได้ทำ ไม่ได้ร้องทุกข์ ไม่ได้เอาเรื่องนี้สู่ที่แจ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่รู้ว่าจะไปร้องที่ไหน ไม่รู้สิทธิ์ของเขา และเมื่อชั่งน้ำหนักกันแล้ว ระหว่างการที่เขาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เจอ กับผลที่อาจจะตามมาหากเขานำเรื่องนี้ไปถึงทางการ ชั่งแล้วไม่ได้สัดส่วนกัน งั้นทนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ดีกว่า แจ้งไปก็ไม่รู้จะได้คำตอบไหม หรือจะทำให้ตัวเองเป็นเป้าหรือเปล่า ยิ่งถ้าหากเขาเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสาร มันจะกลายเป็นเขาถูกดำเนินการเสียเอง”
เราได้เห็นการต่อสู้เพื่อตัวเองและเพื่อหมา เมื่อเอชินไม่สามารถรับได้กับการต้องเห็นสัตว์ถูกทำร้ายหรือตายไปต่อหน้าอีกต่อไป เธอตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทุกตัวที่ถูกจับให้เป็นอิสระ ขณะที่เธอต้องถูกไล่ล่า เมื่อโกฮังดันเป็นหมาที่เจ้านายของเธอต้องการตัวมากที่สุด เพราะ “ขายกระแส” ได้ แต่เจ้าโกฮังดันเลือกที่จะอยู่กับเธอ ไม่ยอมหนีไป เมื่อมันมองเธอเป็นบ้านไปแล้ว นั่นทำให้เอชินต้องพยายามพาโกฮังหนีและรอดให้ได้จนสุดทาง ซึ่งแม้วิธีสุดท้ายที่เธอเลือก อาจไม่ใช่วิธีที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุด หรือใจดีกับตัวเองที่สุด แต่นั่นนับเป็นวิธีที่ทำให้ทั้งเธอและหมารอดจากการถูกทำร้ายด้วยกันทั้งคู่ เพราะยามวิกฤตของเธอ เธอยังมีหมาเป็นเพื่อนเคียงข้าง ยามวิฤตของหมา เธอก็คงไม่เลือกทำร้ายเพื่อนคนนี้เพื่อให้ตัวเองต้องรอด สิ่งสำคัญจึงอาจหมายถึงความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมโลก ที่มีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด ในโลกที่ยังมีอีกหลายคน “ไม่มีสิ่งนี้”
- 3. เรื่องราวของ ‘เปเล่’ และ ‘ใจดี’ บ้านหลังที่สามของโกฮัง aka หิมะ กับการตกลงเลี้ยงหมาด้วยกันของคนสองคนหลังจบความสัมพันธ์ไปแล้ว ไม่ว่าหมาจะอยู่กับฝ่ายใดในตอนท้าย ก็ใช่ว่าความทรงจำที่มีร่วมกันจะไม่มีความหมาย เพราะการจากลาเป็นเรื่องปกติของทุกสิ่งบนโลก
เปเล่ (รับบทโดย เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน) และ ใจดี (รับบทโดย ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล) เคยมีความสัมพันธ์กันในแบบ ‘คนคุย’ โดยตั้งแต่สมัยเรียน พวกเขามักจะแวะเวียนมาเล่นกับโกฮัง หรือ หิมะ ที่ใจดีตั้งชื่อให้ ซึ่งกลายเป็นหมาจรประจำมหาวิทยาลัยไป ซึ่งเราจะได้เห็นโมเมนต์ความผูกพันของนักศึกษาและหมา ที่หลายมหา’ลัยอาจมี “หมาตัวนั้น” ที่เราเอ็นดูอยู่ตลอด
หิมะ อยู่ในหลายๆ เหตุการณ์ในชีวิตของคู่เปเล่-ใจดี ตั้งแต่ยังใส่ชุดนักเรียนเพื่อมาสัมภาษณ์เข้ามหา’ลัย ใส่ชุดนักศึกษามาเรียนในแต่ละปี ใส่ชุดลำลองในวันที่ใจดีต้องการสถานะแต่เปเล่ไม่ให้ จนถึงวันที่ใจดีใส่ชุดครุยรับปริญญา ส่วนเปเล่ไม่ได้ใส่เพราะเรียนไม่จบ แล้วมาขอใจดีคืนดี แต่เธอปฏิเสธ
หิมะ จะยังคงเป็นหมาจรต่อไป หากไม่เกิดเหตุให้ต้องพบสัตวแพทย์จนรู้ว่าเขากำลังเป็นหมาแก่ที่กำลังป่วย และอาจอยู่ได้เพียง 3 เดือน ใจดีจึงตั้งใจรับหิมะมาเลี้ยงให้ดีก่อนหิมะจะจากไป เพราะเคยอยากเลี้ยงแต่ไม่ได้เลี้ยงตอนเรียน โดยเปเล่ก็อาสารับหน้าที่ช่วยเลี้ยงด้วย เนื่องจากใจดีเป็นลูกเรือสายการบินที่ไม่สามารถอยู่กับหิมะได้ทุกวันแม้จะขอสลับตารางกับเพื่อนมาดูแลให้ได้มากที่สุดก็ตาม ขณะที่เปเล่ที่ว่างเรียนและว่างงาน นั้นว่างที่จะเลี้ยงได้เต็มเวลา
