โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความหมายของ ‘บ้าน’ ที่หมายถึง ‘หมา’ ในหนัง ‘โกฮัง’ กับพลังวิเศษของเจ้าน้อน ซึ่งทำให้เจ้านุด เป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้น

Mirror Thailand

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

***มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

สำหรับเรา ‘โกฮัง’ คือหนังชีวิต ที่ไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของหมาตัวหนึ่งตั้งแต่เป็นหมาเด็กจนโตมาเป็นหมาแก่ แต่ยังเล่าชีวิต ‘มนุษย์’ ซึ่งมีเรื่องราวการเดินทาง เพื่อหา ‘บ้าน’ ที่รู้สึกปลอดภัยทางใจและทำให้เขาเป็นเขาที่ดีขึ้น นั่นคือนิยามของบ้าน บ้านที่ไม่ได้แปลว่าสิ่งปลูกสร้างเสมอไป แต่คือบ้านที่หมายถึง ‘อีกชีวิต’ ที่อยู่เคียงข้างกัน ดังนั้น หากโกฮังผู้แรกเริ่มเป็นหมาจร จะตามหาบ้านจนเจอ ไม่ว่าจะบ้านหลังแรก หลังสอง หรือหลังสาม ตามเหตุการณ์ในชีวิตที่บังคับให้ออกเดินทาง ไม่ต่างจากมนุษย์เราที่ล้วนต้องเจอการเปลี่ยนแปลงเข้ามาอยู่เสมอ และมนุษย์เองก็คงอยากมีบ้านหลังนั้น ซึ่งเข้ามาเติมชีวิตให้เต็มในทุกการเดินทาง โดยบ้านที่ว่าอาจมีแค่หลังเดียว หรือหลายหลัง หรือต้องย้ายบ้านตามวันเวลาที่ผ่านไป ถึงอย่างนั้น เราจะรู้ได้เองว่าบ้านหลังไหนที่ใช่ และบางทีบ้านที่ว่าสำหรับบางคนก็อาจเป็นหมาหรือสัตว์เลี้ยงที่รักเนี่ยแหละ

เสน่ห์ของการตีความคำว่าบ้าน ที่สอดแทรกสัจธรรมชีวิตบางอย่างเข้าไปในหนังเรื่องนี้ ทำให้คนเลี้ยงหมาอยู่แล้วหลายคนเข้าไปดูคงร้องไห้กันได้ง่ายๆ แต่คนไม่ได้เลี้ยงหมาหลายคนเข้าไปแล้วก็อินได้และได้อะไร ‘กลับมา’ ทบทวนเกี่ยวกับชีวิตต่อได้เช่นกัน

‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ เป็นเรื่องราวของหมาจรที่เหตุการณ์ในชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตทำให้เขาได้มีเจ้านาย 3 บ้าน ผ่านมุมมอง 3 ผู้กำกับ หมู-ชยนพ บุญประกอบ, บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และอัตตา เหมวดี ตั้งแต่ หนึ่ง ผู้สูงอายุวัยเกษียณคนญี่ปุ่น ที่คุณค่าเดียวที่ยึดถือคืองาน แต่โกฮังทำให้เขาเรียนรู้ที่จะปล่อยวางคุณค่านั้น และมองเห็นคุณค่าอื่นในชีวิตและมีความสุขไปกับโมเมนต์ตรงหน้า สอง แรงงานชาวเมียนมา ผู้อยากทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมาย แต่กลับไม่ง่าย เมื่อถูกนายจ้างกดขี่ และข่มขู่ให้ทำเรื่องเลวร้ายแลกกับบัตรประจำตัว ซึ่งโกฮัง aka บราวนี่ ก็ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะไม่สูญสิ้นความเป็นคน และบ้านหลังสุดท้าย นักศึกษาเรียนไม่จบที่รู้สึกโดดเดี่ยว และเอาชีวิตไปผูกติดกับคนรักเก่าที่ตกลงกันว่าจะเลี้ยงหมาตัวนี้ด้วยกัน โกฮัง aka หิมะ ก็เป็นความหวังใหม่ที่ทำให้คนคนหนึ่งกล้าที่จะไปต่อ และกลับมาเห็นความสวยงามของชีวิต เพราะชีวิตเราไปต่อได้ ถ้าเรา “อยากจะไป”

เพราะหมาบางตัวอาจทำให้คนบางคนรู้สึกมีคุณค่าขึ้นมา หมาบางตัวอาจสอนให้เรารู้จักที่จะไม่ยึดติดกับอะไรบางอย่าง หมาบางตัวอาจทำให้เข้าใจสัจธรรมชีวิต เพราะทั้งการเปลี่ยนแปลง หรือการจากลาเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องรับมือ และหมาบางตัวก็อาจเป็น ‘บ้าน’ ที่พักพิง เป็นความสุขที่ทำให้ใครบางคนอยากมีชีวิตต่อไป และเรียนรู้ที่จะเต็มที่กับคำว่า ‘รัก’

  • 1. เรื่องราวของ ‘ฮิโระซัง’ บ้านหลังแรกของโกฮัง กับความจริงของผู้สูงอายุหลายคนที่ไม่อยากเลิกทำงาน เพราะมองสิ่งนั้นเป็น ‘คุณค่า’ ที่ยังกอดไว้ได้ และอาจหมายถึงพวกเขายังอยากใช้ชีวิตให้เหมือนเดิมที่สุดอยู่ แต่บางครั้งสังคมก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทำเพราะอายุที่มากขึ้น

ฮิโระ (รับบทโดย คิตะ-ยาซูชิ คิตะจิมะ) คือ วิศวกรชาวญี่ปุ่นที่เป็นพนักงานซึ่งทำงานเก่งจนมีรางวัลเป็นตัวการันตี แต่แม้จะเก่งแค่ไหน เมื่อถึงเวลาที่บริษัทมองว่าเขาอายุเกินกว่าจะทำได้แล้ว จึงจำเป็นต้องให้เขาออกจากงานเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ทั้งที่ในหนังยังคงฉายภาพว่าเขายัง “ทำงานได้” สิ่งนี้สะท้อนความจริงของสังคมยุคนี้ ที่บางครั้งผู้สูงอายุก็ยังถูกมองว่าควรอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และปลงกับทุกอย่างได้แล้ว โดยอาจลืมไปว่า บางครั้งงานก็อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกยังมีคุณค่า ได้ทำอะไรที่อยากทำอยู่ ซึ่งส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดี และน่าคิดเหมือนกันว่า หากหลายๆ บริษัท ขยายอายุพนักงานมากขึ้น ก็อาจเป็นอะไรดีๆ ให้ผู้สูงอายุยังมีงานทำ เพื่อความสุขของตัวเอง

ทว่า เมื่อเส้นทางชีวิตไม่อาจเป็นไปตามใจหวัง ฮิโระ ก็ต้องทำใจปล่อยวาง ขณะเดียวกัน เขาก็ได้ค้นพบความสุขใหม่ในชีวิตคือการ ‘เลี้ยงหมา’ นั่นก็คือโกฮังที่อยากอยู่กับเจ้านายคนนี้อย่างสุดหัวใจ อนึ่ง งานไม่เลือกเขา แต่หมาเลือกเขา เขาจึงเลือกหมา และก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง กลายเป็นพ่อหมาแสนอบอุ่นที่มีความสุขในชีวิตที่ ‘เลือก’ ไม่ได้กลับญี่ปุ่นไปเลี้ยงหลานตามที่ครอบครัวยื่นข้อเสนอ นี่จึงเป็นภาพการเลือกชีวิตในวัยสูงอายุ ที่แม้จะเลือกทุกอย่างไม่ได้ แต่อย่างน้อย ถ้ายังได้เลือกอะไรเพื่อตัวเองบ้าง นั่นคือความสวยงามที่ทำให้คนคนหนึ่งมองเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง เรื่องราวในพาร์ทนี้จึงเป็นความอบอุ่นที่ชวนให้โอบกอดคุณค่าในตัวเองไม่ว่าเราจะเจอกับเรื่องราวอะไรก็ตาม ก็อย่าลืม appreciate กับโมเมนต์ตรงหน้า ที่เรายังสามารถมีความสุขใหม่ๆ ได้เสมอ เพราะความสุขเดียวที่เคยยึดถือ อาจไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป

  • 2. เรื่องราวของ ‘เอชิน’ บ้านหลังที่สองของโกฮัง aka บราวนี่ กับชีวิตแรงงานข้ามชาติผู้ถูกกดขี่ และเห็นความไร้มนุษยธรรมของคนที่กระทำต่อคนด้วยกันและสัตว์เลี้ยง เธอจึงต้องเลือกระหว่างเอาตัวเองให้รอด กับช่วยหมาให้รอด ซึ่งเธอเลือกเส้นทางที่ทำให้เธอรู้ว่าเธอยังเป็น ‘คน’

เอชิน หรือ น้ำชา (รับบทโดย พิ้งกี้-ปู มามี ตา) คือ แรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานในไทย และตกอยู่ในสถานะ ‘แรงงานบังคับ’ ซึ่งหมายถึงแรงงานที่ไร้อำนาจต่อรอง นายจ้างใช้ความเปราะบางของลูกจ้างมาเป็นตัวประกันให้ต้องก้มหน้าทำงานเพื่อความอยู่รอด เธอเข้ามาเพื่อหวังหาเงิน และหวังได้บัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมายจากเจ้านายคนไทย ทว่า เธอกลับกลายเป็นแรงงานบังคับ ที่ถูกยึดโทรศัพท์ห้ามสื่อสารกับใคร ได้ค่าจ้างอย่างไม่ยุติธรรม และต้องเห็นเรื่องไร้มนุษยธรรม อย่างการทารุณกรรมสัตว์ แล้วนำสัตว์มาหากินในคราบมูลนิธิ ที่หลอกเงินผู้คนให้เข้ามาบริจาคช่วยเหลือ

พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่เข้มข้นและสะท้อนปัญหาสังคมได้ดี ตั้งแต่ปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ที่มีอยู่จริง โดยมีโกฮังเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกจับมาทำร้ายเพื่อใช้ความน่าสงสารทำเงินให้คนเลว ทั้งยังมีประเด็นแรงงานข้ามชาติ ที่นายจ้างใช้บัตรสีชมพูต่อรอง เพื่อกดขี่ให้ทำเรื่องหนักใจต่างๆ เพราะบัตรประจำตัวทำงานนั้นสำคัญต่อคนเป็นแรงงานต่างชาติอย่างมาก นี่คือเครื่องการันตีว่าพวกเขาเป็นแรงงานถูกกฎหมายในประเทศไทย รวมถึงเรื่องเหยียดเชื้อชาติผ่านการจงใจเรียกชื่อใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการเรียก จากเอชิน สู่ น้ำชา

แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย บางส่วนมีประสบการณ์การถูกกดขี่โดยนายจ้างไม่ต่างจากในหนัง แม้ว่าร้อยละ 4.3-6.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทยจะเกิดจากแรงงานข้ามชาติ โดยการสำรวจของ มูลนิธิไอเจเอ็ม ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงแรงงานพบว่า 1 ใน 4 ของแรงงานข้ามชาติเคยมีประสบการณ์อยู่ในสภาพการทำงานที่อันตรายและถูกบีบบังคับ ซึ่ง 17-18% ของแรงงานเมียนมา และกัมพูชา เคยถูกบังคับใช้แรงงานในไทย

สุวัฒน์ หลีเหม จากมูลนิธิไอเจเอ็ม กล่าวให้เราฟังว่า “เราถามลึกไปกว่านั้นว่า เมื่อเขาเจอสถานการณ์แบบนั้น เขาร้องทุกข์หรือเปล่า ขอความช่วยเหลือไหม สิ่งที่เราได้รับคำตอบคือเขาไม่ได้ทำ ไม่ได้ร้องทุกข์ ไม่ได้เอาเรื่องนี้สู่ที่แจ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่รู้ว่าจะไปร้องที่ไหน ไม่รู้สิทธิ์ของเขา และเมื่อชั่งน้ำหนักกันแล้ว ระหว่างการที่เขาพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เจอ กับผลที่อาจจะตามมาหากเขานำเรื่องนี้ไปถึงทางการ ชั่งแล้วไม่ได้สัดส่วนกัน งั้นทนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ดีกว่า แจ้งไปก็ไม่รู้จะได้คำตอบไหม หรือจะทำให้ตัวเองเป็นเป้าหรือเปล่า ยิ่งถ้าหากเขาเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสาร มันจะกลายเป็นเขาถูกดำเนินการเสียเอง”