ในพาร์ทสุดท้ายนี้ เราจึงได้เห็นการเรียนรู้ที่จะรู้จักปล่อยใครสักคนไปเมื่อถึงเวลา เมื่อเปเล่ที่หวังจะคืนดีกับใจดี เพราะใจดียังเป็นรักฝังใจและเหมือนเป็นความสุขเดียวที่เขาอยากมีในวันที่ชีวิตยังหลงทางและไม่กล้าบอกแม่เรื่องเรียนไม่จบ ไม่แปลกที่เขาจะบอกกับหิมะว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ในตอนที่ใจดีเลือกที่จะไม่อยู่เลี้ยงหิมะต่อไปหลังใกล้เข้าสู่เดือนสุดท้าย เพื่อเซฟใจตัวเองไม่ให้กลับไปรู้สึกกับเปเล่ แถมเธอก็มีคนใหม่ที่รออยู่ ทั้งยังไม่พร้อมจะมองเห็นหิมะจากไป
การได้เลี้ยงหิมะ ทำให้มนุษย์คนหนึ่งเรียนรู้ที่จะมองเห็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อ เขาเห็นแล้วว่าการได้เลี้ยงหมา ทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ได้เรียนรู้ถึงการได้ ‘ดูแล’ อีกชีวิตด้วยความรัก จะบอกว่าทำให้เขาได้รู้จักความรักอย่างถ่องแท้ขึ้นก็ไม่ผิดนัก ทั้งยังได้เรียนรู้ที่ยอมรับว่าทุกความสัมพันธ์อาจนำไปสู่การจากลาได้ ดังนั้น เราควร “เต็มที่” กับมันในวันที่เราและอีกฝ่ายยังอยู่กับเรา จะได้ไม่นั่งเสียใจทีหลัง ไม่ว่าจะทั้งการดูแลคนที่รัก การดูแลหมาที่รัก รวมไปถึงการดูแลหัวใจ ‘ตัวเอง’ ให้ดีที่สุด เพราะตัวเราเนี่ยแหละ คือคนที่จะอยู่กับเราไปจนถึงวันสุดท้าย และควรรักให้ได้มากที่สุด
ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนในเรื่องที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการจากลา แต่ตัวโกฮังเองก็ได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับการจากลากับเจ้านายที่รัก ไม่ว่าจะจากกันเพราะเหตุผลใดก็ตาม แต่นั่นก็ทำให้เขาได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
โกฮัง กลายเป็นหนังที่ทำให้เราเสียน้ำตามาก แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่นใจ ที่ทำให้เราหันกลับมามองหมาที่บ้าน กลับมามองคนรอบข้าง และกลับมามองตัวเอง เมื่อบางครั้งท่ามกลางเรื่องแย่ๆ ที่เจอ ทั้งจากเรื่องที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ เราอาจมีบางสิ่งที่ทำให้เรามีพลังใจในการอยากใช้ชีวิตต่อ อยากสู้ต่ออีกสักตั้ง ซึ่งไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร จะใช่หมาหรือไม่ จะเป็นคน สิ่งของ หรืออะไร แต่สิ่งนั้นอาจเป็น ‘บ้าน’ หลังหนึ่งในความหมายของคุณก็ได้นะ :)
บทความต้นฉบับได้ที่ : ความหมายของ ‘บ้าน’ ที่หมายถึง ‘หมา’ ในหนัง ‘โกฮัง’ กับพลังวิเศษของเจ้าน้อน ซึ่งทำให้เจ้านุด เป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
- “สัญญาว่านี่ไม่ใช่การเปรียบเปรย แต่เธออยากมาทัวร์ ‘บ้าน’ ฉันไหม?” ‘House Tour’ เพลงใหม่ของ Sabrina Carpenter กับการเปรียบ ‘บ้าน’ เป็น ‘เรือนร่าง’ ของผู้หญิงที่ได้นักแสดง Margaret Qualley ร่วมกำกับใส่ female gaze สุดเสวและระบายความในใจผ่านเอ็มวีฯ
- “ความสวยที่เปล่งประกาย เริ่มต้นด้วยการรักและมั่นใจในตัวเอง” ผู้หญิงเก่งในแบบฉบับของ แพร-วทานิกา และ โดนัท-มนัสนันท์ กับแคมเปญ ‘Radiance Begins With You’ จาก Clé de Peau Beauté
- “ดนตรีอยู่กับฉันในทุกช่วงของชีวิต ทั้งช่วงที่ดีที่สุด เศร้าที่สุด และยากลำบากที่สุด” จากเหตุการณ์ถูกบุกรุกบ้าน สู่เพลง Run ที่ความหวาดกลัว และเปราะบาง กลายเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจของ Chloe Stroll ศิลปินผู้เลือกเขียนเพลงอย่างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก ผ่านอัลบั้มล่าสุด Bloom in the Break
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com