เราได้เห็นการต่อสู้เพื่อตัวเองและเพื่อหมา เมื่อเอชินไม่สามารถรับได้กับการต้องเห็นสัตว์ถูกทำร้ายหรือตายไปต่อหน้าอีกต่อไป เธอตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทุกตัวที่ถูกจับให้เป็นอิสระ ขณะที่เธอต้องถูกไล่ล่า เมื่อโกฮังดันเป็นหมาที่เจ้านายของเธอต้องการตัวมากที่สุด เพราะ “ขายกระแส” ได้ แต่เจ้าโกฮังดันเลือกที่จะอยู่กับเธอ ไม่ยอมหนีไป เมื่อมันมองเธอเป็นบ้านไปแล้ว นั่นทำให้เอชินต้องพยายามพาโกฮังหนีและรอดให้ได้จนสุดทาง ซึ่งแม้วิธีสุดท้ายที่เธอเลือก อาจไม่ใช่วิธีที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุด หรือใจดีกับตัวเองที่สุด แต่นั่นนับเป็นวิธีที่ทำให้ทั้งเธอและหมารอดจากการถูกทำร้ายด้วยกันทั้งคู่ เพราะยามวิกฤตของเธอ เธอยังมีหมาเป็นเพื่อนเคียงข้าง ยามวิฤตของหมา เธอก็คงไม่เลือกทำร้ายเพื่อนคนนี้เพื่อให้ตัวเองต้องรอด สิ่งสำคัญจึงอาจหมายถึงความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมโลก ที่มีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด ในโลกที่ยังมีอีกหลายคน “ไม่มีสิ่งนี้”

  • 3. เรื่องราวของ ‘เปเล่’ และ ‘ใจดี’ บ้านหลังที่สามของโกฮัง aka หิมะ กับการตกลงเลี้ยงหมาด้วยกันของคนสองคนหลังจบความสัมพันธ์ไปแล้ว ไม่ว่าหมาจะอยู่กับฝ่ายใดในตอนท้าย ก็ใช่ว่าความทรงจำที่มีร่วมกันจะไม่มีความหมาย เพราะการจากลาเป็นเรื่องปกติของทุกสิ่งบนโลก

เปเล่ (รับบทโดย เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน) และ ใจดี (รับบทโดย ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล) เคยมีความสัมพันธ์กันในแบบ ‘คนคุย’ โดยตั้งแต่สมัยเรียน พวกเขามักจะแวะเวียนมาเล่นกับโกฮัง หรือ หิมะ ที่ใจดีตั้งชื่อให้ ซึ่งกลายเป็นหมาจรประจำมหาวิทยาลัยไป ซึ่งเราจะได้เห็นโมเมนต์ความผูกพันของนักศึกษาและหมา ที่หลายมหา’ลัยอาจมี “หมาตัวนั้น” ที่เราเอ็นดูอยู่ตลอด

หิมะ อยู่ในหลายๆ เหตุการณ์ในชีวิตของคู่เปเล่-ใจดี ตั้งแต่ยังใส่ชุดนักเรียนเพื่อมาสัมภาษณ์เข้ามหา’ลัย ใส่ชุดนักศึกษามาเรียนในแต่ละปี ใส่ชุดลำลองในวันที่ใจดีต้องการสถานะแต่เปเล่ไม่ให้ จนถึงวันที่ใจดีใส่ชุดครุยรับปริญญา ส่วนเปเล่ไม่ได้ใส่เพราะเรียนไม่จบ แล้วมาขอใจดีคืนดี แต่เธอปฏิเสธ

หิมะ จะยังคงเป็นหมาจรต่อไป หากไม่เกิดเหตุให้ต้องพบสัตวแพทย์จนรู้ว่าเขากำลังเป็นหมาแก่ที่กำลังป่วย และอาจอยู่ได้เพียง 3 เดือน ใจดีจึงตั้งใจรับหิมะมาเลี้ยงให้ดีก่อนหิมะจะจากไป เพราะเคยอยากเลี้ยงแต่ไม่ได้เลี้ยงตอนเรียน โดยเปเล่ก็อาสารับหน้าที่ช่วยเลี้ยงด้วย เนื่องจากใจดีเป็นลูกเรือสายการบินที่ไม่สามารถอยู่กับหิมะได้ทุกวันแม้จะขอสลับตารางกับเพื่อนมาดูแลให้ได้มากที่สุดก็ตาม ขณะที่เปเล่ที่ว่างเรียนและว่างงาน นั้นว่างที่จะเลี้ยงได้เต็มเวลา

ในพาร์ทสุดท้ายนี้ เราจึงได้เห็นการเรียนรู้ที่จะรู้จักปล่อยใครสักคนไปเมื่อถึงเวลา เมื่อเปเล่ที่หวังจะคืนดีกับใจดี เพราะใจดียังเป็นรักฝังใจและเหมือนเป็นความสุขเดียวที่เขาอยากมีในวันที่ชีวิตยังหลงทางและไม่กล้าบอกแม่เรื่องเรียนไม่จบ ไม่แปลกที่เขาจะบอกกับหิมะว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ในตอนที่ใจดีเลือกที่จะไม่อยู่เลี้ยงหิมะต่อไปหลังใกล้เข้าสู่เดือนสุดท้าย เพื่อเซฟใจตัวเองไม่ให้กลับไปรู้สึกกับเปเล่ แถมเธอก็มีคนใหม่ที่รออยู่ ทั้งยังไม่พร้อมจะมองเห็นหิมะจากไป

การได้เลี้ยงหิมะ ทำให้มนุษย์คนหนึ่งเรียนรู้ที่จะมองเห็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อ เขาเห็นแล้วว่าการได้เลี้ยงหมา ทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ได้เรียนรู้ถึงการได้ ‘ดูแล’ อีกชีวิตด้วยความรัก จะบอกว่าทำให้เขาได้รู้จักความรักอย่างถ่องแท้ขึ้นก็ไม่ผิดนัก ทั้งยังได้เรียนรู้ที่ยอมรับว่าทุกความสัมพันธ์อาจนำไปสู่การจากลาได้ ดังนั้น เราควร “เต็มที่” กับมันในวันที่เราและอีกฝ่ายยังอยู่กับเรา จะได้ไม่นั่งเสียใจทีหลัง ไม่ว่าจะทั้งการดูแลคนที่รัก การดูแลหมาที่รัก รวมไปถึงการดูแลหัวใจ ‘ตัวเอง’ ให้ดีที่สุด เพราะตัวเราเนี่ยแหละ คือคนที่จะอยู่กับเราไปจนถึงวันสุดท้าย และควรรักให้ได้มากที่สุด

ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนในเรื่องที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการจากลา แต่ตัวโกฮังเองก็ได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับการจากลากับเจ้านายที่รัก ไม่ว่าจะจากกันเพราะเหตุผลใดก็ตาม แต่นั่นก็ทำให้เขาได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

โกฮัง กลายเป็นหนังที่ทำให้เราเสียน้ำตามาก แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่นใจ ที่ทำให้เราหันกลับมามองหมาที่บ้าน กลับมามองคนรอบข้าง และกลับมามองตัวเอง เมื่อบางครั้งท่ามกลางเรื่องแย่ๆ ที่เจอ ทั้งจากเรื่องที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ เราอาจมีบางสิ่งที่ทำให้เรามีพลังใจในการอยากใช้ชีวิตต่อ อยากสู้ต่ออีกสักตั้ง ซึ่งไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร จะใช่หมาหรือไม่ จะเป็นคน สิ่งของ หรืออะไร แต่สิ่งนั้นอาจเป็น ‘บ้าน’ หลังหนึ่งในความหมายของคุณก็ได้นะ :)

บทความต้นฉบับได้ที่ : ความหมายของ ‘บ้าน’ ที่หมายถึง ‘หมา’ ในหนัง ‘โกฮัง’ กับพลังวิเศษของเจ้าน้อน ซึ่งทำให้เจ้านุด เป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...